Tag Archives: ยะลา

ธารโต-อัยเยอร์เวง

5 เม.ย.

ทีมงานแจ้งว่าเส้นทางก่อนจะถึงอัยเยอร์เวงที่เปิดดูในแผนที่คดเคี้ยวดังงูเลื้อย ชวนเมา ถ้านั่งรถคงสลบหลับไม่ได้มองวิวข้างทางแน่ๆ แต่วันนี้เราปั่นจักรยานมา ทางเลี้ยวคดและลงเนินแบบนี้ สนุกสิ ลงมาแล้วอยากขนจักรยานใส่รถวนอีกรอบ 


เคยชอบหลงรักเส้นทางเลาะริมฝั่งโขง มาวันนี้เจอที่นี่แอบปันใจ ยกให้เป็นเส้นทางที่นักปั่นต้องมาเยือน ข้างๆไม่ได้เป็นภูเขาหินแบบเลียบโขง แต่เป็นภูเขาใบไม้เปลี่ยนสี อีกข้างบางช่วงเห็นแม่น้ำปัตตานี ยืนยันอีกทีที่นี่เมืองไทย ว้าวๆ ปั่นแล้วชุ่มชื่นปอด สูดอากาศเฮือกใหญ่ คนอยู่แถวนี้สุขภาพดีไม่แปลกใจ มีลำธารน้ำใสให้ว่ายเล่น มีถ้ำเย็นๆให้หลบยามร้อน ช่วงใบไม้ร่วงนี่สวยสุดๆ จนต้องหยิบมือถือออกเก็บภาพ ที่ชอบและกินหลายถุงมาก แอบตุนอีก 2 ด้วยนะ กล้วยหินฉาบ จำได้ตอนไปเดินในงานแสดงสินค้าของดีนี่ราคาสูงกว่ากล้วยฉาบทั่วไปมากนะ แต่ที่นี่จะว่าถูกกว่าก็ใช่เลย หนึ่งในสมาชิกปั่น น้องพน คุณแม่ของน้องเป็นคนคิดสูตร ทุกวันนี้ก็ขายส่งทั่วไทย ใครอยากสั่งก็บอกได้ แล้วจะตกใจขายราคานี้มีกำไรเหลือไหม กล้วยหิน ที่นี่เอาไว้เลี้ยงนก คนปลูกกันเยอะ เอามาต้มก็อร่อยนะ แต่แปรรูปก็อยู่ได้นานหน่อย มีหลายยี่ห้อ หลายสูตร ทั้งหวานและเค็ม เลือกได้ตามชอบ



จอดๆ ปั่นไปแล้วต้องจอด ไม่ได้ยางรั่วนะ แต่เป็นเพราะวิว สะพานพาดผ่านสายน้ำท่ามกลางความเขียวของภูเขา ในที่สุดก็มาถึงอัยเยอร์เวง


เช้าวันใหม่ที่ปกติยากจะตื่น ว้าวๆ สวยจังเลย คุ้มค่าการตื่นตี 3 ขึ้นมาถึงยอดเขาตี 4 อากาศเย็นๆ ไม่ถึงกับหนาว สักพักใหญ่เริ่มเห็นไฟสว่างเป็นจุดๆเมื่อก้มหน้ามองลงไป ไฟบ้านคนนี่เอง ตื่นกันเช้ามากๆ พอตี 5 พระอาทิตย์เริ่มขึ้นจากขอบฟ้า ภาพหมอกด้านหน้าเริ่มเห็นชัดเจน เปลี่ยนความมืดของทองฟ้าเป็นสีแดงอมส้ม อากาศค่อยๆอุ่นขึ้น นักท่องเที่ยวที่มาชมทะเลหมอกเริ่มมากขึ้น ทำเลดีๆริมขอบถูกจับจอง ปีนขึ้นไปยืนด้านบนก็มี เสียงรัวชัตเตอร์ เซลฟี่ วีฟี่ 



ถ่ายจุดสูงสุดแล้วต้องเป็นภาพจุดที่สองจุดที่สามกันต่อ หรือแม้กระทั่งก้อนหิน ป้ายชื่อสถานที่ ยังต้องต่อคิว คนเยอะจริงๆ ถึงขนาดทางขึ้นลงรถติด จอดกันหลายสิบคัน บางครั้งอาจต้องเดินกันหลายร้อยเมตร มีทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะมาเลเซียมาเป็นคันรถตู้ บ้างก็บิดมอเตอร์ไซด์มาเอง คึกคักมาก เงินสะพัดสู่ชุมชนคนท้องที่ที่มาขายอาหาร ข้าวยำ โรตี แตออ ชาชัก ที่นั่งถูกจองเต็ม 



หลังชมทะเลหมอกลงมายังมีสะพานไม้ ซ่อนตัวแบบเจ้าถิ่นยังไม่รู้จักทางเข้า สะพานแตปูซู อายุยี่สิบกว่าปี มีหักผุเชือกขาดบ้าง คนพื้นที่ใช้สัญจร ทีแรกคิดว่าไว้เดินได้อย่างเดียวแต่ก็เห็นมอเตอร์ไซด์สวนไปมา ข้างล่างเป็นแม่น้ำสามารถเล่นล่องแก่งด้วยห่วงยาง หรือเรือแคนนู ที่น่าสนใจและอยากไปมากๆ ย้อนทางน้ำขึ้นไปป่า ฮาราบารา ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ต้องไปค้างคืน น้องๆในพื้นที่เล่าว่าสนุกมากๆ น้ำใสมากๆ ย้ำมาว่าพี่ต้องไปให้ได้นะ​

นอกจากนี้ยังมีอีก 8 สถานที่เที่ยวในอัยเยอร์เวง ที่เรายังต้องกลับมาเก็บให้ครบ ที่นี่ดูจะเหมาะกับการเที่ยวตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนแนะนำให้เที่ยวชมแสงสีที่เบตง ถ้าปั่นจักรยานก็ใช้พลังเยอะพอสมควร ต้องขึ้นลงเนิน ระยะทาง 30++ กม. ได้ รู้แต่ว่าติดใจต้องกลับมาอีก แล้วไม่ถึง 3 วัน เราก็กลับมายืนดูทะเลหมอกที่นี่อีกครั้ง ครั้งที่สองก็ไม่เหมือนครั้งแรก ธรรมชาติไม่มีซ้ำเปลี่ยนตลอด หลงรักทะเลหมอกที่นี่เข้าแล้ว น้องลีบอกว่ามีอีกที่ ฆูนูซีลีปัต ทะเลหมอก 360 องศา แค่นี้ก็รู้แล้วว่าต้องกลับมาที่นี่อีก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

สุคิริน

4 เม.ย.

สุคิริน ชื่อนี้ไม่เคยได้ยิน แต่เมื่อได้ปั่นมาถึง ทำเอานักปั่นเจ้าถิ่นนราธิวาสพากันอิจฉา เพราะคนในพื้นที่รู้จักแต่ยังไม่เคยมาสัมผัส


ยามเช้าที่เราตื่นนอนเห็นหมอกตั้งแต่นอนอยู่บนเตียง ที่นี่เป็นพระตำหนักอีกหลังของสมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี บรรยากาศที่นี่คล้ายดอยตุง อยู่บนเขาเห็นวิวเมืองจากมุมสูง อากาศเย็น และพัฒนาจากพื้นที่ไม่มีอะไรให้กลายเป็น นิคมสร้างตนเอง สุคิริน คำว่า “ สุคิริน ”  เป็นนามพระตำหนักที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานเมื่อครั้งเสด็จประทับแรมในพื้นที่นี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งมีความหมายว่า “ พันธุ์ไม้อันเขียวชอุ่ม ”  ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขา ป่าไม้ และพืชพันธ์ไม้นานาชนิด



คนที่อยู่ที่นี่มีทั้งทั้งพุทธและมุสลิม ประเพณียิ่งใหญ่ที่น่าสนใจของชาวพุทธ ฟังแล้วก็แปลกใจ คือ บุญบั้งไฟ ที่นี่มีคนอีสานย้ายมาอยู่เยอะ นอกจากอาชีพเกษตรกรรมที่เหมือนกันทุกที่ ที่นี่ยังมีอาชีพพิเศษไม่เหมือนที่ไหน “ร่อนทอง” ในสายน้ำแห่งทองคำ เป็นกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเข้าถึงวิถีชีวิตในสายน้ำ น้ำที่นี่ใสมาก ขยะสักชิ้นก็ไม่เห็น มีแค่สัตว์น้ำกับทองคำ ​​​​​


ได้ลองร่อนทองก็เข้าใจว่ากว่าจะได้ทอง 1 กรัม ต้องใช้เวลามากเพียงใด ใช้แรงมากขนาดไหน ปัจจุบันนี้ไม่สามารถใช้เครื่องยนต์ช่วยขุด อนุญาตให้แค่เสียมขุด ดินที่ขุดได้จะเอามาใส่ถาดไม้กลมๆ ร่อนเอาเศษดิน ก้อนหิน ก้อนกรวดออก จนเหลือแค่ทอง ที่แรกก็งงและสงสัยกลัวว่าร่อนๆอยู่ทองจะหลุดออกไปกับดินกรวดด้วย ความจริงแล้ว ทองมีน้ำหนักใน ตัวเอง ทองจะตกลงไปอยู่ข้างสุดติดขอบถาด น้ำเซาะซันก็ไม่ลอยไปไหน ทองที่นี่เป็นทองคำ 60% – 80% แค่ลงน้ำก็ไม่อดตายสำหรับคนที่นี่ ถึงจะขุดร่อนมากันยี่สิบสามสิบปีทุกวันนี้ก็ยังมีทอง


​​​

ความสนุกอีกอย่างที่ไม่ควรพลาด ล่องแก่งในสายน้ำทองคำ ให้เล่นจนเต็มอิ่ม พายกันเมื่อยแขนทีเดียว 3 ชม. 7 ชม. ไม่เคยเล่นล่องแก่งราคามิตรภาพกับระยะทางยาวแบบนี้มาก่อน มีจอดให้โดดลงเล่นน้ำ ไม่ได้โดดจากเรือแคนนูนะ แต่กระโดดจากต้นไม้ที่อยู่ริมแม่น้ำ มองจากข้างล่างดูไม่สูงมาก แต่กว่าจะปีนขึ้นไปยืนบนกิ่งและทำใจโดดลงมาได้ ขาสั่นดุ๊กดิ๊ก กองเชียร์ลุ้นอยู่นาน นับหนึ่งสองสามแล้วกั้นหายใจ ตัดใจปล่อยมือจากต้นไม้ ทิ้งตัวลงไปดำดิ่งสู่ใต้น้ำ ลึกมากจริงๆ รีบดีดตัวเองขึ้นมา ครั้งเดียวก็พอเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับทริปนี้

เข้าไปลึกมากขึ้นอีกจะมีเหมืองทองที่โด่งดัง “เหมืองทองโต๊ะโม๊ะ” อุโมงค์เหมืองทองแห่งนี้ทะลุไปมาระหว่างไทยกับมาเลเซียได้ ระยะทาง 1 กม.และต้นกะพงยักษ์ อายุ 200++ ปี ขนาด 35 คนโอบ ยังไม่หมดแค่นี้ สุคิรินยังมีน้ำตกสิรินธร และที่อยากไปมาก ต้องกลับไปอีกครั้ง ป่าฮาลา-บาลา, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา เป็นป่าดงดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดผืนหนึ่งบนคาบสมุทรมลายู น้องที่เจอกันที่เบตงเล่าว่าโรงเรียนเคยพาไปพักค่ายที่นี่ อากาศดีมาก สวยมาก น้ำใสมาก หนาวด้วย พี่ต้องหาโอกาสไปให้ได้นะ หนูยังติดใจอยากกลับไปอีกครั้งเลย

มิตรภาพพี่บังเลาะ

3 เม.ย.

เครื่องวัดความดันของคุณหมอต้องเสียแน่เลย ผมปั่นทุกวันความดันไม่น่าจะสูงขนาดนี้ ผมไม่เชื่อหมอนะ ผมจะไปร่วมทริป

 

จากที่ได้ร่วมปั่นก็สัมผัสได้ว่าเป็นคุณพ่อที่ใจดีมาก เป็นสุภาพบุรุษ มีน้ำใจ ช่วยเหลือ และแบ่งปัน พี่บังเลาะเล่าว่าอีก 1 ปีก็เกษียณราชการตำรวจแล้ว เตรียมตั้งโรงงานผลิตน้ำแร่ บังเอิญเจอจากการขุดที่ในพื้นที่บ้าน ลองกรอกใส่ขวดก็พบว่าตั้งไว้หลายวันน้ำยังใส และส่งไปตรวจสอบก็พบว่าใช่ 

 

ปั่นอยู่ท้ายตลอด ก็ได้บังเลาะนี่ละอยู่ท้ายเป็นเพื่อน คอยเล่าเรื่องให้ฟังตลอดทาง เฮฮา คนนี้ละที่สอนให้เราทักทายเป็นภาษาท้องถิ่น ฟังกันอยู่นานออกเสียงได้มา อัสลามมาลัยกลม ไม่ใช่ต้อง กุม เอาใหม่ อัลสลามาลัยกุม ไหนลองพูดช้าๆสิบังเลาะบอกเด็กๆฟังไม่ทันเลยไม่ตอบรับเรา พอลองช้าๆ อีกทีเด็กผู้ชายไม่ตอบรับ พี่ก็บอกเด็กชายตอบได้ช้า ลองทักเด็กผู้หญิงสิ แล้วก็มีเสียงตอบรับ มาลัยกุมอัสลาม 

 

พอถึงที่จอดพัก หลายคนก็ถ่ายรูปกัน เราก็ยืนเฉยๆ ก็มีบังเลาะนี่แหละเรียกมาถ่ายรูป พี่บอกว่านานๆเราถึงจะมาที ไม่รู้จะได้มาอีกไหม เลยถ่ายภาพให้เยอะมาก เมื่อถึงเวลาอาหารเราก็ไม่อยากแย่งใคร รอคนสุดท้ายก็ได้กินเหมือนกัน แต่บางทีที่นั่งก็เต็ม ก็ได้พี่นี่ละที่ลุกให้นั่ง เอาน้ำมาบริการ มีวันหนึ่งที่หนาวมากเพราะไปเล่นล่องแก่งกลับมา ที่พักผู้หญิงก็อยู่ไกลต้องนั่งรถไปต่อ ออกมาจากห้องสุขาก็ไม่เจอใคร นั่งหนาวอยู่นาน เข้าไปขอหลบลมให้ห้องกลาง พี่ก็บอกว่ามาอาบที่นี่ก่อนเลยห้องว่างแล้ว มีอุปกรณ์อาบน้ำใช่ไหม นอนที่นี่ก็ได้นะ ถ้าไม่เจอใคร พี่ยกที่นอนให้ 

 

ถ้ามายะลาอีกมาพักบ้านพี่ที่ยะหาได้นะ มีบ้านพักสำหรับนักปั่น ที่นอนพร้อมห้องน้ำในตัว จักรยานมีหลายคันอยากปั่นคันไหนเลือกเลย อาหารมีพร้อมต้อนรับ เอาตัวกับเป้มาก็พอแล้ว

 

ยะหามีเส้นทางปั่นเยอะอยู่ มีป่าลาบูเป็นทางเนินชันจะมาพิชิตเมื่อไรเชิญได้ พี่ปั่นจักรยานทุกวันอยู่แล้ว วันที่ทริปปั่นเขายะลาพี่ก็ขอให้ปรับเส้นทางผ่านหน้าบ้าน เพราะอยากเลี้ยงตอนรับเพื่อนนักปั่นที่มาเยือนยะหา สั่งไอติมถังโตพร้อมเครื่อง ผ้าเย็น น้ำเย็น เปิดบ้านให้เข้าห้องน้ำ พักสักครู่ค่อยปั่นต่อ คนที่บ้านตื่นเต้นกันนอนไม่หลับ ดีใจที่ได้ต้อนรับคณะนักปั่นรวมใจไทย

 

ทริปนี้ก็เลยโชคดีได้รู้จักพี่บังเลาะและลูกชาย หฤษฎ์ ก็น่ารักคอยดูแล กันรถตามแยก มองตอนปั่นมาดดูเท่มาก ใช้เกียร์หนักตลอด ที่แท้แล้วเป็นนักแข่ง ได้รางวัลมาหลายสนาม บางสนามพี่ก็ลงแข่งเป็นเพื่อนลูกด้วย

 

หลังจบทริปที่เบตงมีการเลี้ยงฉลอง ต่อจากงานฉลองพี่ก็พาไปต่ออีกหลายร้าน พาไปชิมของอร่อย พาไปเต้น ไปร้องเพลง พี่บอกว่าเคยอยู่รับราชการที่นี่ถึงยี่สิบปี คืนนั้นคืนสุดท้ายแวะเปลี่ยนไปลองกันถึง 7 ร้าน สนุกเพลิน กินเพลินพุง 

 

ขอบคุณพี่บังเลาะที่ดูแลตลอดทริปค่ะ

 

 

มิตรภาพคุณมะลิ

2 เม.ย.

ระหว่างนั่งรถไฟกลับกรุงเทพ ได้เปิด line กลุ่มปั่นรวมใจไทย หลายคนจะคงส่งรูปและข้อความ นำพาความรู้สึกย้อนกลับไปคิดถึงเส้นทางที่ปั่นยังไม่ผ่าน หมายถึงมีอีกหลายเขาหลายแยกที่ยังไม่ได้เลี้ยวเข้าและขึ้นไปด้วยจักรยาน คิดถึงมิตรภาพที่พี่ในกลุ่มมอบให้ มาครั้งหน้ามานอนบ้านพี่ที่ยะหาได้นะ มาแต่ตัวก็พอ ที่นี่มีจักรยานหลายคันมายืมได้เลย ไม่ต้องขนมาเอง อาหารพร้อม 

 

และครั้งนี้ก็ได้อยู่ต่ออีกหลายวัน ยังติดใจบรรยากาศ ธรรมชาติ ต้นไม้เขียวครึ้ม และอยากไปสตูล ในทริปนี้เรามีต่างชาติมารวมด้วย 1 คน พวกเราตั้งชื่อให้เป็นภาษาไทยว่า คุณมะลิ เป็นคน Australia เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ Malaysia และ ม.หาดใหญ่ เขียนหนังสือไว้เป็นร้อยเล่ม ปัจจุบันเบื่อสอนแล้วใช้เวลาที่เหลือ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ถ้าใครได้ร่วมปั่น Audax น่าจะคุ้นหน้า เพราะเข้าเป็นที่หนึ่งเกือบทุกสนามที่ลง เจ้าตัวบอกว่าปั่นเร็วๆไม่ถนัด แต่ปั่นแบบต่อเนื่องได้ เคล็ดลับที่เข้าคันแรกคือปั่นต่อเนื่องไม่จอดพัก พกเจลไว้กินเติมพลัง  

จากที่ไปพักอยู่ที่บ้านด้วยสามวันทำให้เห็นว่า ถึงเราจะชอบปั่นแต่บางครั้งเราก็อยากพัก แดดออกก็ไม่อยากปั่น แต่คนนี้ไม่ใช่ ปั่นคือปั่นตื่นตั้งแต่ตีห้ามาปั่น แดดออกก็ปั่น ไปไหนก็ต้องหาที่ปั่น มีตารางซ้อมปั่นให้ตัวเองทุกวัน 80-100 กม. แบบนั่นเลย ยิ่งถ้ามีเพื่อนปั่นด้วยแล้ว ยากที่จะหยุดหมุนบันได เป้าหมายของเขามีแค่เข้าคนแรกในทุกรายการที่ลงสมัคร นี่ขนาดอีก 2 ปี อายุจะ 60 นะ แต่อย่าถามอายุไปละ เขาจะโกรธเอา เพราะความรู้สึกกลับเป็นหนุ่มอีกครั้งนี่ละทำให้เขารักการปั่นสุดๆ พอๆดับวิ่ง 

การมาร่วมทริปปั่นครั้งนี้ก็เกิดจากความชอบบรรยากาศภาคใต้ของไทย ถึงขนาดปั่นเล่นเป็นประจำ จากหาดใหญ่-ปัตตานี-ยะลา ทำให้ได้รับการชักชวนมาร่วมทริป เพราะนราธิวาสเขาอยากมาปั่นแต่ยังไม่เคยมา ก็เลยตกลงแบบผิดคาดเพราะคิดว่าเป็นกิจกรรมของจักรยานยี่ห้อหนึ่ง หารู้ไม่เป็นการชวนปั่นของทหาร 

3 วันแห่งความอึดอัด เพราะกลัวว่าสื่อสารกับใครไม่ได้ ทหารต้องโหดเหี้ยม เข้มในกฏ ดุมากแน่ๆ ที่แย่กว่านั้นปั่นเร็วก็ไม่ได้ จากวันนั้นมาเปลี่ยนความคิด และเปิดใจ เรียนรู้ ก็พบว่ามีนักปั่นที่มาร่วมหลายคนในพื้นที่พูดภาษายาวีได้ ทำให้เขาสามารถเข้าใจ คุยสนุก คุยเล่น มีเพื่อนคุยตลอดเส้นทางปั่น ความรู้สึกดีๆกลับมาอีกครั้งและเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะกินนอนด้วยกัน ความจริงแล้ว 24 ชม. 12 วัน ตลอดทริป รักกันไปเลย ยิ่งได้พูดคุยยิ่งสนิทยิ่งเข้าใจ สุดๆประทับใจไม่เคยเห็นไม่เคยสัมผัส ทหารไทยสอนให้เขามอบความรัก เพราะทหารมอบความรักให้เขาอย่างเกินคาด เพื่อนๆในทริปคอยดูแลไถ่ถาม ชวนถ่ายรูป ชวนกินข้าว อบอุ่นเกินบรรยาย หลายตัวอย่างที่ทหารทำให้เห็น



ตลอดหลายวัน ทำให้เขาคิดได้และทำตาม ถ่ายรูปกับทุกคนที่อยากถ่ายกับเขา ทักทาย สวัสดี โบกมือ แจกของให้เด็กๆ 

 

หลังจบทริปเราได้อยู่ต่อกับพี่ปุ๋ม เขาเปิดบ้าน ให้ยืมจักรยาน พากิน พาเที่ยว พาปั่น ตลอดทุกวัน และยังชวนให้มาร่วมลงสมัครปั่น Audax อีกหลายรอบ ชวนมาหาดใหญ่ ระยอง มาเลเซีย เขามีบ้านอยู่ทั้ง 3 ที่ อยากมาเมื่อไรให้ส่งข้อความไปบอก เขาพร้อมต้อนรับพาปั่น เหมือนอย่าง 3 วันที่อยู่หาดใหญ่ในทริปนี้ เขาพาไปสตูลอย่างที่อยากไป ได้ปั่น ได้งาน ได้เพื่อน พาไปรู้จักอธิการ ม.หาดใหญ่ ให้เราชวนทางนี้ทำเรื่องจักรยาน

 

Thank you very much Mr. Murray Hunter 

 

ทหารชวนปั่น

31 มี.ค.

“ไปด้วยค่ะ” ยังไม่รู้เลยว่าไปไหนบ้างแค่ได้ยิน ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ตาก็เป็นประกาย ใจก็เตรียมเดินทางทุกเมื่อ จาก ก.พ. เป็น มี.ค. คำยืนยันของเราก็คงเดิม “ไปค่ะ” โอกาสดีที่รอมานาน 3++ ปีแล้วที่อยากไป

จักรยานไม่ได้ต้องขน จัดกระเป๋าพร้อมเดินทางเตรียมตัวกับใจให้พร้อม พอรู้ว่าจะได้ไปตั้งแต่ ก.พ. ก็ออกปั่นทุกวัน มุดไปมุดมาใน กทม. 30++ กม./วัน แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง 6 มีนาคม เจอกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเที่ยงพร้อมเดินทาง

ไม่รู้จักฉัน ฉันก็ไม่รู้จักเธอ แค่ไปพบเจอตามที่นัดให้ตรงเวลา สวัสดีทักทายพี่ๆ เพราะเห็นรูปจาก line มิตรภาพแรกที่พบจากพี่ๆภาคอีสาน ระหว่างรอรถออกก็คุยไปเรื่อยตามภาษาจักรยาน ไปปั่นที่ไหนมา ปั่นมากี่ปี ทำไมถึงปั่น หนึ่งคืนบนรถไฟตู้นอนจากหัวลำโพง – ยะลา ก็ได้เพื่อนใหม่ต่างวัยต่างพื้นที่มาหลายคน

อบรม 2 วัน กินอยู่อย่างทหารในค่ายทหาร รู้สึกทุกอย่างเร่งรีบมาก แต่เวลาพักก็มาก ต้องปรับตัวกันมากพอสมควร กินอาหารรสเผ็ดในเวลา 30 นาที ตื่นตีสี่อาบน้ำ โชคดีที่หลับสนิทไม่ได้ยินเสียงใครกรน และวันแรกก็ครองตำแหน่ง กินช้าสุด อาบน้ำช้าสุด และตื่นสายสุด

3 วัน 2 คืน ในการละลายพฤติกรรมและทำความรู้จัก ในเกมที่เตรียมไว้ให้เขาถามชื่อเพื่อนและต้องจำให้ได้ ทำให้หลายคนต่างที่มารู้จักกันไร้พรมแดน มีคู่บัดดี้ที่ต้องดูแลห่วงใยกัน รู้สึกย้อนวัยกลับไปอยู่ค่ายลูกเสือ แต่วันนี้โตแล้วอยู่ค่ายทหาร ฝึกปรับตัวอยู่ร่วมกัน ต่างศาสนา ต่างวัย ต่างวัฒนธรรม กว่าจะได้เริ่มปั่นก็ต้องวัดความดัน ให้รู้จักความสามารถของหัวใจเราเอง ไม่ไหวอย่าฝืน

จักรยานที่เตรียมไว้ไม่สามารถจัดให้ตรงขนาดแต่เราต้องปรับตัวเองให้พอดีกับจักรยาน ตลอดมาหลายปีปั่นแต่จักรยานพับ หมอบนี่เก็บขึ้นชั้นมานานมาก แต่คันที่เตรียมไว้เป็นทัวร์ริ่ง ปั่นได้อยู่ แต่ไม่คุ้นชิน ยิ่งระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตรเมตรแล้ว ต้องใช้ใจล้วนๆในการเดินทาง ไหนจะเนิน ไหนจะแดด และภูเขา


ได้คันไหนก็คันนั้นปรับจักรยานให้เข้ากับเรามากที่สุด ทดสอบปั่นแล้วปรับแล้วก็ปรับ ปั่นไปก็ยังปรับ เพราะว่ามีสัญญานเตือนจากเข่า บางคนเจ็บเข่าหน้า ส่วนเราเจ็บด้านในเข่า ระยะทางที่ใช้ทดสอบ 45 กม. จากค่ายสิรินธร – กรมทหารราบที่ 15 ผ่านเขื่อนปัตตานี และวัดช้างไห้

ยังปั่นคู่กับบัดดี้ไปตลอดทาง ยังไม่สนิทกันมากเท่าไร แค่ทุกครั้งที่ออกจากจุดแวะพักเราต้องดูว่าเพื่อนข้างๆเรามาด้วยไหม หลายคนไม่เคยปั่นจักรยานทางไกลแบบนี้ วันแรกก็มีระบบโอดโอยทายา พรุ่งนี้ซ้ำอีกน่าจะชินชาขึ้น ส่วนหลายคนที่เป็นขาแรงก็อัดกันสนุกสนาน

กินอิ่ม นอนหลับ ตื่นเช้า เพื่อนใหม่ เส้นทางใหม่ จักรยานคันใหม่ และประสบการณ์ใหม่ กำลังเริ่มต้นขึ้นในอีก 10 วันข้างหน้า

เช้านี้ที่เบตง #3

31 มี.ค.

nanjan

เสียโทรศัพท์ปลุกดัง ปิดแล้วนอนต่อ เอ้ยมาเที่ยวนะ อะนะมาเที่ยวไงมาพักผ่อน แจนแจนก็ถามว่าไม่ดูหมอกแล้วหรอ หมอกหรอเขาเฉยๆ นะ แจนแจนก็ลุกไปเปิดหน้าต่าง มีหมอกไหมแจนแจน ไม่มีนะ งั้นนอนต่อเถอะ หลับกันต่อยาวได้อีก แจนแจนปลุกอีกรอบลุกได้แล้วนะดูเวลาบอกจะสิบโมงแล้วเดี๋ยวจะอดเที่ยวนะ

nanjan

nanjan

หมอกก็อดดูแล้ว ปลาท่องโก๋ร้านกาแฟที่ร้านจักรยานแนะนำบอกก็ดูท่าจะปิดแล้วเช่นกัน ไม่เป็นไรเราไม่ซีเรีสเราไปถิ่นเมื่อคืนดูดีกว่าว่ามีอะไรขาย มื้อเช้าอยากได้โจ๊กเบาๆ ปั่นไปเจอวงเวียนหอนาฬิกาแล้วเลี้ยวขวา ปั่นตรงมาเจอซอยแรกแล้วเลี้ยวซ้ายง่ายๆนะ เจอแล้วแผงลอย น่ากินไปซะหลายอย่าง ดูเหมือนเมนูง่ายๆ แต่ขายดีมากๆ แค่เส้นผัดกับซี่อิ๊วมีผักนิดหน่อย อีกอย่างก็เส้นก๋วยเตี๋ยวแผ่นใหญ่ๆ พอใครสั่งก็หั่นแล้วราดซี่อิ๊ว ทุกอย่างสิบบาทง่ายดีไม่มีเครื่องเนื้อสัตว์อะไรเลย ได้แต่ดูเพราะใจอยากลองโจ๊ก เมนูแนะนำขึ้นป้าย แจนถามว่าจะลองไหม โจ๊กกบ ฟังแค่ชื่อก็นึกถึงขามีพังผืดแผ่ๆโผล่พ้นโจ๊กมานึกแค่นี้ก็กินไม่ลงแล้ว มีหน้ากบโผล่มาอีก อึ๋ยยยยย เขาเอาโจ๊กหมูธรรมดาดีกว่า

nanjan

nanjan

โดนแจนแจนแกล้งอีกแล้วเพราะปลาท่องโก๋ที่นี่น่ากินมาก แล้วโจ๊กก็ควรจะใส่ปลาท่องโก๋นะ อาการไอยังมีให้ได้ยินอยู่บ้าง แต่เวลานี้ไม่ไอนะ ขอเขาลองกินโจ๊กใส่ปลาท่องโก๋บ้างสิ แจนแจนบอกว่าได้นะแต่อย่าเยอะนะ ยิ้มเลยฉีกใส่โจ๊กลอยเต็มชาม รสชาติโจ๊กแบบไม่ต้องปรุงก็ออกเค็มแล้วละ เหมือนข้าวต้มเกือบเละมากกว่า ยังชอบโจ๊กที่ตลาดน้อยกับสำเพ็งอยู่ดี แจนแจนเจอแล้วกระป๋องเชือก เห็นกระป๋องนมว่างอยู่ แบบนี้ที่ตลาดน้อยก็เคยมีนะ ในตลาดน้อยเหมือนว่ายังมีนะ แล้วจะดื่มจากกระป๋องนมเนี่ยนะจะบาดปากไหมนั่น นั่นกันแบบว่าเสพบรรยากาศไม่เร่งรีบอิ่มแล้วค่อยเดินทาง ต้องปั่นไปทางไหนก็ยังไม่รู้

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

จุดหมายวันนี้บ่อน้ำร้อน จากที่แจนแจนไปถามทางมาก็สิบกิโลแค่นั้นเอง ถ้าสิบเจ้าจิ๋วสบายนะ แต่ทางเขาบอกเป็นเนินสลับไปมา ไม่เป็นไรนะปั่นไปดูตรงไหนปั่นไม่ได้ก็เข็น สบายๆ อยู่แล้ว แต่แดดตอนนี้ยังไม่เที่ยงทำเอาไม่สบายเท่าไร ต้องห่อหุ้มอย่างมิดชิด ปั่นตรงไปอย่างเดียวป้ายอะไรข้างทางก็ไม่มีบอก แจนแจนถามว่าเรามาถูกทางไหมเพราะมีป้ายตรงไปยะลาเลี้ยวขวามาเลเซีย น่าจะถูกนะตรงไปก่อนอาจจะมีป้ายบอก หลงก็ไม่กลัว มีด่านลวดหนามด้วย ไม่มีใครอยู่เฝ้า คิดว่าด่านตรวจหมวกกันน็อก เข้มมากนะ ไม่กลัวหรอกเราปั่นจักรยานมาไม่มีข้อหาให้จับ ปั่นต่อไปตรงๆ ดีใจเป็นที่สุดเรามาถูกทางแล้วมีป้ายบอกว่าบ่อน้ำร้อน 6 กิโล ปั่นต่อไปจะดีใจดีไหมมีป้ายบ่อน้ำร้อนอีกแล้ว บ่อน้ำร้อน 6 กิโล แจนแจนเมื่อกี้เราปั่นมาน่าจะครึ่งกิโลได้นะป้ายหน้าจะมีบอกอีกไหม เริ่มไม่เชื่อถือป้ายแล้วสิ

nanjan

nanjan

nanjan

บ่อน้ำร้อนเลี้ยวซ้าย ปั่นผ่านชุมขนแล้วไม่ได้สังเกตุว่าเป็นร้านเฉาก๊วยชื่อดัง มาสังเกตุอีกทีตอนที่เห็นสองข้างทางเป็นสุสาน น่ากลัวไหมเวลานั้น แอบกลัวแบบมั่นใจเพราะแจนแจนปั่นนำหน้าไปไกลแล้ว ปั่นตามไปดีกว่ายังเช้าอยู่ ดูเปลี่ยวแต่ยังพอมีรถสวนมาแดดก็จ้าผีไม่มาหลอกหรอกนะ แจนแจนมีป้ายบอกบ่อน้ำร้อน 5 กิโล ดูมีกำลังใจขึ้นมาเรื่อยๆ ทางก็น่าปั่นดีนะขึ้นลงเนินแบบเจ้าจิ๋วสามารถไม่ต้องเข็นออกแรงเพิ่มนิดหน่อย แจนแจนปั่นแบบลืมว่าเข่าเจ็บอีกแล้ว เก่งจังนะ ระยะทางค่อยๆ ลดลงตามป้ายเหนือหัว แล้วก็เจอเนินขึ้นสูงอย่างเดียวไม่เห็นมีลงอย่างที่ผ่านมาและระยะทางบอกว่าอีก 1 กิโลแค่นั้น พอลงเนินไปก็เป็นชุมชนและมีป้ายบอกบ่อน้ำร้อนเลี้ยวซ้าย

nanjan

nanjan

nanjan

ปั่นเข้าไปรู้สึกเหมือนเรากำลังมารีสอรท์สักที่ โอ้โหทำดูดีมากมายมีบ้านพักเป็นหลังๆ เยอะมากๆ คิดว่ามาผิดทางเพราะเห็นสระว่ายน้ำแร่ เราอยากจะมาบ่อน้ำร้อนธรรมชาตินะไม่ใช่แช่ในสระว่ายน้ำ ตรงต่อไปเราก็เห็นสระน้ำกว้างๆ ในเวลายังไม่คิดว่าเป็นบ่อน้ำร้อน หน้าตามันดูดีไปนะ แต่ไม่น่าผิดแล้วแหละจากข้อมูลที่แจนแจนเคยดูรูปมาที่นี่แหละใช่เลย เอาจักรยานลงไปข้างล่างด้วยกันเหมือนเคยคืออยู่ข้างตัวไม่ห่ายกาย ลองแล้วนะ ถอดรองเท้าถุงเท้าแล้วเขาขาจุ่มลงไปในบ่อ วันนี้เงียบมานะมีกันทั้งบ่อแค่ห้าคนเอง แช่กันเหมือนบ่อน้ำร้อนส่วนตัวเลย สิบนาที ยี่สิบนาที ครึ่งชั่วโมง ผ่านไปคนก็เริ่มกลับ คราวนี้เหลือสองคนจริงๆ นานมาไปแล้วแจนแจนบอกว่าอยากกินไอติม เห็นด้วยเลยนะร้อนๆ แบบนี้ต้องไอติม ไปซื้อมาคนละแท่ง กินปรับอุณหภูมิเนอะ ข้างบนเย็นข้างล่างร้อน

nanjan

nanjan

nanjan

เราเริ่มปรึกษากันว่าน่าติดรถใครสักคนขอกลับไปด้วยนะ ระหว่างนั้นก็มีเด็กๆวิ่งกรูกันมานั่งเต็มขอบบ่อ พร้อมกับเห็นทหารหิวขอพะรุงพะรังตามมาก มีกระติกน้ำ หม้อใบใหญ่ สงสัยมาปิกนิคกัน ด้วยความสงสัยจึงไปถาม ที่นี่อันตรายมากถึงขนาดต้องมีทหารนำพามาเที่ยวหรอคะ คำตอบคือว่าถ้ามีโรงเรียนติดต่อมาเราก็ไปรับพาเด็กๆมานะ คิดอีกอย่างหรือว่าโรงเรียนไม่มีรถขนเด็กๆทีละเยอะๆก็ได้นะ แต่เด็กๆดูเด็กมากเหมือนเด็กอนุบาลหรือประถมต้นแค่นั้น น้องๆก็บอกชื่อโรงเรียนมานะแต่พี่สองคนนี้ไม่รู้หรอกว่าอยู่ที่ไหน รูอย่างเดียวที่คิดไว้คือว่าขอติดรถน้องๆไปด้วยได้ป่าว มันร้อนมากๆพี่กะไม่ปั่นกันแล้ว แจนแจนก็เดินไปถามคุณครู ไม่ได้นะ แต่แนนว่าถามทหารต้องให้ไปด้วยแน่ๆ แจนแจนก็ลองอีกทีทหารใจดีบอกว่าติดรถไปได้ นั่นสำเร็จ เรากะว่าไม่น่านานน้องๆน่าจะเดินทางกลับ

nanjan

nanjan

nanjan

ในที่สุดก็ย้ายที่นั่งไปนั่งร้านน้ำเพราะแดดร้อนกินอาณาเขตมาทั้งบ่อต่อให้เป็นใต้ต้นไม้ก็ตาม หนึ่งชั่วโมงผ่าน สองชั่วโมงผ่าน สามชั่วโมงผ่าน เด็กๆยังสนุกสนานอยู่กลางแดดไม่มีท่าทีกลัวดำแม้แต่นิดเดียว เริ่มจะเบื่อกับการนั่งเฉยๆรอแล้วจะเปลี่ยนใจกลับเองก็ไม่ดีกว่า ไปเดินเล่นแบบไม่กลัวแดดอย่างน้องๆบ้าง ไม่กลัวแดดหมายถึงใส่ถุงแขนแล้วไปเดินกลางแดดโดยมีผ้าปิดหน้าใส่แว่นตาดำนะ ไปดูเขาต้มไข่ใส่บ่อน้ำร้อนกัน จะกินไหมแจนแจนถาม ไม่นะไม่ได้รู้สึกอยากกิน แค่ไปดูก็พอ บ่อน้ำร้อนต้มไข่ทำไว้อย่างดีมีที่แขวน มีแต่ถุงต้มไข่อยู่ในบ่อแต่ไม่เห็นเจ้าของ ในถุงมีไข่นกกระทาพร้อมซี่อิ๊วห้อยเชือกไว้ เรารีบถ่ายรูปกันแล้วเดินดูนิดหน่อย ในน้ำดูสะอาดดีมีแผ่นๆสีน้ำตาลคิดว่าน่าจะเป็นแร่ธาตุที่รวมตัวกัน

nanjan

ไปนั่งในร้านน้ำเหมือนเดิมคราวนี้มีทหารมานั่งด้วยหลายคน ทีแรกคิดว่าจะไปแล้วซะอีกหลงดีใจ ยังต้องนั่งต่อไปอีกนานแสนนาน สี่โมงโน่นแหนะกว่าเด็กๆจะเดินทางกลับ ได้เวลากลับแล้วเด็กๆเหมือนไม่อยากกลับ คุณครูก็น่ารักบอกว่าให้เก็บขยะทุกชิ้น เท่าที่ดูไม่น่ามีขยะนะเพราะจานชามแก้วน้ำอาหารก็เอาใส่หม้อมา น่ารักดีมาเที่ยวไม่สร้างขยะ ทัศนศึกษาที่กรุงเทพยังต้องมีขยะกล่องโฟมใส่อาหาร การเอากล่องข้าวมาเองเหมือนตอนเรียนหนังสือเวลาไปเที่ยวคุณครูบอกว่าต้องเอากล่องข้าวไปด้วยนะหายไปแล้ว มันคงยุ่งยากมากเกิน

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

น้องๆที่ลงเล่นน้ำก็รีบปีนขึ้นรถทหารไปเปลี่ยนชุด แก้ผ้ากันตรงนั้นเลยนะ ส่วนเราเอาจักรยานไปขึ้นรถทหารอีกคัน ทหารก็น่ารักมากช่วยแบกจักรยานขึ้นไปวางให้ จัดที่นั่งให้ นั่งไปก้นแทบสุกนะร้อนมากๆ ก็เหล็กตากแดดนินะ ส่วนทหารก็นั่งล้อที่ติดอยู่ท้ายรถ แล้วก็นั่งคุยกันมาตลอดทางจนจักรยานที่ตั้งอยู่เอียงแล้วกระติดที่แขวนอยู่ก็บินหล่น แจนแจนบอกว่ากระติดบินไปแล้วชี้ให้ดูที่พื้น เรียกจอดได้ไหมลงไปเก็บทันนะ ไม่ได้ยังไงก็ห้ามจอดแจนแจนบอกว่ากลับไปซื้อใหม่นะ โหยยย เสียดายนะเพิ่งซื้อมาใช้ทริปนี้เอง นั่งเศร้าไม่คุยกับใครเหมือนไวอาลัยกระติดหมีใบนั้น แจนแจนก็คุยกับคุณทหารไป ได้ยินคร่าวๆ ว่าไม่ใช่คนที่นี่แต่สมัครเข้ามาลงพื้นที่นี้ด้วยใจอยากมาเอง สนุกดีทหารบอก

nanjan

ถึงหอนาฬิการถทหารมาจอดส่งตรงนี้ ยังเศร้าไม่หายเที่ยวต่อไปไม่สนุกแน่ แจนแจนขอสารภาพหน่อยว่ายังรู้สึกเสียดายกระติดนะทำไมไม่ให้จอดละ พอได้ฟังคำอธิบายก็เข้าใจ เพราะรถทหารเป็นเป้าเพื่อนที่เป็นคนที่นี่บอกว่าไม่ควรขึ้นด้วยซ้ำ และจอดรถลงไปเก็บกลางทางถ้ามีรถสวนมาแล้วโดนชนจะคุ้มไหม นั่นสินะ ก็ยังเสียดาย ใช่แจนแจนก็บอกว่าเสียดายแต่ชีวิตปลอดภัยคุ้มกว่าไหม เดี๋ยวกลับไปซื้อใหม่ให้นะ มันไม่ใช่ประเด็นนั้นนะ แต่ก็่ช่วยคลายความเศร้าลงไปได้เยอะ ไม่เป็นไรซื้อน้ำขวดแทนก็ได้

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

แล้วเราไปไหนต่อดี แจนแจนบอกว่าจะพาไปศาลเจ้าจะพาไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม จำได้ไหมที่เราเห็นหลังคาสวยๆจากหน้าต่างโรงแรม น่าไปใช่ไหมละ ใช่แล้วไปๆ ปั่นตรงไปจากหอนาฬิกา เหมือนจะรู้ทางแต่ไปทางร้านชาไงแจนแจน ตรงไปก็เจอน่าจะตรงนั้น เห็นเนินแล้วต้องลงเข็น ชันเกินกว่าจะปั่นขึ้นไหว เข็นยังเหมือนตัวจะไหล แจนแจนเห็นเจ้าแม่กวนอิมแล้วดูมีพลังมากมายถึงประตูศาลเจ้าของก่อนตั้งนาน ดูเหมือนสูงมากจากโรงแรมมองเห็นด้วย ที่จริงแล้วเนินสูงกว่าโรงแรมมากนั่นเอง ตัวศาลเจ้าก็ไม่ได้สูงอะไรเลย แจนแจนไปซื้อธูป แล้วบอกว่าสื่อสารกับคนขายแทบไม่รู้เรื่องนะ ทีแรกกะว่าไม่ต้องซื้อธูปแล้วไม่เห็นมีกระถางธูปในศาลเจ้าเลย เขาให้ปักข้างนอกอย่างเดียว นั้นไงมีตั้งห้ากระถางแหนะ แล้วกระถางไหนของใครบ้างจะรู้ไหมเนี่ย เดินไหว้ข้างในก่อนไว้ให้ครบทีละองค์เจ้า แล้วก็ออกมาปักธูปทีเดียว ทีแรกแจนแจนไหว้หนึ่งเจ้าออกไปปักหนึ่งกระถาง

nanjan

ธูปเหลือปกติก็จะเอาใส่กล่องบริจาคศาลเจ้า แต่ที่นี่เขาบอกว่าเอาไปไหว้ให้หมดห้ามเหลือ หาาา………มีอย่างนี้ด้วย ศาลเจ้ากำลังจะปิดแล้วสี่โมงแล้ว ดีนะที่มาทัน ที่เหลือก็ต้องไหว้ข้างนอกนะ คำอธิฐานที่ขอกันไม่มีอะไรมากกว่าไปเดินทางปลอดภับพบเจอแต่คนดีๆคอยช่วยเหลือ แจนแจนก็บอกว่าเขาก็ขอแค่นี้เหมือนกัน คนที่นี่บอกว่าศาลเจ้านี้ศักดิ๋สิทธิ์มากนะขออะไรก็ได้ เราก็ไม่ได้ขออะไรพิเศษมากมาย คำตอบที่ได้คือท่านคุ้มครองเราตลอดการเดินทางจริงๆ ขากลับก็ดิ่งลงเนินที่เข็นขึ้นมาสนุกเลย แว๊บเดียวถึงถนน ส่วนแจนแจนต้องดูแลกล้องก็เลยไม่กล้าซิ่ง

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

เราจะไปดูวัดกันต่อนะที่มีเจดีย์สีทองสวยมากๆ ทางขึ้นมีเนินกับบันได เราเลือกที่จะยกจักรยานขึ้นบันไดไปสูงสุด จนถึงองค์เจดีย์ พอหันหลังกลับมาก็หายเหนื่อยนะเพราะเห็นวิวเมืองเบตงมีฉากหลังเป็นภูเขาสวยดี บอกแจนแจนเก็บรูปทันที ชอบวิวนี้กว่าเจดีย์อีกนะ ขาลงก็สบายปล่อยเจ้าจิ๋วไหลยาว ลำบากก่อนสบายทีหลัง

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

แจนแจนบอกว่าอยากไปโรงเรียนจีนที่น้องเหมยเรียนจบมาโดยให้เหตุผลว่าตึกเรียนสวยมากนะ ยังไม่เข้าใจความสวยที่แจนแจนอยากไปดูนะแต่จะไปก็ไปสิมาเที่ยวทังทีไปทุกที่เลย หิวน้ำอีกแล้วต้องขึ้นเนินอีกแล้ว อารมณ์อยากแวะชมนานๆลดลงทุกครั้งเมื่อหิวน้ำ แจนแจนก็อยากแวะบอกว่าถ้าไม่เข้ามาจะเสียใจนะ จริงๆด้วยตึกเรียนอะไรเนี่ย เท่ห์มากนะ มีหัวมังกรโผล่มาตามตึกรอบตึก ดูเหมือนเอากำแพงเมืองจืน หรือป้อมปราการมาครอบตึกเรียนไว้นะ เท่ห์ไปทุกมุม เด็กๆที่เรียนที่นี่ต้องแข็งแรงมากแน่ๆเดินขึ้นเนินกันทุกวัน เวลานี้เย็นๆก็มีคนมาออกกำลังกายเดินขึ้นไปข้างบน คิดเล่นๆว่าถ้าคนเบตงไม่ใช้เครื่องยนต์เดินทางคนนั้นต้องแข็งแรงมากๆแน่ๆ เนินตลอดทุกที่ทุกทิศ

nanjan

แจนแจนเราไปหาน้ำกินกันเถอะนะ จอดร้านน้ำซื้อน้ำเปล่าทันทีที่เจอ โอ้โหแจนแจนดื่มน้ำอัดลมเลยหรอ ไม่ไหวแล้วละเขาร้อนมาก เมื่อกี้เหมือนเราผ่านเร้านจักรยานด้วยนะเป็นจักรยานบ้านๆ เขาอยากกลับไปดู ทันทีที่ได้น้ำก็มีพลังขึ้นมาปั่นย้อนกลับไปดูสักหน่อย ไปเที่ยวอะไรต่อดีแจนแจน เท่าที่เราไปมาแล้วยังขาดมัสยิสนะ ไปตามหามัสยิดกลางเบตงกันเถอะ วนเข้าไปถ่ายรูปแล้วก็ออกมาเพราะได้กลิ่นหอมของผัดไทย แจนแจนมุ่งหน้าตามกลิ่นไปก่อนบอกว่าใช่ด้วยไม่ผิดจอดแวะกินกันก่อนไหมสั่งจานเดียวมาแบ่งกัน

ตรงร้านผัดไทยอุดมไปด้วยยุงเพราะมีต้นไม้ปกคลุม กินไม่เป็นสุขเลยนะยุงตัวใหญ่กันเจ็บมาก รีบกินรีบไปดีกว่าที่ฝากท้องเราก็ที่เดิม แจนแจนบอกว่าอยากกินหมี่ใส่ไข่ ถึงขนาดเอาภาพไปให้คนขายดู แต่เปลี่ยนร้านนะ วันนี้ลองกินเส้นมี่ผัดขี้เมาดีกว่า เราสั่งอาหารกันธรรมดาไม่ได้บอกว่าใส่รวมมิตรหรือหมูแค่บอกชื่อเมนู ข้าวผัด ผัดซี่อิ๊ว ผัดขี้เมา เราจะได้แบบรวมมิตรมาตลอด มีปลาหมึก หมู กุ้ง ถ้าจะเอาแบบใส่หมูอย่างเดียวคงต้องสั่งบอกเฉพาะจานๆไป

nanjan

อิ่มแล้ววันนี้แจนแจนก็ยังอยากจิบชาอยู่ดี วันนี้จะไปลองร้านชาร้านที่เป็นอากู๋ของเพื่อนที่ทำงาน ร้านอยู่ถัดไปจากโรงแรมนิดหน่อยเอง แจนแจนโทรหาน้องเหมยบอกว่ามาถึงที่ร้านแล้วนะและยกสายให้คุยกับเจ้าของร้าน ความสนิทเยือนพวกเราทันทีแจนแจนคุยเหมือนรู้จักกันได้สบาย แล้วก็เกินคาดหมายเจอคุณพ่อน้องเหมย เกินคาดกว่านั้นคุณพ่อบอกว่าพรุ่งนี้จะพาคุณแม่มารู้จักพวกเราด้วยคืนนี้เธอไม่ว่าง พรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้าไปเจอนะ พ่อบอกว่าเอามอไซด์ไปซิ่งได้ถ้าเจ้าจิ๋วไปไม่ไหว พวกเรากะว่าให้รถของที่พักที่เข้าเมืองมาซื้ออาหารรับเราไปด้วย แผนพรุ่งนี้เราจะไปสวนดอกไม้เมืองหนาวกัน คืนนี้ต้องรีบกลับไปเก็บของพรุ่งนี้เรา check out ออกแล้ว

nanjan

nanjan

พอกลับไปถึงโรงแรมด้วยความน่ารักของเจ้าจิ๋ว และความอยากรู้ว่าเรายังไม่เที่ยวอะไรบ้างก็เลยจอดทิ้งไว้แล้วไปดูแผนที่ เจ้าหน้าที่โรงแรมกะนี้ดูเป็นผู้มีความรู้ดีมากแนะนำที่เที่ยวให้เรา แต่นั่นเราไปมาหมดแล้ว เราอยากไปดูต้นไม้ใหญ่ เขาบอกว่าไปได้แต่ไกลมาก มีรถเหมาไปไหมคะแจนแจนถาม ไม่มีนะ ผมพยายามเข้าไปช่วยคนที่นั่นอยู่เหมือนกันแต่มันยังไม่ดังพอจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนต้องไปแวะ ว่าแต่ทาง ททท.ไม่โปรโมทให้หรอค่ะ ยังนะยังไม่มีการโปรโมท ถึงอย่างไรพวกเราก็อยากไป

พอขึ้นห้องก็คุยกันว่าเราจะไปอย่างไรแจนแจนคิดหาทางจะพาไปให้ได้แต่ว่าเราต้องอยู่เบตงอีกวันแทนที่จะได้อยู่หาดใหญ่สองคืนนะ ได้สิเหตุผลที่มาที่นี่คือยากมาดูอะไรยิ่งใหญ่แบบธรรมชาติไม่ใช่ตู้ไปรษณีย์นะ แบบนั้นใครอยากจะใหญ่ก็โยนเงินลงไปสร้างก็ได้ ต้นไม้นี้มันเป็นการเติบโตแบบธรรมชาติน่าดูมากนะ แจนแจนบอกว่าเราเช่ามอเตอร์ไซด์ได้ แต่พอน้องเหมยรู้ว่าพวกเราจะไปก็บอกว่าเอามอไซด์ของเหมยไปได้นะ แจนแจนถามอีกครั้งว่าไปไหมให้เวลาคิดนะ ตอบไปทันทีไม่ต้องคิดนะ ^^

ยังไม่ทันตั้งตัว #2

30 มี.ค.

nanjan

ครบไหมแจนแจน กระเป๋าสองใบ กล่องจักรยานสองกล่อง เดี๋ยวเขาไปเรียก taxi มาในซอยดีกว่าไม่ต้องขนเดินแบกไปหนัก แค่เดินออกจากบ้านก็สะดุดล้มบันได อะไรเนี่ยเดินทุกวันไม่เคยล้ม แท็กซี่ก็น่ารักมาช่วยเราขน นั่งยิ้มๆ กันไปในรถดีใจจะได้ไปเที่ยวกับแจนแจนอีกแล้ว ตอนเช้าถนนโล่งๆ ยังจะขึ้นทางด่วนอีก เปลืองจริงๆ ทีแรกคิดว่าจะปั่นไปกันแล้วแบกเป้ แต่แจนแจนไม่อนุมัติ เราต้องเดินทางแต่เช้านะ นั่นสิล้อก็เล็กมากด้วย

nanjan

ถึงสนามบินก่อนเวลามากมาย แจนแจนไปขอสก๊ตเทปที่ออฟฟิศมาแปะกล่องอีกทีดีกว่าเพื่อความหนาแน่น แล้วเราค่อยโหลดของและไปกินข้าว เข้าแบบนี้แนแนนหิวแล้วหรอ วันนี้กินข้าวเช้าจังนะ หิวแล้วละ ตื่นมาก็หิวเลย แจนแจนเคยทำงานที่นี่นินะรู้ทางไปที่กินพนักงานนิ เช้าแบบนี้เปิดหรือยังนะ ข้าวไข่ดาวราดน้ำพะโล้ ตั้งสามสิบแหนะ ไมแพงจัง ไข่ดาวเขียวว่า 10 บาท ข้าวเปล่าก็ 10 บาท น้ำพะโล้เปล่าๆ เต้าหู้ก็ไม่ได้ตั้ง 10 บาท เอ้าน่ากินกินไปนะแจนแจนบอกว่ามันก็กำไรตรงนี้แหละ โห แบบนี้กินอย่างอื่นดีกว่า

nanjan

nanjan

เข้าไปข้างเดินเล่นกัน อีกตั้งนานกว่าเครื่องจะออกนะ มีอะไรเดินเล่นไหม มีแต่ของที่ไม่อยากได้ โอ้โหมีเสื้อผ้าตัวละร้อยขายเป็นกองด้วย ช็อกกันได้ทุกที่เลยเนอะ ไปเดินเล่นถามสายการบินอื่นสิเอาจักรยานขึ้นได้ไหม จนได้เวลาขึ้นเครื่อง คนเยอะแยะแน่นๆ เต็มๆ ทุกที่นั่ง มองดูวิวก่อนเครื่องบินขึ้น พอจากนั้นก็หลับ ตื่นอีกทีตอนเครื่องลง เปิดเครื่องมือถือมีสายเข้าไม่ได้รับ พี่อาคเณย์โทรมา

nanjan

กำลังเข้าไปเอากระเป๋าแล้วค่ะ พี่รออยู่ที่ทางออกแล้วนะ แจนแจนพี่เขามาถึงก่อนตั้งนานแล้วนะ น่ารักมากมาย ได้รับของก็รีบเข็นไปหาขนของขึ้นรถมา แล้วนั่งคุยไปตลอดทาง ทริปนี้แนนแค่อยากมาเจอพี่อาคเณย์ที่หาดใหญ่ เพราะตามดูผลงานใน Facebook ตลอดว่าพี่เขาผลักดันเรื่องจักรยานอยู่ที่นี่ก็เลยบอกพี่อาคเณย์คนเดียวว่าจะไปหาที่หาดใหญ่ และอยากฝากกล่องจักรยานด้วย ช่วยระหว่างก่อนเดินทางพี่อาคเณย์ก็โทรมาบอกข้อมูลเป็นระยะว่าต้องเดินทางยังไง จนในที่สุดก็หารถมารับเราสองคนจนได้ ขอบคุณมากค่ะ

nanjan

เดี๋ยวเราไปกินข้าวแล้วนั่งคุยวางแผนเดินทางกันนะ ได้แต่ตอบพี่ไปว่าค่ะ แล้วแจนแจนก็บอกให้พาไปที่ท่ารถตู้ก่อนดูว่ามีรถออกเวลาไหนบ้าง ไปจองไว้ก่อนก็ดี พอลงไปติดต่อรถตู้ เจ้าของอู่บอกว่ารถกำลังจะออก เอ้าออกไปแล้วจะไปไหมยังเหลือที่ว่างอีกหลายที่ถ้าไปจะโทรตามกลับมา มองหน้ากันไปมาแล้วบอกว่าไปค่ะ เพราะอีกรอบก็บ่ายไปถึงก็เย็น ไม่รู้จะอันตรายไปไหมถ้าไปถึงเวลานั้น สรุปแล้วยังไม่ทันได้รู้จักพี่อาคเณย์และพี่ๆ ที่มารับเราก็ต้องโบกมือลา พร้อมฝากกล่องจักรยานไว้ หิวก็หิวแต่ก็ต้องขึ้นรถไปเลย แจนแจนบอกว่าไปถึงเราจะได้กินไก่เบตง

nanjan

nanjan

ระหว่างทางเราเห็นถนน โอ้ถ้าปั่นมาคงสุกแน่ๆ เลย ไม่มีอะไรเลย ถนนเหมือนโลกพระจันทร์ด้วย ต้อง mtb เท่านั้น ดูน่ากลัวแบบเปลี่ยวๆ นานๆ จะมีบ้าน หรือเป็นทางพิเศษที่รถตู้ใช้นะ ดีนะคนน้อย ทั้งคันรวมคนขับก็มีกัน 5 คนเอง อากาศถ่ายเทสบายไม่มีทีท่าเมารถ สองชั่วโมงผ่านไปกำลังจะถึงด่านผ่านแดน ดีนะเป็นรถตู้ท้องถิ่นขับประจำเลยชินเส้นทางมาก เพราะถ้ามากันเองคงคิดว่าหลงทางแล้ว นี่ชายแดนบ้านเราประเทศไทย โอ้โห เหมือนในหนังที่ผู้ร้ายกำลังจะหนีข้ามแดน ดูน่ากลัวมากมาย คนขับรถแนะนำให้เราไปติดต่อทำเรื่องผ่านแดน นี่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนะ โน่นทางโน้นถ้าสร้างเสร็จก็ดูดีขึ้นเยอะ ตอนนี้เจ้าหน้าที่อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ดูน่าสงสาร

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

สวัสดีค่ะ ปกติคนมาเยอะไหมคะ ไม่เยอะเลยวันละไม่กี่คนเอง เข้าใจทันทีเลยว่าทำไมถึงต้องอยู่ตู้คอนเทนเนอร์ ถ่ายรูปเจ้าหน้าที่ไม่ได้นะ แจนแจนโดนดุ เปล่าถ่ายสักหน่อย เรียบร้อยแล้วขึ้นรถตู้ข้ามแดนไปมาเลเซีย โอ้โห แค่ทางเข้าเมื่อกี้กับตรงนี้ผิดเหมือนประเทศเขาพัฒนาไปไกลโพ้นมาก บ้านเราต้องตามอีกสักสิบๆ ปี เป็นยี่สิบปี เรียบกริบกว้างมากดูดี ตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองไอ้เราก็เชยมากตามหาแผ่นกระดาษจะเขียนขอผ่านแดน เขาบอกว่าเอานิ้วสแกนตรงนี้นะ วางนิ้วชี่้ลงไปเดี๋ยวเครื่องจะอ่านค่าเก็บไว้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย กระเป๋าก็เอามาสแกนก่อน นี่ชายแดนเขานะ ทางไทยบอกว่ามีคนผ่านไม่กี่คน ทางนี้ก็น่าจะเช่นกันเพราะติดกันแต่เขาทำอะไรไปไกลกว่ามากๆ โปรดพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

nanjan

จากตรงนี้ถนนดูน่าปั่นมากๆ แบบว่าอยากเอาจักรยานปั่นตั้งแต่ด่านไปเลย สองข้างทางมีแต่ต้นปาล์มเขียวๆ ดูสดชื่น ถ้าเอาหมอบมายิงคงสนุก พอเห็นถนนก็คิดวางแผนอยากจะมาปั่นที่มาเลเซียนะ ไปปีนังดีไหม มีวันคาร์ฟรีโซนด้วย คิดไปเรื่อยๆก่อนนะ ยังมีเวลาไปอีกหลายทริป ในใจอยากเที่ยวไทยให้ทั่วก่อน เริ่มเข้าเขตบ้านคนเป็นชุมชนถนนก็เปลี่ยนไป ธรรมดามากขึ้นแต่ยังดีกว่าริมชายแดนประเทศไทยอยู่ดี รถตู้จอดเติมน้ำมัน ไหนๆ ขอลงไปดูหน่อยสิราคาเขาถูกว่าแค่ไหน จริงๆ ด้วยนะ ปกติปั่นจักรยานก็ไม่ค่อยสนใจราคาน้ำมันเลย ไม่เคยโดนผลกระทบ ห้าปีแล้วที่ไม่ได้จ่ายเงินเติมน้ำมัน ไปดูในมินิมาร์ทสิมีอะไรขายบ้างหิวแล้วละ เดินดูขนมไปจบลงที่ลูกเกดเคลือบช็อกโกแล๊ต เดินยิ้มมาแบ่งแจนแจน

nanjan

nanjan

กินเยอะไม่ได้นะ ยังเจ็บคอไม่หาย ปกติไม่เคย ไม่เคยเลยนะ ที่ซื้อช็อกโกแล๊ตห่อเล็กๆแบบนี้มาแล้วต้องรัดยางเก็บไว้กินวันต่อไป วันนี้เป็นครั้งแรก นั่งรถต่อไปอีกชั่วโมงถึงด่านออกประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าด่านเบตงของไทย โอ้โห ตรงนี้สวยกว่าเมื่อกี้เยอะมาก ค่อยดูเทียบเท่าประเทศเพื่อนบ้านสักหน่อย แต่ไม่มีคนเลยเนอะ มีแค่เราสี่คนอีกตามเคย เพราะคนขับรถตู้เขาทำบัตรผ่านแดนพิเศษไม่ต้องมาต่อคิวแบบเรา ใช้ได้อาทิตย์หนึ่งต่อทีหนึ่ง วันหนึ่งเข้าออกไทยมาเลสี่รอบ ไปสองกลับสอง คือขับไปส่งเราที่เบตง แล้วก็รับคนจากเบตงกลับหาดใหญ่ ขับแบบนี้ทุกวันจนหลับตาก็บอกทางได้

nanjan

nanjan

อีกหนึ่งชั่วโมงจากนี้เราก็ถึงคนขับรถตู้บอก ดีใจจะได้ลงจากรถแล้ว ดีนะที่ไม่เมา จอดตรงหอนาฬิกานะคะเสียงแจนแจนบอกคนขับรถ ทิ้งเราลงตรงนี้ไปต่อทางไหนไม่รู้แล้ว แจนแจนรีบเดินไปถามคนแถวนั้นว่าโรงแรมที่เราพักอยู่ตรงไหน ส่วนแนนกำลังใส่บันไดให้เจ้าจิ๋ว กำลังจะกางจักรยานแจนบอกว่าเข็นไปเลยนะไม่ต้องกางข้างหน้าก็ที่พักแล้ว เราก็เข็นจักรยานกับแบกเป้เดินไปตามทางฟุตบาทน่าจะร้อยเมตรเองนะจากหอนาฬิกาก็ถึงที่พัก โห แจนแจนหาเก่งมากกลางเมืองเลยใก้ลมาก รีบเก็บของแล้วเราไปกินข้าวกันเถอะ หิวมากๆ แล้ว

nanjan

nanjan

โรงแรมมีลิฟท์ถึงชั้น 5 เองนะ เราพักชั้นหกลดไป 100 บาท ก็เลยต้องแบกจักรยานกับเป้เดินขึ้นบันไดหนึ่งชั้น ก็โอเคนะสามารถอยู่ ห้องก็ใช้ได้ ไม่มีผีหลอกก็ผ่านละ วางกระเป๋าแล้วกางเจ้าจิ๋ว ยกลงมา พอพ้นประตูโรงแรมเราก็มุ่งหน้าไปร้านไก่เบตง อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้แจนแจนไปถามทางและนำทางให้ ร้อนที่สุด สุดจะร้อน เห็นแดดแล้วกลัว แต่เมื่อมาเที่ยวแล้วจะเสียเวลาอยู่นิ่งไม่ได้ที่สำคัญหิวด้วย เข้าร้านนี้แหละน้องเหมยแนะนำมา ทีเด็ดอยู่ที่ผักน้ำ ไก่เบตง อย่างอื่นไม่สั่งเพราะแจนแจนกินไม่ได้ ทริปนี้พิเศษมากนะแจนแจนขอกินไก่ ปกติแจนแจนกินได้แต่ปลา

nanjan

nanjan

nanjan

มาแล้วไก่กับผักน้ำ ข้าวยกมาเป็นโถ เราก็ตกใจสิมาสองคนให้มาทั้งโถ ก็เลยบอกว่าเอาแค่สองจานเขาบอกว่ากินไปเถอะเราคิดเป็นจาน ถ้าเติมจะคิดเงินเพิ่ม ทางร้านเป็นคนตักให้ สำหรับสองคนกับข้าวสองอย่างพอดีๆ เพราะอยากไปลองอย่างอื่นกันต่อด้วยโดยเฉพาะขนม อิ่มพอดีสี่โมง แต่แดดยังเหมือนตอนเที่ยง แจนแจนเราไปอุโมงค์กันเมื่อกี้ตอนปั่นผ่านหอนาฬิกามาทางซ้ายมือเห็นมีอุโมงค์ ได้สิไปหมีนำนะ โอเค ตามมานะ แล้วแจนแจนก็แซงขึ้นหน้าไป ไหนว่าเข่าเจ็บไงทำไมมีแรกเยอะจังปั่นขึ้นเนินแซงหน้ากันเลยนะ จะรีบไปถ่ายรูปให้ไง

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

ดูเป็นนักท่องเที่ยวกันมากๆ เพราะเล่นจอดเจ้าจิ๋วสองคันหนัาอุโมงค์แบบไม่กลัวรถเพื่อถ่ายรูป แล้วก็ปั่นเข้าไปในอุโมงค์ ตื่นเต้นข้างในจะยาวแค่ไหนนะ เย็นดีจังเลยเนอะ ไปแบบไม่รู้ทางว่าจะออกไปเจอกันไร แล้วไปทางไหนต่อก็ไม่รู้ รู้แต่สนุก แค่มีคนไปด้วยหนึ่งคนก็อุ่นใจ ออกอุโมงค์แล้วเจอป้าย สุดชายแดนสยาม ทริปนี้เน้นปั่นถ่ายรูป จอดถ่ายรูปเก็บภาพ ใก้ลๆ กันมีไก่เบตงสองตัวใหญ่ ปั้นไว้เป็นอนุสรณ์ แจนแจนบอกให้ไหว้ ไหว้ด้วยหรอ ใช่เรากินไก่ก็ต้องไหว้ขอขมาสิ อย่างนั้นเลยนะ ฟังดูน่าเชื่อถือทำตามก็ได้ ขอบคุณนะคุณไก่เบตง เนื้อเพื่อนๆอร่อยมากเลย

มีทางเนินขึ้นไปอีกด้วยแต่ไม่กล้าปั่นไปดูมีต้นไม้เงียบๆ ไม่รู้ออกไปไหน อีกทางเห็นเหมือนมีคลองลองไปทางนี้ดูนะ ดูเหมือนริมคลองไม่ใช่สินี่แม่น้ำ หรอแม่น้ำดูเล็กจัง แถวนั้นเหมือนจะมีตลาดนัดขายของ เอาไว้เย็นๆ เราปั่นมากันอีกทีนะ แล้วน่าไปที่ไหนอีกละแจนแจน มาที่นี่เขาบอกว่ามีสนามกีฬาที่สวยมาก เป็นการสร้างเลียนแบบสนามกีฬากลางหุบเขาของมาเลเซียนะ แล้วไปทางไหนละทีนี้ ลองใช้ตัวช่วยแผนที่ในมือถือหาทางไปดีกว่า พิมพ์ไปแล้วก็บอกหาไม่เจอ ดีนะมีภาพถ่ายทางอากาศ รู้พิกันว่่าเราอยู่ตรงไหนแล้ววางแผนเอาเองว่าเราต้องปั่นไปทางไหน

nanjan

nanjan

nanjan

จากแผนที่เราเหมือนต้องย้อนอุโมค์ออกไปทางซ้ายนะ ไปลุยอิ่มแล้วไปไหนก็ได้ เห็นเนินแล้วถ้าปั่นขึ้นได้ปวดเข่าหรือไม่ก็หงายหลังก่อน เก็บกำลังเอาไว้เที่ยวหลายๆวันจึงเลือกเข็นขึ้นเนินกัน จุดหมายก็ส่วนจุดหมายระหว่างทางน่าสนใจเราก็แวะ แจนแจนดูนั้นสิตึกสวยดี เปลี่ยนทิศทางกันทันทีเลี้ยวไปตามสิ่งที่น่าสนใจ มีเด็กๆอยู่ข้างบนด้วย อยากจะขึ้นบ้างขึ้นทางไหน ตะโกนเรียกน้องถามว่าพี่จะขึ้นทางไหน น้องบอกทางนั้นแต่เรายังสงสัย น้องๆก็น่ารักมากมายเดี๋ยวหนูลงไปรับ คุยกันเพลินจนลืมว่าต้องขึ้นไป หมดเวลาแล้วพี่ที่นี่เขาปิดสี่โมง แล้วน้องๆ จะไปไหนกันต่อ ผมก็ไปนั่งตรงบันไดร้อยขั้น โอ้โห ชื่อฟังดูน่าสนใจมาก พาพี่ไปด้วยสิ ตรงนี้เองพี่น้องชี้ไป เดินไปดูใก้ลๆ ว้าว เห็นวิวเบตงชัดเจนสวยจัง ถ้าพี่ได้ขึ้นไปข้างบนที่ผมอยู่เมื่อกี้จะเห็นทั้งหมดสวยกว่านี้อีก

nanjan

nanjan

nanjan

เราคุยกันไปคุยกันมาแป๊บเดียวน้องก็ถามพี่มี facebook ไหม น้องถามว่าพี่มาจากไหน บอกไปว่ามาจากกรุงเทพ ร้องเสียงดังทันทีว่าอยากไปมาก อารมณ์เหมือนเราตอนนั้นได้ยินใครบอกว่ามาจากโคเปนโอเก้น แล้วอยากไปบ้างอย่างนั้นเลย ก็บอกน้องว่ามาสิเดี๋ยวพี่พาปั่นเที่ยว ขอผมเก็บเงินก่อนนะ ได้สิ แล้วเดี๋ยวเราไปไหนต่อ ไปปั่นกับพี่ไหมพี่จะไปสนามกีฬาเสร็จแล้วจะไปหาอะไรกินกัน เพื่อนผมต้องไปทำงานต่อครับไปด้วยไม่ได้ เอาไว้วันอื่นก็ได้พี่อยู่ที่นี่หลายวัน ลองจักรยานไหมละ ลองปั่นดูสิ ผมกลัวทำของพี่พังครับ ตามใจนะลองได้ไม่พังหรอก

nanjan

nanjan

nanjan

nanjan

เราสองคนเข็นจักรยานขึ้นเนินกันต่อตามคำแนะนำของน้องๆ ว่าให้ไปทางไหน แล้วเราก็ไปเจอน้องๆ บนนั้นอีกทีเพราะทางเข้าอยู่ตรงนี้น้องก็จอดรถไว้ข้างบน ดูดีนะมีสนามเด็กเล่นของเล่นเยอะด้วย ขอเล่นก็ดูดี จุดหมายเราอยู่ที่สนามกีฬา โน่นไงเห็นทางเข้าไปแล้วมองลงไปสีสวยมาก สนามดูเล็กกระทัดลัด มีเด็กๆ ซ้อมบอลกันอยู่ เป็นสนามที่ดูคุ้มค่าเพราะข้างๆ ก็มีคนมาวิ่งออกกำลัง เราอยากเอาจักรยานไปปั่นข้างในบ้าง ไหลลงไปดูแล้วนะ ฟิวส์….. สนุกเลยไหลลงลืมคิดถึงตอนขึ้นนะว่าต้องเหนื่อยเข็น ขอปั่นหนึ่งรอบสนามดูบรรยากาศ น่ารักมากมายนะ เด็กๆชี้มาที่จักรยานไม่ฟังโคชสอนแล้ว ล้อเล็กนิดเดียวเอง แจนแจนล้อแดงหมดแล้ว ถ่ายรูปอัถจรรย์สวยจังเลยเนอะ มันดูมีเรื่องราวมากมายกับลายธงชาติไทยที่ทำเป็นลายไว้ ตรงนั้นก็สวยนะแจนแจนถ่ายรูปไว้ยังเป็นลายกราฟฟิกตี้แบบเด็กๆ สวยแบบนี้เองที่ป๊าบอกว่ามาเบตงต้องมาสนามกีฬาให้ได้นะ

nanjan

ลองปั่นขึ้นเนินดูสิ ก็ปั่นได้อยู่นะออกแรงเพิ่มนิดหน่อย ใช้พลังงานสักหน่อยเดี๋ยวเราก็ไปกินข้าวกันแล้ว ที่จริงก็ยังไม่หิวแต่ฟ้ามืดแล้วที่ทางก็ไม่คุ้นควรต้องเข้าที่พัก เราย้อยกล้บทางเดิมเมื่อกี้เข็นขึ้นตอนนี้ว่าจะเข็นลงเพราะเนินดูชันเกิน 45 องศา กลัวกลิ้งมากมายแต่พอเห็นแจนแจนลงไปได้ก็เอาบ้าง ลองบีบเบรคเจ้าจิ๋วดูว่าจอดไหม โอ้โหแน่นๆ สามารถอยู่เบรคสนิทไม่ไหล ทีนี่ละปล่อยพลังเต็มที่ไม่มียั้งไหลลงมาด้วยความเร็วแซงหน้าแจนแจนถึงถนนข้างหน้าในเวลาไม่ถึงนาที สนุกจริงๆ

nanjan

nanjan

เราปั่นตรงไปเลยนะแจนแจนลองดูสิจะไปไหน ตรงอย่างเดียวก่อนนะ ตรงไปแบบไม่เร่งความเร็วก็ได้เห็นอะไรสะดุดตา แจนแจนมีร้านจักรยานด้วย จอดดูดีกว่า โอ้โห เจ้าของร้านผู้หญิงมุสลิมด้วย ที่นี่ปั่นกันเยอะไหมคะ ก็เยอะนะ ถ้ามาเร็วกว่านี้ก็ไปทริปทันอยู่นะ เขาเพิ่งออกไปกันเองมีนัดปั่นกันที่หอนาฬิกาแทบทุกวันหกโมงเย็น ไปไหนกันกัน ไปบ่อน้ำร้อนกันวันนี้ เราก็กะจะไปกันแต่ไม่ใช่วันนี้ เราคงตามเขาไม่ทันเอาคันนี้มาล้อเล็กนิดเดียว เดินดูข้างในร้านตามสบายนะ มีจักรยานเสือภูเขาเสือหมอบและอุปกรณ์ครบ หิวมากแล้วแจนแจนไปหาร้านน้ำนั่งดีกว่า แจนแจนก็ถามพี่เจ้าของร้านไปว่ามีร้านชาแบบใส่กระป๋องนมขายไหม มีนะมีแทบทุกร้านแต่ต้องเป็นตอนเช้าชี้ไปฝั่งตรงข้ามย้อนลงไปอีก เวลานี้ต้องไปหน้าโรงแรมสิบสามชั้น ย้อยทางเดิมไม่ใช่แน่ๆ ขอตรงไปก่อนนะ

nanjan

แจนแจนเมื่อกี้เห็นร้านกล้วยปิ้ง เอาไหมละ อยากกินแต่ไม่อยากย้อน เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมากินก็ได้ ข้างหน้ามีตู้ไปรษณย์พอดีเห็นตอนติดไฟแดง นี่หรือเปล่าตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดที่แจนแจนเคยเอารูปให้ดู ใช่ๆ แวะก่อนไหม ลืมหิวน้ำไปแล้วหรอ ถ่ายก่อนนะไหนๆ ก็มาแล้ว ระหว่างปล่อยให้แจนแจนไปถ่ายรูปก็มีผู้หญิงคนหนึ่งดูมีอายุเข้ามาทักทาย เธอโพกผ้าด้วยเราดูไม่ออกว่าเธอชอบปั่นจักรยานเลย เธอมาแนะนำตัวว่าเธอก็ปั่นประจำเพิ่งจะไปแข่งกลับมา เวลานั้นต้องขอโทษมากๆ หิวน้ำใจไม่อยากจะแลกบทสนทนาอยากให้แจนแจนถ่ายรูปเสร็จเร็วๆ แล้วไปร้านน้ำ ก็ลืมนึกไปว่าซื้อน้ำเปล่าดิ่มให้หายหิวก่อนก็ได้

nanjan

nanjan

ตรงไปข้ามสะพานมีป้ายบอกไปยะลาแล้วนะ ลองเลี้ยวขวาดีกว่า ระหว่างทางไม่มีร้านชาเลยสงสัยว่าเราต้องไปร้านชาที่เจ้าของร้านจักรยานแนะนำแล้วละ หิวน้ำสุดๆ ในกระติกก็ไม่เหลือสักหยดแล้ว เจอร้านชา แจนแจนยังมีตัวเลือกให้อีกว่าจะเอาร้านอาแป๊ะ หรือจะเอาร้านแอร์เย็นๆ มาเที่ยวทั้งทีมันต้องธรรมชาติลองของโบราณสิ โอ้โหแทบแย่ เราย้ายทีนั่นจนต้องออกมานั่งหน้าร้าน กลิ่นยาสูบอะไรเนี่ย บุหรี่ก็ด้วย รับไม่ได้เลย แต่นั่งร้านแบบนี้ก็ต้องทำใจหน่อย ออกไปนั่งหน้าร้านก็ได้ แจนแจนร้อนจะแย่แล้วหิวน้ำก็หิวขอสั่งเย็นๆนะ โรตีก็อยากกิน เจ็บคอไหมเป็นคำถามที่แจนแจนคอยสกัด ไม่เจ็บนะแค่ไอ

nanjan

ในที่สุดก็ได้ชาเย็นชื่นใจดูดแว๊บเดียวหมดแก้วกับโรตีกรอบๆ อีกหลายชิ้น อิ่มแล้วแจนแจนปั่นแซงหน้าพาไปจอดร้านขายยาจัดการซื้อยาแก้ไอให้หนึ่งแผง กินด้วยนะจะได้หายสักทีครั้งนี้ไอนานไปละ แล้วแจนแจนก็ถามเจ้าของร้านขายยาว่ามีของกินอร่อยๆ ขายตรงไหน เจ้าของร้านก็น่ารักออกมาหน้าบ้านชี้ทางให้คือซอยข้างๆร้านที่เราปั่นผ่าน ปล่อยเจ้าจิ๋วไหลลงเข้าซอยไปคิดว่ามาเยาวราชของน่ากินเยอะมากแต่ก็ไม่หิว ดูแล้วมีร้านขายของหวาน ถั่วเขียวต้มร้อนๆ ข้าวเหนียวดำ แจนแจนไม่รีรอสั่งมาลองทันที แนนยังเลือกไม่ได้เพราะอยากชิมทุกหม้อแต่ท้องก็อิ่ม เข็นเจ้าจิ๋วเข้าไปจอดในร้านผ่านโต๊ะที่สั่งบะหมีผัดไว้แต่ไม่มีคนนั่งอยู่ โอ้โห แจนแจนเห็นอะไรไหม น่ากินมากๆ เลยนะ โต๊ะนู้น ทันทีเลยแจนแจนรีบไปบันทึกภาพเก็บก่อนเจ้าของจานนั้นจะมานั่งโต๊ะ

nanjan

เราสั่งเหมือนเขาสักจานมาแบ่งกันกินไหมแจนแจน ได้สิ ไปสั่งแต่ไม่เอาเหมือนเพราะจานนั้นคือหมี่ผัดพริกแกง ขอเป็นหมี่ผัดซี่อิ๊วแทนนะ หมี่เหลืองเส้นกลมแบบนี้แถวบ้านจะมีขายแต่ตอนกินเจ ที่นี่ขายเส้นหมี่เหลืองเป็นเส้นปกติ ส่วนเส้นหมี่สีขาวมีอีกชื่อเรียก ในที่สุดก็กินกันหมด แล้วยังปั่นไปดูว่ามีอะไรกินอีกทั้งๆที่ท้องจะแตกแล้ว ปั่นเที่ยวย่อยอาหารสักหน่อย ผ่านตลาดผ่านหลายอย่างแต่ดูเมืองเงียบมากๆ เหมือนว่ามีแต่ร้านอาหารที่มีคน ร้านขายเสื้อผ้าก็เงียบๆ เราปั่นกันไปหลายทิศทางพอเจอนเนินสูงๆ ก็เลี้ยวเปลี่ยนทาง ไม่ต้องกลัวหลงเลยนะเพราะแค่ถามว่าหอนาฬิกาอยู่ไหนทุกคนก็ตอบและชี้ทางบอกเราได้ แต่เรื่องทางแล้วปั่นจักรยานแนนจำได้อยู่ มุดจนระบบจำทางดีใช้ทาง แจนแจนเรียกแนวว่านาวิเกเตอร์

nanjan

nanjan

นำทางกลับโรงแรมได้สบายมากซอยไหนทะลุไหนก็จำได้ นกเต็มสายไฟ อี๋…………พวกเราเริ่มกลัวนกตั้งแต่ที่คอนโดแจนแจนโดนพิราบบุกมาทำรังวางไข่ทำต้นไม้ตายปล่อยหลักฐานไว้เหม็นไปหมดเราเลยอี๋……………กับนกที่เห็น แต่แจนแจนก็ยังจอดเก็บภาพซึ่งน่ากลัวมากว่าจะได้ของฝากกลับโรงแรม ขอหลบก่อนนะ ไปดูอุโมงค์ดีกว่าตอนค่ำน่าจะเปิดไฟสวยนะ

กลับเข้าที่พักแค่เข็นจักรยานเข้าประตู เจ้าหน้าที่พนักงานต้อนรับก็มามุงดูจักรยาน ขอถ่ายรูป เชิญตามสบายค่ะ เท่าไรเราไม่บอกราคานะ บอกแต่ว่ายืมมาปั่น ครึ่งวันแรกในเบตงก็สนุกแล้ว ^^

ไปเบตงกันไหม #1

30 มี.ค.

แนน : อยากไปปั่นไกลๆ ไปไหนดีนะ
แจน : ไปเบตงกันไหม
แนน : ไป

แล้วเบตงเป็นยังไงนะเคยได้ยินแต่หนังโอเคเบตง ดูก็ไม่เคยดูอยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่เคยไป ที่ไหนไม่เคยไปก็อยากไปทุกที่ ทั้งหมดในทริปนี้ต้องยกแจนแจนแล้วล่ะ รอปั่นอย่างเดียว ^^

แจนเริ่มหาข้อมูล ทั้งการเดินทางและที่เที่ยว ทำการบ้านอย่างเข้มข้นอยู่คนเดียว เอาเปรียบเป็นที่สุด ไม่นะแนนแนนไม่ว่างต้องปั่นจักรยาน อุอุ เป็นข้ออ้างที่พอฟังขึ้น แจนบอกว่าน้องที่ทำงานบ้านเขาอยู่เบตง ไปได้ปลอดภัย หรอ เรื่องนั้นไม่ได้คิดถึงเลยละแค่มีแจนไปด้วยก็พอแล้ว ที่จริงอยากปั่นสามจังหวัดชายแดนใต้สักครั้งเลยนะ เห็นคนที่จังหวัดเขาก็ยังปั่นตามปกติ และมีหลายคนบอกว่าสถานที่ในสามจังหวัดนั้นที่เที่ยวสวยมากๆ อยากไปนะ

แจนบอกว่าทริปนี้เราจะไปเครื่องนะ จองตั๋วไปแล้วจะไปสัก พ.ค. นะ แต่ดันไปกดจองจ่ายเงินเรียนร้อยของเดือน มี.ค. สำหรับแนนแล้วไม่เป็นไรไปเดือนไหนตอนไหนก็ได้เพราะลาออกมาเป็นปีเพื่อจะปั่นจักรยานอยู่แล้ว ส่วนแจนต้องไปลางานกับออฟฟิศ ระหว่างช่วยก่อนถึงวันจะเดินทางเป็นเดือน แจนแจนขยันมากรับแทนเวรทำงานเพื่อนๆ ทุกคนสะสมมาได้ 5 วัน เอาไว้ไปปั่นแบบไม่ต้องลานะให้เพื่อนแทนเวร

แล้วเราจะเอาจักรยานไปยังไงถ้าไปเครื่อง เป็นปัญหาที่แจนปวดหัวมาก ก็ไม่ต้องเอาไปสิง่ายดีไปซื้อคันใหม่ที่นั่นเลยเอาแบบแม่บ้านก็ได้ปั่นแล้วก็ทิ้งไว้ที่นั่นเลย เข้าท่าดีนะ เท่าที่หาข้อมูลตามหาร้านจักรยาน ถามคนนั้นคนนี้ก็แล้วเขาบอกว่าไม่มีร้านจักรยานที่นั่น เราไม่เที่ยวตัวเปล่าก็ไม่เอานะ ยังไงต้องมีจักรยานด้วย สำหรับแนนแล้วนั่งรถไปไม่มีจักรยานก็รู้สึกไม่อยากเดินทางละเพราะเมารถ เดี๋ยวหาวิธีก่อน เอาคันใหญ่ไปก็ไม่ได้นะ เพราะเราต้องต่อรถตู้จากหาดใหญ่ไปเบตงอีก 4 ชั่วโมง โหยยยยย โหดร้ายมากนั่งรถนานจัง

จำได้ว่ามีจักรยานคันจิ๋วชื่อ carry me จะลองไปยืมดูนะ ลองโทรไปเล่าความฝันให้ทาง interbike ฟังว่าเราอยากเดินทางด้วยจักรยานแต่ติดอะไรบ้าง และอยากได้ carry me ช่วยนำพา พี่ปีเตอร์น่ารักมากๆ ตอบตกลงทันที แต่ทริปนี้อยากไปสองคนขอสองคันได้ไหมคะ จักรยานเเดมโม่ให้ทดลองใช้มีอยู่คันเดียว แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวแกะกล่องคันใหม่ให้อีกคันไปยืม โอ้โห มีให้เลือกสีด้วย ถ้าเลือกได้ขอสีส้มนะคะ

ไปรับจักรยานล่วงหน้ามาก่อนสามอาทิตย์เพื่อทดลองใช้ให้คุ้นชินก่อนการเดินทาง ทดสองดูว่าจะปั่นไกลๆ ได้ไหม ลองเพิ่มระยะทางไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเจ้าจิ๋วนี่ไม่ธรรมดานะ ทำความเร็วได้ ปั่นแล้วเหมือนคันใหญ่ แค่ล้อเล็กที่ต้องระวังพื้นสูงต่ำที่ต้องจอดยกแค่นั้น แจนบอกว่าเบตงเราคงใช้แค่ในเมือง เจ้าจิ๋วนี่สามารถอยู่แล้ว

สรุปแล้วค่าตัวโปรโมชั่นที่เราได้ ราคาพอๆกับค่าจักรยานที่เราต้องจ่ายเพิ่ม เพราะทางสายการบินไม่สนใจว่าน้ำหนักที่เรามีคนละยี่สิบโลสำหรับขนกระเป๋าเขานับจักรยานเป็นอุปกรณ์กีฬา ซึ่งเราก็กลัวว่าถึงจะคันเล็กแต่ถ้าวันจริงไม่ผ่านนี่เราต้องจ่ายค่าน้ำหนักเป็นสองเท่าเลยนะ เพื่อความสนุกสนานในการเดินทางเรายอมจ่ายเพิ่มนะ ยังไงก็อยากไปแบบได้ปั่น ตกลงตามนี้ จ่ายเงินละคะแจนขอคำยืนยัน เรื่องเครื่องบินเป็นอันเรียบร้อย

ต่อไปเป็นเรื่องรถตู้เราจะไปทางไหนมีไปได้สองทาง ทางไทยผ่านนั่นละหลายจุดที่ลงข่าวว่าอันตรายหนักหนามีระเบิดกาลเวลา อีกทางก็มาเลเซีย ถ้าไปทางนี้ต้องมี passport ในใจลึกๆเริ่มแอบกลัวระเบิดแต่ก็อยากไปอยู่ไปทางมาเลก็แล้วกันนะ ข้อมูลคร่าวที่รู้คือทางไทยมีรถตู้ทุกชั่วโมง ส่วนมาเล มีแค่สองรอบต่อไปนอกจากว่าคนจะเยอะถึงจะเพิ่มรถ

แจนบอกว่ายังไงก็ต้องแพ็กจักรยานให้เรียบร้อยนะ เขาไม่ให้เข็นขึ้นไปทั้งคัน ได้ไม่มีปัญหาน่าจะมีกระเป๋าใส่ แย่ละเจ้าจิ๋วไม่มีกระเป๋านะ แต่เราใส่กล่องไปก็ได้ ติดต่อกับทาง interbike ขอกล่องอีกรอบ ก่อนเดินทาง 2 วัน โชคดีมากๆ เจอพี่อู๊ดใจดีอาสาพาไปขนกล่องมาให้ ขอบคุณนะคะ ทีแรกคิดว่าจะขนใส่แร็คจักรยานปั่นกลับมาเพราะดูแล้วกล่องก็ไม่ใหญ่

ก่อนวันเดินทางหนึ่งวันแนนไปปั่นทริปวัดใจที่ราชบุรีมาแทบสลบเลยนะ 60 km. เพราะไม่ได้ปั่นตากแดดแบบทำความเร็วมานาน เสร็จแล้วก็ต่อสัมภาษณ์ที่ร้าน แจนถามว่าไหวหรอพรุ่งนี้เดินทางแล้วนะ สบายมากจะหลับแล้ว

เราเที่ยวเล่นทำงานกันเพลินจนคืนก่อนเดินทางเพิ่งจัดกระเป๋า รวมของสองคนใส่ในเป้ใบเดียวเอาไปแต่กางเกงขาสั้นประหยัดพื้นที่ เสื้อผ้าทุกตัวก็ม้วนกันจนเล็กแล้วเอายางรัดอีกรอบ ไม่เป็นไรนะถ้าไม่พอใส่ก็ซักเอา แนนจัดกระเป๋าเรียบร้อย แจนเตรียมกล้อง จากนั้นมาช่วยกันแพ็กจักรยาน เจ้าจิ๋วสองคัน คันหนึ่งใส่บันไดเหล็กไว้ลงกล่องไม่ได้ สวยอีกคันได้มาใหม่พับได้ลงกระพอดี ทำเอาต้องหเครื่องมือถอดบันได ดีนะที่มีอุปกรณ์ติดบ้านไว้ ทริปนี้เราต้องพกที่ถอดบันไดไปด้วย น้ำหนักที่ซื้อไว้ 25 กิโล แจนลองยกกล่องแล้วตกใจเกินแน่เลย ไม่เกินนะจักรยาเพิ่งจะ 8 กิโลเอง เพื่อความสบายใจไปเอาเครื่องชั่งน้ำหนักมาชั่ง แจนอุ้มกล่องไว้นะ จริงด้วย 10.5 กิโลเอง โอ้โห แค่กล่องทำไมหนักขนาดนี้เนี่ย

ทุกอย่างพร้อมแล้วไปนอนได้แล้ว เราต้องตื่นตีสี่นะ รับทราบแจนแจน แล้วเขาจะตื่นไหม เราต้องขึ้นเครื่องกี่โมงหรอแจนแจน เครื่องออกหกครึ่งเราต้องไป check in ก่อน ทริปนี้เราไปขึ้นเครื่องที่ดอนเมืองนะ ไหนจะต้องรอ taxi อีก ไม่ต้องห่วงแจนแจนเดี๋ยวเขาโทรนัด taxi ได้ ขอหาเบอร์ก่อนนะ นัดล่วงหน้าได้ด้วยหรอแจนถาม น่าจะได้แหละเดี๋ยวลองโทรดู

อยากให้มารับตอนตี 4 ครึ่งค่ะ เดินทางไปดอนเมือง เราก็แจ้งรายละเอียดไป ตั้งโทรศัพท์ปลุกไว้ตีสี ยังไม่ทันไร taxi ก็โทรมาบอกว่าถึงแล้ว โหยยยย เดี๋ยวเขารีบไปแปรงฟันก่อนนะ น้ำยังไม่ต้องอาบหรอกนะ เมื่อกี้เพิ่งนอนเอง แจนแจนบอก อี๋………….555 ยังหอมอยู่เลย เดี๋ยว taxi รอนาน