Tag Archives: ปัตตานี

ธารโต-อัยเยอร์เวง

5 เม.ย.

ทีมงานแจ้งว่าเส้นทางก่อนจะถึงอัยเยอร์เวงที่เปิดดูในแผนที่คดเคี้ยวดังงูเลื้อย ชวนเมา ถ้านั่งรถคงสลบหลับไม่ได้มองวิวข้างทางแน่ๆ แต่วันนี้เราปั่นจักรยานมา ทางเลี้ยวคดและลงเนินแบบนี้ สนุกสิ ลงมาแล้วอยากขนจักรยานใส่รถวนอีกรอบ 


เคยชอบหลงรักเส้นทางเลาะริมฝั่งโขง มาวันนี้เจอที่นี่แอบปันใจ ยกให้เป็นเส้นทางที่นักปั่นต้องมาเยือน ข้างๆไม่ได้เป็นภูเขาหินแบบเลียบโขง แต่เป็นภูเขาใบไม้เปลี่ยนสี อีกข้างบางช่วงเห็นแม่น้ำปัตตานี ยืนยันอีกทีที่นี่เมืองไทย ว้าวๆ ปั่นแล้วชุ่มชื่นปอด สูดอากาศเฮือกใหญ่ คนอยู่แถวนี้สุขภาพดีไม่แปลกใจ มีลำธารน้ำใสให้ว่ายเล่น มีถ้ำเย็นๆให้หลบยามร้อน ช่วงใบไม้ร่วงนี่สวยสุดๆ จนต้องหยิบมือถือออกเก็บภาพ ที่ชอบและกินหลายถุงมาก แอบตุนอีก 2 ด้วยนะ กล้วยหินฉาบ จำได้ตอนไปเดินในงานแสดงสินค้าของดีนี่ราคาสูงกว่ากล้วยฉาบทั่วไปมากนะ แต่ที่นี่จะว่าถูกกว่าก็ใช่เลย หนึ่งในสมาชิกปั่น น้องพน คุณแม่ของน้องเป็นคนคิดสูตร ทุกวันนี้ก็ขายส่งทั่วไทย ใครอยากสั่งก็บอกได้ แล้วจะตกใจขายราคานี้มีกำไรเหลือไหม กล้วยหิน ที่นี่เอาไว้เลี้ยงนก คนปลูกกันเยอะ เอามาต้มก็อร่อยนะ แต่แปรรูปก็อยู่ได้นานหน่อย มีหลายยี่ห้อ หลายสูตร ทั้งหวานและเค็ม เลือกได้ตามชอบ



จอดๆ ปั่นไปแล้วต้องจอด ไม่ได้ยางรั่วนะ แต่เป็นเพราะวิว สะพานพาดผ่านสายน้ำท่ามกลางความเขียวของภูเขา ในที่สุดก็มาถึงอัยเยอร์เวง


เช้าวันใหม่ที่ปกติยากจะตื่น ว้าวๆ สวยจังเลย คุ้มค่าการตื่นตี 3 ขึ้นมาถึงยอดเขาตี 4 อากาศเย็นๆ ไม่ถึงกับหนาว สักพักใหญ่เริ่มเห็นไฟสว่างเป็นจุดๆเมื่อก้มหน้ามองลงไป ไฟบ้านคนนี่เอง ตื่นกันเช้ามากๆ พอตี 5 พระอาทิตย์เริ่มขึ้นจากขอบฟ้า ภาพหมอกด้านหน้าเริ่มเห็นชัดเจน เปลี่ยนความมืดของทองฟ้าเป็นสีแดงอมส้ม อากาศค่อยๆอุ่นขึ้น นักท่องเที่ยวที่มาชมทะเลหมอกเริ่มมากขึ้น ทำเลดีๆริมขอบถูกจับจอง ปีนขึ้นไปยืนด้านบนก็มี เสียงรัวชัตเตอร์ เซลฟี่ วีฟี่ 



ถ่ายจุดสูงสุดแล้วต้องเป็นภาพจุดที่สองจุดที่สามกันต่อ หรือแม้กระทั่งก้อนหิน ป้ายชื่อสถานที่ ยังต้องต่อคิว คนเยอะจริงๆ ถึงขนาดทางขึ้นลงรถติด จอดกันหลายสิบคัน บางครั้งอาจต้องเดินกันหลายร้อยเมตร มีทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะมาเลเซียมาเป็นคันรถตู้ บ้างก็บิดมอเตอร์ไซด์มาเอง คึกคักมาก เงินสะพัดสู่ชุมชนคนท้องที่ที่มาขายอาหาร ข้าวยำ โรตี แตออ ชาชัก ที่นั่งถูกจองเต็ม 



หลังชมทะเลหมอกลงมายังมีสะพานไม้ ซ่อนตัวแบบเจ้าถิ่นยังไม่รู้จักทางเข้า สะพานแตปูซู อายุยี่สิบกว่าปี มีหักผุเชือกขาดบ้าง คนพื้นที่ใช้สัญจร ทีแรกคิดว่าไว้เดินได้อย่างเดียวแต่ก็เห็นมอเตอร์ไซด์สวนไปมา ข้างล่างเป็นแม่น้ำสามารถเล่นล่องแก่งด้วยห่วงยาง หรือเรือแคนนู ที่น่าสนใจและอยากไปมากๆ ย้อนทางน้ำขึ้นไปป่า ฮาราบารา ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ต้องไปค้างคืน น้องๆในพื้นที่เล่าว่าสนุกมากๆ น้ำใสมากๆ ย้ำมาว่าพี่ต้องไปให้ได้นะ​

นอกจากนี้ยังมีอีก 8 สถานที่เที่ยวในอัยเยอร์เวง ที่เรายังต้องกลับมาเก็บให้ครบ ที่นี่ดูจะเหมาะกับการเที่ยวตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนแนะนำให้เที่ยวชมแสงสีที่เบตง ถ้าปั่นจักรยานก็ใช้พลังเยอะพอสมควร ต้องขึ้นลงเนิน ระยะทาง 30++ กม. ได้ รู้แต่ว่าติดใจต้องกลับมาอีก แล้วไม่ถึง 3 วัน เราก็กลับมายืนดูทะเลหมอกที่นี่อีกครั้ง ครั้งที่สองก็ไม่เหมือนครั้งแรก ธรรมชาติไม่มีซ้ำเปลี่ยนตลอด หลงรักทะเลหมอกที่นี่เข้าแล้ว น้องลีบอกว่ามีอีกที่ ฆูนูซีลีปัต ทะเลหมอก 360 องศา แค่นี้ก็รู้แล้วว่าต้องกลับมาที่นี่อีก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

สุคิริน

4 เม.ย.

สุคิริน ชื่อนี้ไม่เคยได้ยิน แต่เมื่อได้ปั่นมาถึง ทำเอานักปั่นเจ้าถิ่นนราธิวาสพากันอิจฉา เพราะคนในพื้นที่รู้จักแต่ยังไม่เคยมาสัมผัส


ยามเช้าที่เราตื่นนอนเห็นหมอกตั้งแต่นอนอยู่บนเตียง ที่นี่เป็นพระตำหนักอีกหลังของสมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี บรรยากาศที่นี่คล้ายดอยตุง อยู่บนเขาเห็นวิวเมืองจากมุมสูง อากาศเย็น และพัฒนาจากพื้นที่ไม่มีอะไรให้กลายเป็น นิคมสร้างตนเอง สุคิริน คำว่า “ สุคิริน ”  เป็นนามพระตำหนักที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานเมื่อครั้งเสด็จประทับแรมในพื้นที่นี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งมีความหมายว่า “ พันธุ์ไม้อันเขียวชอุ่ม ”  ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขา ป่าไม้ และพืชพันธ์ไม้นานาชนิด



คนที่อยู่ที่นี่มีทั้งทั้งพุทธและมุสลิม ประเพณียิ่งใหญ่ที่น่าสนใจของชาวพุทธ ฟังแล้วก็แปลกใจ คือ บุญบั้งไฟ ที่นี่มีคนอีสานย้ายมาอยู่เยอะ นอกจากอาชีพเกษตรกรรมที่เหมือนกันทุกที่ ที่นี่ยังมีอาชีพพิเศษไม่เหมือนที่ไหน “ร่อนทอง” ในสายน้ำแห่งทองคำ เป็นกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเข้าถึงวิถีชีวิตในสายน้ำ น้ำที่นี่ใสมาก ขยะสักชิ้นก็ไม่เห็น มีแค่สัตว์น้ำกับทองคำ ​​​​​


ได้ลองร่อนทองก็เข้าใจว่ากว่าจะได้ทอง 1 กรัม ต้องใช้เวลามากเพียงใด ใช้แรงมากขนาดไหน ปัจจุบันนี้ไม่สามารถใช้เครื่องยนต์ช่วยขุด อนุญาตให้แค่เสียมขุด ดินที่ขุดได้จะเอามาใส่ถาดไม้กลมๆ ร่อนเอาเศษดิน ก้อนหิน ก้อนกรวดออก จนเหลือแค่ทอง ที่แรกก็งงและสงสัยกลัวว่าร่อนๆอยู่ทองจะหลุดออกไปกับดินกรวดด้วย ความจริงแล้ว ทองมีน้ำหนักใน ตัวเอง ทองจะตกลงไปอยู่ข้างสุดติดขอบถาด น้ำเซาะซันก็ไม่ลอยไปไหน ทองที่นี่เป็นทองคำ 60% – 80% แค่ลงน้ำก็ไม่อดตายสำหรับคนที่นี่ ถึงจะขุดร่อนมากันยี่สิบสามสิบปีทุกวันนี้ก็ยังมีทอง


​​​

ความสนุกอีกอย่างที่ไม่ควรพลาด ล่องแก่งในสายน้ำทองคำ ให้เล่นจนเต็มอิ่ม พายกันเมื่อยแขนทีเดียว 3 ชม. 7 ชม. ไม่เคยเล่นล่องแก่งราคามิตรภาพกับระยะทางยาวแบบนี้มาก่อน มีจอดให้โดดลงเล่นน้ำ ไม่ได้โดดจากเรือแคนนูนะ แต่กระโดดจากต้นไม้ที่อยู่ริมแม่น้ำ มองจากข้างล่างดูไม่สูงมาก แต่กว่าจะปีนขึ้นไปยืนบนกิ่งและทำใจโดดลงมาได้ ขาสั่นดุ๊กดิ๊ก กองเชียร์ลุ้นอยู่นาน นับหนึ่งสองสามแล้วกั้นหายใจ ตัดใจปล่อยมือจากต้นไม้ ทิ้งตัวลงไปดำดิ่งสู่ใต้น้ำ ลึกมากจริงๆ รีบดีดตัวเองขึ้นมา ครั้งเดียวก็พอเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับทริปนี้

เข้าไปลึกมากขึ้นอีกจะมีเหมืองทองที่โด่งดัง “เหมืองทองโต๊ะโม๊ะ” อุโมงค์เหมืองทองแห่งนี้ทะลุไปมาระหว่างไทยกับมาเลเซียได้ ระยะทาง 1 กม.และต้นกะพงยักษ์ อายุ 200++ ปี ขนาด 35 คนโอบ ยังไม่หมดแค่นี้ สุคิรินยังมีน้ำตกสิรินธร และที่อยากไปมาก ต้องกลับไปอีกครั้ง ป่าฮาลา-บาลา, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา เป็นป่าดงดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดผืนหนึ่งบนคาบสมุทรมลายู น้องที่เจอกันที่เบตงเล่าว่าโรงเรียนเคยพาไปพักค่ายที่นี่ อากาศดีมาก สวยมาก น้ำใสมาก หนาวด้วย พี่ต้องหาโอกาสไปให้ได้นะ หนูยังติดใจอยากกลับไปอีกครั้งเลย

มิตรภาพพี่บังเลาะ

3 เม.ย.

เครื่องวัดความดันของคุณหมอต้องเสียแน่เลย ผมปั่นทุกวันความดันไม่น่าจะสูงขนาดนี้ ผมไม่เชื่อหมอนะ ผมจะไปร่วมทริป

 

จากที่ได้ร่วมปั่นก็สัมผัสได้ว่าเป็นคุณพ่อที่ใจดีมาก เป็นสุภาพบุรุษ มีน้ำใจ ช่วยเหลือ และแบ่งปัน พี่บังเลาะเล่าว่าอีก 1 ปีก็เกษียณราชการตำรวจแล้ว เตรียมตั้งโรงงานผลิตน้ำแร่ บังเอิญเจอจากการขุดที่ในพื้นที่บ้าน ลองกรอกใส่ขวดก็พบว่าตั้งไว้หลายวันน้ำยังใส และส่งไปตรวจสอบก็พบว่าใช่ 

 

ปั่นอยู่ท้ายตลอด ก็ได้บังเลาะนี่ละอยู่ท้ายเป็นเพื่อน คอยเล่าเรื่องให้ฟังตลอดทาง เฮฮา คนนี้ละที่สอนให้เราทักทายเป็นภาษาท้องถิ่น ฟังกันอยู่นานออกเสียงได้มา อัสลามมาลัยกลม ไม่ใช่ต้อง กุม เอาใหม่ อัลสลามาลัยกุม ไหนลองพูดช้าๆสิบังเลาะบอกเด็กๆฟังไม่ทันเลยไม่ตอบรับเรา พอลองช้าๆ อีกทีเด็กผู้ชายไม่ตอบรับ พี่ก็บอกเด็กชายตอบได้ช้า ลองทักเด็กผู้หญิงสิ แล้วก็มีเสียงตอบรับ มาลัยกุมอัสลาม 

 

พอถึงที่จอดพัก หลายคนก็ถ่ายรูปกัน เราก็ยืนเฉยๆ ก็มีบังเลาะนี่แหละเรียกมาถ่ายรูป พี่บอกว่านานๆเราถึงจะมาที ไม่รู้จะได้มาอีกไหม เลยถ่ายภาพให้เยอะมาก เมื่อถึงเวลาอาหารเราก็ไม่อยากแย่งใคร รอคนสุดท้ายก็ได้กินเหมือนกัน แต่บางทีที่นั่งก็เต็ม ก็ได้พี่นี่ละที่ลุกให้นั่ง เอาน้ำมาบริการ มีวันหนึ่งที่หนาวมากเพราะไปเล่นล่องแก่งกลับมา ที่พักผู้หญิงก็อยู่ไกลต้องนั่งรถไปต่อ ออกมาจากห้องสุขาก็ไม่เจอใคร นั่งหนาวอยู่นาน เข้าไปขอหลบลมให้ห้องกลาง พี่ก็บอกว่ามาอาบที่นี่ก่อนเลยห้องว่างแล้ว มีอุปกรณ์อาบน้ำใช่ไหม นอนที่นี่ก็ได้นะ ถ้าไม่เจอใคร พี่ยกที่นอนให้ 

 

ถ้ามายะลาอีกมาพักบ้านพี่ที่ยะหาได้นะ มีบ้านพักสำหรับนักปั่น ที่นอนพร้อมห้องน้ำในตัว จักรยานมีหลายคันอยากปั่นคันไหนเลือกเลย อาหารมีพร้อมต้อนรับ เอาตัวกับเป้มาก็พอแล้ว

 

ยะหามีเส้นทางปั่นเยอะอยู่ มีป่าลาบูเป็นทางเนินชันจะมาพิชิตเมื่อไรเชิญได้ พี่ปั่นจักรยานทุกวันอยู่แล้ว วันที่ทริปปั่นเขายะลาพี่ก็ขอให้ปรับเส้นทางผ่านหน้าบ้าน เพราะอยากเลี้ยงตอนรับเพื่อนนักปั่นที่มาเยือนยะหา สั่งไอติมถังโตพร้อมเครื่อง ผ้าเย็น น้ำเย็น เปิดบ้านให้เข้าห้องน้ำ พักสักครู่ค่อยปั่นต่อ คนที่บ้านตื่นเต้นกันนอนไม่หลับ ดีใจที่ได้ต้อนรับคณะนักปั่นรวมใจไทย

 

ทริปนี้ก็เลยโชคดีได้รู้จักพี่บังเลาะและลูกชาย หฤษฎ์ ก็น่ารักคอยดูแล กันรถตามแยก มองตอนปั่นมาดดูเท่มาก ใช้เกียร์หนักตลอด ที่แท้แล้วเป็นนักแข่ง ได้รางวัลมาหลายสนาม บางสนามพี่ก็ลงแข่งเป็นเพื่อนลูกด้วย

 

หลังจบทริปที่เบตงมีการเลี้ยงฉลอง ต่อจากงานฉลองพี่ก็พาไปต่ออีกหลายร้าน พาไปชิมของอร่อย พาไปเต้น ไปร้องเพลง พี่บอกว่าเคยอยู่รับราชการที่นี่ถึงยี่สิบปี คืนนั้นคืนสุดท้ายแวะเปลี่ยนไปลองกันถึง 7 ร้าน สนุกเพลิน กินเพลินพุง 

 

ขอบคุณพี่บังเลาะที่ดูแลตลอดทริปค่ะ

 

 

มิตรภาพคุณมะลิ

2 เม.ย.

ระหว่างนั่งรถไฟกลับกรุงเทพ ได้เปิด line กลุ่มปั่นรวมใจไทย หลายคนจะคงส่งรูปและข้อความ นำพาความรู้สึกย้อนกลับไปคิดถึงเส้นทางที่ปั่นยังไม่ผ่าน หมายถึงมีอีกหลายเขาหลายแยกที่ยังไม่ได้เลี้ยวเข้าและขึ้นไปด้วยจักรยาน คิดถึงมิตรภาพที่พี่ในกลุ่มมอบให้ มาครั้งหน้ามานอนบ้านพี่ที่ยะหาได้นะ มาแต่ตัวก็พอ ที่นี่มีจักรยานหลายคันมายืมได้เลย ไม่ต้องขนมาเอง อาหารพร้อม 

 

และครั้งนี้ก็ได้อยู่ต่ออีกหลายวัน ยังติดใจบรรยากาศ ธรรมชาติ ต้นไม้เขียวครึ้ม และอยากไปสตูล ในทริปนี้เรามีต่างชาติมารวมด้วย 1 คน พวกเราตั้งชื่อให้เป็นภาษาไทยว่า คุณมะลิ เป็นคน Australia เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ Malaysia และ ม.หาดใหญ่ เขียนหนังสือไว้เป็นร้อยเล่ม ปัจจุบันเบื่อสอนแล้วใช้เวลาที่เหลือ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ถ้าใครได้ร่วมปั่น Audax น่าจะคุ้นหน้า เพราะเข้าเป็นที่หนึ่งเกือบทุกสนามที่ลง เจ้าตัวบอกว่าปั่นเร็วๆไม่ถนัด แต่ปั่นแบบต่อเนื่องได้ เคล็ดลับที่เข้าคันแรกคือปั่นต่อเนื่องไม่จอดพัก พกเจลไว้กินเติมพลัง  

จากที่ไปพักอยู่ที่บ้านด้วยสามวันทำให้เห็นว่า ถึงเราจะชอบปั่นแต่บางครั้งเราก็อยากพัก แดดออกก็ไม่อยากปั่น แต่คนนี้ไม่ใช่ ปั่นคือปั่นตื่นตั้งแต่ตีห้ามาปั่น แดดออกก็ปั่น ไปไหนก็ต้องหาที่ปั่น มีตารางซ้อมปั่นให้ตัวเองทุกวัน 80-100 กม. แบบนั่นเลย ยิ่งถ้ามีเพื่อนปั่นด้วยแล้ว ยากที่จะหยุดหมุนบันได เป้าหมายของเขามีแค่เข้าคนแรกในทุกรายการที่ลงสมัคร นี่ขนาดอีก 2 ปี อายุจะ 60 นะ แต่อย่าถามอายุไปละ เขาจะโกรธเอา เพราะความรู้สึกกลับเป็นหนุ่มอีกครั้งนี่ละทำให้เขารักการปั่นสุดๆ พอๆดับวิ่ง 

การมาร่วมทริปปั่นครั้งนี้ก็เกิดจากความชอบบรรยากาศภาคใต้ของไทย ถึงขนาดปั่นเล่นเป็นประจำ จากหาดใหญ่-ปัตตานี-ยะลา ทำให้ได้รับการชักชวนมาร่วมทริป เพราะนราธิวาสเขาอยากมาปั่นแต่ยังไม่เคยมา ก็เลยตกลงแบบผิดคาดเพราะคิดว่าเป็นกิจกรรมของจักรยานยี่ห้อหนึ่ง หารู้ไม่เป็นการชวนปั่นของทหาร 

3 วันแห่งความอึดอัด เพราะกลัวว่าสื่อสารกับใครไม่ได้ ทหารต้องโหดเหี้ยม เข้มในกฏ ดุมากแน่ๆ ที่แย่กว่านั้นปั่นเร็วก็ไม่ได้ จากวันนั้นมาเปลี่ยนความคิด และเปิดใจ เรียนรู้ ก็พบว่ามีนักปั่นที่มาร่วมหลายคนในพื้นที่พูดภาษายาวีได้ ทำให้เขาสามารถเข้าใจ คุยสนุก คุยเล่น มีเพื่อนคุยตลอดเส้นทางปั่น ความรู้สึกดีๆกลับมาอีกครั้งและเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะกินนอนด้วยกัน ความจริงแล้ว 24 ชม. 12 วัน ตลอดทริป รักกันไปเลย ยิ่งได้พูดคุยยิ่งสนิทยิ่งเข้าใจ สุดๆประทับใจไม่เคยเห็นไม่เคยสัมผัส ทหารไทยสอนให้เขามอบความรัก เพราะทหารมอบความรักให้เขาอย่างเกินคาด เพื่อนๆในทริปคอยดูแลไถ่ถาม ชวนถ่ายรูป ชวนกินข้าว อบอุ่นเกินบรรยาย หลายตัวอย่างที่ทหารทำให้เห็น



ตลอดหลายวัน ทำให้เขาคิดได้และทำตาม ถ่ายรูปกับทุกคนที่อยากถ่ายกับเขา ทักทาย สวัสดี โบกมือ แจกของให้เด็กๆ 

 

หลังจบทริปเราได้อยู่ต่อกับพี่ปุ๋ม เขาเปิดบ้าน ให้ยืมจักรยาน พากิน พาเที่ยว พาปั่น ตลอดทุกวัน และยังชวนให้มาร่วมลงสมัครปั่น Audax อีกหลายรอบ ชวนมาหาดใหญ่ ระยอง มาเลเซีย เขามีบ้านอยู่ทั้ง 3 ที่ อยากมาเมื่อไรให้ส่งข้อความไปบอก เขาพร้อมต้อนรับพาปั่น เหมือนอย่าง 3 วันที่อยู่หาดใหญ่ในทริปนี้ เขาพาไปสตูลอย่างที่อยากไป ได้ปั่น ได้งาน ได้เพื่อน พาไปรู้จักอธิการ ม.หาดใหญ่ ให้เราชวนทางนี้ทำเรื่องจักรยาน

 

Thank you very much Mr. Murray Hunter 

 

ทหารชวนปั่น

31 มี.ค.

“ไปด้วยค่ะ” ยังไม่รู้เลยว่าไปไหนบ้างแค่ได้ยิน ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ตาก็เป็นประกาย ใจก็เตรียมเดินทางทุกเมื่อ จาก ก.พ. เป็น มี.ค. คำยืนยันของเราก็คงเดิม “ไปค่ะ” โอกาสดีที่รอมานาน 3++ ปีแล้วที่อยากไป

จักรยานไม่ได้ต้องขน จัดกระเป๋าพร้อมเดินทางเตรียมตัวกับใจให้พร้อม พอรู้ว่าจะได้ไปตั้งแต่ ก.พ. ก็ออกปั่นทุกวัน มุดไปมุดมาใน กทม. 30++ กม./วัน แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง 6 มีนาคม เจอกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเที่ยงพร้อมเดินทาง

ไม่รู้จักฉัน ฉันก็ไม่รู้จักเธอ แค่ไปพบเจอตามที่นัดให้ตรงเวลา สวัสดีทักทายพี่ๆ เพราะเห็นรูปจาก line มิตรภาพแรกที่พบจากพี่ๆภาคอีสาน ระหว่างรอรถออกก็คุยไปเรื่อยตามภาษาจักรยาน ไปปั่นที่ไหนมา ปั่นมากี่ปี ทำไมถึงปั่น หนึ่งคืนบนรถไฟตู้นอนจากหัวลำโพง – ยะลา ก็ได้เพื่อนใหม่ต่างวัยต่างพื้นที่มาหลายคน

อบรม 2 วัน กินอยู่อย่างทหารในค่ายทหาร รู้สึกทุกอย่างเร่งรีบมาก แต่เวลาพักก็มาก ต้องปรับตัวกันมากพอสมควร กินอาหารรสเผ็ดในเวลา 30 นาที ตื่นตีสี่อาบน้ำ โชคดีที่หลับสนิทไม่ได้ยินเสียงใครกรน และวันแรกก็ครองตำแหน่ง กินช้าสุด อาบน้ำช้าสุด และตื่นสายสุด

3 วัน 2 คืน ในการละลายพฤติกรรมและทำความรู้จัก ในเกมที่เตรียมไว้ให้เขาถามชื่อเพื่อนและต้องจำให้ได้ ทำให้หลายคนต่างที่มารู้จักกันไร้พรมแดน มีคู่บัดดี้ที่ต้องดูแลห่วงใยกัน รู้สึกย้อนวัยกลับไปอยู่ค่ายลูกเสือ แต่วันนี้โตแล้วอยู่ค่ายทหาร ฝึกปรับตัวอยู่ร่วมกัน ต่างศาสนา ต่างวัย ต่างวัฒนธรรม กว่าจะได้เริ่มปั่นก็ต้องวัดความดัน ให้รู้จักความสามารถของหัวใจเราเอง ไม่ไหวอย่าฝืน

จักรยานที่เตรียมไว้ไม่สามารถจัดให้ตรงขนาดแต่เราต้องปรับตัวเองให้พอดีกับจักรยาน ตลอดมาหลายปีปั่นแต่จักรยานพับ หมอบนี่เก็บขึ้นชั้นมานานมาก แต่คันที่เตรียมไว้เป็นทัวร์ริ่ง ปั่นได้อยู่ แต่ไม่คุ้นชิน ยิ่งระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตรเมตรแล้ว ต้องใช้ใจล้วนๆในการเดินทาง ไหนจะเนิน ไหนจะแดด และภูเขา


ได้คันไหนก็คันนั้นปรับจักรยานให้เข้ากับเรามากที่สุด ทดสอบปั่นแล้วปรับแล้วก็ปรับ ปั่นไปก็ยังปรับ เพราะว่ามีสัญญานเตือนจากเข่า บางคนเจ็บเข่าหน้า ส่วนเราเจ็บด้านในเข่า ระยะทางที่ใช้ทดสอบ 45 กม. จากค่ายสิรินธร – กรมทหารราบที่ 15 ผ่านเขื่อนปัตตานี และวัดช้างไห้

ยังปั่นคู่กับบัดดี้ไปตลอดทาง ยังไม่สนิทกันมากเท่าไร แค่ทุกครั้งที่ออกจากจุดแวะพักเราต้องดูว่าเพื่อนข้างๆเรามาด้วยไหม หลายคนไม่เคยปั่นจักรยานทางไกลแบบนี้ วันแรกก็มีระบบโอดโอยทายา พรุ่งนี้ซ้ำอีกน่าจะชินชาขึ้น ส่วนหลายคนที่เป็นขาแรงก็อัดกันสนุกสนาน

กินอิ่ม นอนหลับ ตื่นเช้า เพื่อนใหม่ เส้นทางใหม่ จักรยานคันใหม่ และประสบการณ์ใหม่ กำลังเริ่มต้นขึ้นในอีก 10 วันข้างหน้า