Tag Archives: จักรยานพับ

รสชาติของความหลง

8 เม.ย.

หลายคนอาจชอบเส้นทางนั้นแล้วไปซ้ำๆ ส่วนเรานั้นชอบไม่ซ้ำ หาที่ใหม่ไปเรื่อยๆ หากต้องเริ่มจุด A ไปจุด B แบบครั้งนี้ไปหาหมอแล้วกลับบ้าน ขาไปที่ต้องรักษาเวลาก็ใช้ทางที่เร็วสุด ส่วนขากลับลืมไปได้เลยว่าจะซ้ำทางเดิม

ก่อนเริ่มปั่นเราชอบตั้งโจทย์ให้ตัวเองก่อน เช่น ขอชุมชนล้วนๆนะ ขอเกาะทางรถไฟ ขอเลาะริมคลอง หรือ ปักแลนด์มาร์คต้องผ่านให้ครบ หรือ ตามหาต้นไม้ใหญ่ พอมีโจทย์แบบนี้ละ ทำให้มีรสชาติ ต้องพยายามหาทางเชื่อมต่อให้ได้ 

ต่อให้ดูเหมือนมีสัญญานเตือนว่าทางนี้ไปต่อไม่ได้ก็ตาม ขอเห็นด้วยตาว่าสุดทางไปต่อไม่ได้นี่หน้าตาเป็นอย่างไร เห็นแล้วก็สบายใจ จะย้อนทางเข้าอีกครั้งก็ไม่รู้สึกว่าไกลขึ้น เช่นกันกับการหลงทาง ทำให้รู้จักอีกเส้นทาง

หลายครั้งรู้สึกเกรงใจเวลาว่าไปกับเพื่อนๆ เขาพาออกถนนแอบรู้สึก ทำไมไม่เลี้ยวเข้าซอยนี้ละ ได้แต่เก็บไว้ในใจ เรียนรู้ทางใหม่ที่เพื่อนพาไป บางครั้งก็ออกนอกเส้นทางกลุ่มซะงั้น เจอกันปลายทางนะ ถ้ากติกาไม่เข้ม รู้แหละว่าไม่ควรทำ แต่พอปั่นบนถนนรถเยอะแล้วมันไม่ใช่เลย 


หลังๆมาใน กทม. เราเลยลุยเดี่ยว สำรวจทางเอง ทางไม่รู้จัก ไม่เคยไปมันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ตื่นเต้นยิ่งนัก มีความสดให้ค้นหา ทำความรู้จัก และชอบไปวันธรรมดานี่สิ วันที่ทุกคนไปทำงาน มันเงียบดีนะ คนใช้ทางก็น้อย บางที่ไม่มีเพื่อนร่วมทางเลย ส่วนวันหยุดเพื่อนๆตื่นเช้าไปปั่นกัน ส่วนเราก็นอนตื่น สายพักร่าง ก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน ทำไมชอบย้อนแย้งกับคนส่วนใหญ่ 

เห็นแดดก็ไม่อยากออกจากบ้าน แต่พอได้ออกเท่านั้นละ ปั่นลืมว่ามีแสงแดดไปเลย เมื่อสายตาอยู่ในแว่นกันแดด ร่างถูกคลุมด้วยผ้ามิดชิด มีเพียงปลายนิ้ว 5 นิ้วที่รับแสงโดยตรง นอกจากสถานที่ไม่คุ้นทำให้ปั่นไม่เลิกลาแล้ว ความลื่นของจักรยานก็มีส่วน วันไหนล้างโซ่ หยอดน้ำมัน ตั้งเกียร์เป๊ะๆ กดบันไดแล้วมันรู้สึกพุ่งไหล ความรู้สึกนี้ก็ชวนให้ไม่อยากจอดเช่นกัน 


ขอบคุณ inerbike studio เมื่อไรสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แปลกไปก็พาเข้าไป เซตกลับให้เหมือนเดิมทุกครั้ง ที่มากกว่านั้นพอปั่นแล้วรู้สึก เหมือนจักรยานคันใหม่เลย พุ่งกว่าเคย เกียร์เป๊ะกว่าก่อนเข้า service 


แผนที่คืออีกหนึ่งสิ่ง เปิดดูแล้วมีเรื่องสนุกทุกครั้ง ทางนี้ฉันยังไม่เคยไปนิ ต้องหาโอกาสซะแล้ว และครั้งนี้เอง เปิดเจอแผนที่เดินเรือคลองพระโขนง ฟังไม่ผิดนะ แผนที่เดินเรือ ^^ จะลองนั่งเรือสำรวจทางดูว่า สองฝั่งคลองมีแผ่นปูนสามารถปั่นได้ตลอดทางไหม 


คลองพระโขงอยู่ตรงไหนนะ น่าจะใกล้ BTS พระโขนง แล้วไปสุดที่ไหนนะ ตลาดศรีเอี่ยมคือตรงไหน เคยเห็นชื่อนี้บนรถสองแถว แต่ยังไม่เคยไป ตัวช่วยที่ใช้ประจำคือ google map คนเดิน + คนท้องที่ แล้วออกปั่น จุดหมายตั้งไว้เป็นแค่ให้ถึงแบบช่วยให้รู้ทิศตอนตั้งคำถาม แต่รสชาติที่สัมผัสได้อยู่ระหว่างทางนี่แหละ รสหลงนี่อร่อยมากนะ 


ทฤษฏีที่ชอบใช้ คือ ไปไหนก็ได้ที่นี่กรุงเทพบ้านเรา ที่นี่เมืองไทยของเรา และที่นี่โลกของเรา มิตรภาพมีอยู่ทุกที่ โลกมันกลม เดี๋ยวมันก็วนมาทางเดิม ในความเป็นจริงก็แบบที่เราเชื่อนี่ละ เจอมิตรภาพน่ารักทุกรุ่นทุกวัยทุกอาชีพทุกครั้ง แค่เอ่ยออกไป น้องครับ พี่คะ ลุงคะ ป้าขา 


เส้นทางนี้ก็เช่นกัน มีสะพานให้ข้ามก็ไม่ข้าม เมื่อเห็นว่าใต้สะพานผ่านตรงไปได้ แปลกดี ในความคิดมีสะพานก็ต้องมีคลองสิ แต่ทำไมเราเห็นเป็นทาง จึงตัดสินใจปั่นตรงไป แล้วก็เจอเจ้าหน้าที่เก็บขยะทางน้ำ : พี่คะ ทางปูนนี้ยาวไหมคะ ? ยาวเลย ไปได้ไกลนะ คือคำตอบ ขอบคุณแล้วลุยเลย ทั้งๆที่คลองเดิมที่ตั้งใจคือคลองพระโขนง แต่ป้ายคลองที่นี่ คลองประเวชบุรีรมย์ 


จากที่เราปั่นชวนคิดถึงว่าไทยพุทธ-มุสลิม เราก็อยู่ด้วยทุกที่แบบนี้ทั่วไทยนิน่า ตอนเด็กๆที่โรงเรียนเราก็มีเพื่อนมุสลิมนะ เรียนแค่ 2 ปี แยกย้ายไม่เจอกันอีกเลย ตอนเรียนพาณิชย์ก็มี ตอนทำงานก็มี ไปใต้ที่ผ่านมายิ่งได้เพื่อนมุสลิมเพิ่มขึ้นเยอะ 


ยิ่งพอปั่นเส้นทางนี้แล้ว พาคิดถึงบรรยากาศที่เคยปั่นด้วยกัน เพราะขวามือเป็นมัสยิดตลอด ส่วนซ้ายมือก็เป็นวัด ที่น่ารักคือมีสะพานข้ามคลอง สองฝั่งเชื่อมถึงกัน น่ารักดี มองเห็นไม่แค่สะพาน แต่เป็นการเชื่อมมิตรภาพ ความรู้สึกเหมือนแค่ชอบคนละอย่าง แต่เราก็เป็น เพื่อนกัน ไปเที่ยวด้วยกันได้ ถึงเวลากินก็สั่งในแบบที่ชอบ อิ่มแล้วก็ไปต่อ 


เส้นทางฝั่งขวาที่ผ่านมัสยิดทางปูนเท่าที่ปั่นดูจะใหม่กว่าหรือเพิ่งปรับปรุง มีราวเหล็กกั้นตลอดทาง ต่างจากฝั่งซ้ายที่ดูสภาพผ่านการใช้งานมานานและบางช่วงก็ไม่มีราวกั้น ทางแคบกว่า ทางปูนจะผ่านชุมชน พอเป็นบ้านเดี่ยวหลังโตมีรั้วกั้น ทางปูนก็หายจากไป อาจเพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้คลองเป็นทางสัญจร เลยไม่อยากให้คนสัญจรต้องผ่านบ้านตัวเองด้วย และเด่นชัดมากขึ้นคือมีทางปูนริมคลอง แต่ไม่มีทางเข้า นอกจากเจ้าบ้านจะเปิดให้ผ่าน 


เส้นทางนี้เลยจบที่อ่อนนุช 25 ที่แรกคิดว่าจะถึง BTS พระโขนง 

 

Advertisements

ประจวบคีรีขันธ์ 

26 ก.ย.


ไม่ปั่นมาให้ถึงไม่รู้เลยว่าอ่าวประจวบฯ ยามค่ำนี้แสนโรแมนติก บรรยากาศมันใช่เลย แสงไฟ น้ำทะเล ท้องฟ้า และ สายลม สวยจริงๆ นั้งมองไปเห็นเมือง มีความคึกคักแบบชุมชน ไม่ใช่สถานบันเทิง 

พวกเราปั่นมาถึงที่นี่เกือบหกโมงเย็น ณ ตอนนั้นดูจากไมล์ก็เกือบ 80 กม. แล้ว จอดนั่งพัก กินเงาะที่แวะซื้อจากตลาด ชมทะเล รู้สึก ว้าว ขึ้นมา มีใครมาถ่ายหนังแถวนี้ไหมนะ



สำหรับคนชอบปั่นจักรยานอย่างเรามาแล้วชอบมาก ที่นี่มีทางจักรยานเลียบชิดอ่าว ทางสีฟ้าระยะทางไม่ยาวมาก 1 กม. แต่สามารถปั่นชิดติดทะเลได้อีก ในเมืองก็ปั่นได้ไม่ยากเลย มาตรงกับวัน ศ. ส. มีตลาดนัดถนนคนเดินริมอ่าวด้วยนะ ของขายเพียบเลย ของกินก็ไม่แพง ราคาเป็นมิตร ถ้าเทียบกับกรุงเทพต้องเรียกว่าถูก ข้าวโพดฝักละ 10.- แบบนี้ใน กทม. หาไม่มีแล้ว


ที่นี่ยังมีทางปั่นเรียบกริบแบบเห็นแล้วไม่ต้องอิจฉาคนกรุงขนจักรยานไปปั่นสุวรรณภูมิเลย เพราะกองบิน 5 ที่นี่วิวกินขาด มีอ่าวมะนาว เขาล้อมหมวก พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สนามยิงธนู น้ำทะเล เล่นกันเพลิน คิดว่ามาสวนสนุก ราคาก็มิตรภาพสุดๆ นอนทั้งวันบนเตียงผ้าใบ หรือจะเช่าจักรยานปั่นแบบไม่ต้องกลัวรถสักคัน ทั้งหมดอยู่การดูแลของทหาร 


ประตูอีกฝั่งของกองบิน 5 ออกมาเป็นคลองวาฬ ใกล้กันแค่ทะลุผ่าน น่าเสียดายมีเวลาอยู่ในเมืองแค่น้อยนิด เส้นทางปั่นยังมีอีกเยอะมาก ปั่นไปชายแดนข้ามไปฝั่งพม่าก็ได้ อ.เจริญ บอกว่าผมมีเพื่อนนะ ถ้าจะมาให้บอกเราจ้างพม่านำทางได้ 4-5 คนก็ไปได้แล้ว แต่ถ้า 10 คนนะ จะขอเปิดเดินขึ้นไปจุดชมวิวเขาล้อมหมวกก็ได้ ที่มากกว่านั้น มาพักบ้านผมได้นะ อ.บอกว่าเปิดบ้านให้เพื่อนนักปั่นพักฟรี


มาประจวบฯ เดินทางสะดวกทั้งไปกลับ เพราะมีรถไฟจากสถานีธนบุรีมาถึงประจวบฯ ใช้เวลา 6 ชม. 

เส้นทางปั่น 3 อ่าว สวยจริงๆ แล้วคุณจะหลงรักเมืองนี้แบบเรา “ประจวบคีรีขันธ์”


ขอบคุณ อ.เจริญ นะคะ ที่พามารู้จักสถานที่สวยๆแบบนี้ 

Route 12 เป็นไง

13 มี.ค.
  • “ไปเพชรบูรณ์ไหมแนน ?” เมื่อพี่น้ำเอ่ยปากชวน

“ไปค่ะ” ยังไม่เคยไป อยากเห็นที่เขาลำลือกัน เขาค้อ ทะเลหมอก


รถตู้ออกจากสวนลุม 2 ทุ่มกว่า มาถึงที่พักตี 1 กว่า หนาวจัง นี่เดือนมีนาคมนะ กว่าจะอาบน้ำนอนก็เกือบตี 2 นัดล้อหมุน ปล่อยตัว จุด start 8 โมง ระยะทางห่างจากที่พัก 2 กม. ปั่นไปตามทางที่ชื่อ route 12


เท่าที่เห็นระหว่างทางมองผ่านกระจกรถตู้ ทางสวยมาก ขึ้นแล้วลง เนินสูงต้ำสลับตลอดทาง แผนการก่อกำเนิดทันทีที่รู้ตัวว่านอนไม่อิ่ม 40 กม. ปั่นขึ้นเนินแบบนี้ ไม่รอดแน่ๆ


ความลับของแผนออกนอกเส้นทางถูกปิดไว้ นาฬิกาปลุกตอน 7 โมงเช้า แทบไม่อยากลุกจากที่นอน 7.30 ตื่นมาแปรงฟัน แล้วกลับไปนอนหลับตา อีกสิบนาทีลุกขึ้นมาเปลี่ยนชุด ให้ข้ออ้างตัวเองว่าก่อนนอนก็อาบแล้ว ออกไปปั่นก็เหงื่อออก กลับมาค่อยอาบ


เกือบ 8 โมง เข็นจักรยานออกไปหน้าห้องพัก โชคดีที่เป็นเนินพอดี ได้เวลาสนุกแล้วสิ ไหลลงส่งขึ้นอีกเนินถึงริมถนนใหญ่พอดี ปั่นย้อนทางขึ้นไปจุดเริ่มต้น ผ่านร้านข้าว ผ่านเจ้าหน้าที่คุมเส้นทางบนเนิน ทักทายคุยกัน พี่บอกอีก 2 กม. แต่ตอนนี้ 8 โมงกว่า เขาปล่อยตัวกันมาแล้ว ปั่นต่อไปเห็นเนินข้างหน้าก็เปลี่ยนใจ บังคับแฮนด์จักรยานหักเลี้ยวกลับมาจอดพักที่ร้านข้าว กะว่ากินอิ่มก่อนแล้วค่อยปั่นไปจุดเริ่มต้น


แม่ครัวไปจ่ายตลาดอีก 10 นาที ถึงกลับมา จะเปลี่ยนร้านก็ลังเล รอแล้วกัน เอาเป็นว่ารอดักถ่ายรูปตรงนี้ ไม่ต้องไปที่จุดเริ่มต้น แล้วค่อยปั่นตามไป ตรงไหนน่าสนใจหรือมุมสวยพร้อมจอดทันที ระหว่างรออาหารก็ได้ถามพี่เจ้าที่ถิ่นว่าแถวนี้มีที่เที่ยวอะไรบ้าง เสียงตอบสถานที่เที่ยวร่ายยาว แต่ที่ดูน่าจะไปถึงและกลับมาทัน 11 โมง คืนห้อง และพี่ย้ำว่าเป็นวัดที่สวยที่สุด ระยะทางจากที่เราอยู่ไปแค่ 5 กม. เอง


อิ่มแล้วมุ่งหน้าย้อนเส้นทางการแข่งขัน ข้ามถนนไปอีกฝั่ง ปั่นตามทางรถดีกว่า ไม่ควรผ่านจุด start เดี๋ยวจะโดนทักว่ามาผิดทาง เนินแล้วเนินอีก ความเร็วที่ใช้วัดได้เป็นหอยทากคลาน ผ่านร้านกาแฟและที่พักเยอะมากๆ ตลอดทางพาคิดว่าช่วงต้นปีอากาศเย็น นักท่องเที่ยวคงล้น


ตามป้ายไปใกล้ถึงแล้ว


“วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เห็นทางเข้าก็สนุกแล้วสิ ลงเนินอย่างชัน ส่งไปอีกเนิน ทางในซอยขรุขระ จะปล่อยไหลอย่างเดียวก็ต้องจับแฮนด์ทรงตัวให้ดี ล้มครั้งที่แล้วสอนไว้จนขึ้นใจว่ามาต่างถิ่นทางไม่คุ้นอย่าซ่า เบรคปล่อยๆชลอความเร็ว กดบันไดเลื้อเป็นงูส่งตัวเองขึ้นเนิน เพราะจุดแรกที่ถึงประตูทางวัดเข้มงวดมาก เดินได้ต้องชุดสุภาพเท่านั้น ห้ามเสียงดัง จักรยานจอดข้างนอก




เปลี่ยนใจไปต่อดีกว่า อีกไม่ไกลหลังจากถามพี่เจ้าถิ่นว่าอยากจะพาจักรยานขึ้นไปถ่ายรูปด้วย มองไปดูสวยดี ที่เห็นองค์พระและพระธาตุทอดตัวบนยอดเขา และเสียดายธรรมชาติตามไปด้วย พื้นดินที่มีต้นไม้ถูกไถหน้าดินเรียบรองรับเป็นที่จอดรถขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวเยอะมาก ร้านขายของก็เยอะมาก ยิ่งใกล้วัดขยะริมทางก็เยอะมาก กล่องโฟมทั้งนั้น ครั้งหน้าไปสถานที่ท่องเที่ยวน่าพกถุงขยะไปด้วย


  
ขากลับรวดเร็วมากเพราะลงเขา มาเจอทางแยกที่มีป้ายบอก ออกถนนใหญ่ได้ไม่ชัน เป็นทางเล็กผ่านหมู่บ้าน เห็นลุงป้า ตายาย นั่งนิ่งรับลมอยู่บนแคร่ในรั้วบ้านแทบทุกหลัง ได้แต่ทักทายสวัสดีค่ะเสียงดัง แล้วรอยยิ้มก็ส่งกลับมาก ป้ายประกาศขายที่มีให้เห็นเป็นระยะ คนในอยากออกคนนอกอยากอยากเข้าหรือเปล่าเมื่อคลื่นนักท่องเที่ยวเข้ามา
  
ปั่นกลับที่พักผ่านจุด Finish นักปั่นขาแรงใช้เวลาชั่วโมงนิดๆเข้าเส้นชัยกันแล้ว เจอพี่น้ำก่อนกลับถามว่าได้ปั่นไหม เพราะเมื่อเช้าที่จัดงานไม่เจอกันเลย ตอบเสียงดังไปว่า ได้ปั่นค่ะ ปั่นย้อนทางที่พี่จัดงานแข่ง ว่าแต่ route 12 เป็นไง ไว้กลับไปเราคุยกัน พี่น้ำทิ้งท้าย


ระยะทางไม่ไกลจริงๆด้วย ไปกลับเพิ่งจะ 13 กม.


ขอบคุณพี่น้ำที่ชวนไป เพชรบูรณ์ ค่ะ

ขอบคุณที่เขียนถึง

14 ม.ค.

มันง่ายมากเวลาที่เราทำเพจหรือสื่อที่จะโปรโมทเรื่องราวของคนอื่น หรือสิ่งที่คนอื่นทำ มีสื่ออยู่ในมือที่ปลุกปั้นทำขึ้นมาหลายปีทุ่มเทเวลาเก็บข้อมูลแทบทุกโพสต้องเห็นกับตาหรือแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้ แต่นั่นละมันทำใจยากมากเวลาจะลงเรื่องของตัวเอง โปรโมทให้ตัวเอง กว่าจะลงได้ต้องทำใจ และมั่นใจว่าสิ่งที่ลงไปส่วนรวมได้อะไรจากที่เราทำไหม 

ขอบคุณทุกสื่อที่ลงเรื่องของแนนให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และวันนี้ก็มีอีก ขอบใจ “แขก”มากนะคะ ที่คิดถึง ไว้ไปปั่นท่องโลกกว้างกันอีกนะ

ไปอ่านเรื่องของแนนได้ใน postoday นะ

  

เร็วจังเรามาเที่ยวครบห้าวันแล้ว 09

4 ม.ค.

09-01

เช้านี้เราตื่นมาตามเวลาที่ตั้งไว้ เพราะมีโปรแกรมที่ต้องทำ คือใส่บาตร ไหว้ศาลกรมหลวง แต่ปั่นไปบ้านกู๋ก่อนสิบโมง อาบน้ำเรียบร้อยจัดกระเป๋าเรียบร้อยปั่นไปตลาดหากับข้าวใส่บาตร วันนี้เหมือนทุกคนตั้งใจมาใส่บาตรร่วมกัน แถวยาวมาก แต่แจนไม่อยากใส่อาหารแห้ง เราก็เลยต้องปั่นหาร้านขายข้าวแกง แจนรู้ตำแหน่งพิกัดร้านดีอยู่แล้ว เราได้ชุดใส่บาตรมาคนละสามถุง ไปต่อแถวกับชาวชุมพร ตำรวจก็บอกห้ามผ่านตรงนี้มีจัดงาน เราเลยบอกไปว่าเราก็มาร่วมงานนี้แหละแต่แค่ปั่นจักรยานมาเอง

09-02

 

09-04

ตั้งแต่เมื่อคืนที่ปั่นผ่านก็เห็นโต๊ะนักเรียกมาตั้งเป็นระยะ  ส่วนเราสองคนไม่ต้องแย่งโต๊ะเลยเพราะจักรยานเราพับได้สะดวกมาก ระหว่างยืนรอได้เวลาคนก็มาเพิ่มขึ้นๆ จากยืนกันโล่งๆ อย่าเด่น ก็แน่นขึ้นมาในเวลาไม่นาน เล็งไว้แล้วว่าพระจะมาทางไหน ณ เวลานั้นตกกระใจพระมาพร้อมกันทั้งสองทาง เหมือนโดนพระรุมเลยนะ เลือกใส่ไม่ถูกเลยว่าจะใส่ให้องค์ไหนดี แจนก็ตกใจเหมือนกันลืมถอดรองเท้าต้องใส่บาตร หาใช่แจนลืมคนเดียวที่ไหนแนนก็ลืมเหมือนกัน ตกใจ ตั้งตัวไม่ทัน ในเวลาแป๊บเดียวจริงๆ คนที่แน่นก็หายวับในพริบตา โต๊ะกลับมาว่างเปล่าเหมือนไม่มีใครมา อะไรจะสลายหายตัวไปได้เร็วเกินคาดขนาดนั้น

09-05

09-06

หลายร้านที่แจนเล็งไว้มาจะมากินเป็นอาหารเช้าก็ปิด บางร้านก็แก่มากจนทำไม่ไหว เราเลยต้องกลับไปกินไข่ดาว ขนมปังปิ้ง ไส้กรอก โอวันติน ที่โรงแรมที่เราพักกัน หลังจากกินกันอิ่มแล้วเราก็ปั่นไปไหว้ศาลกรมหลวง แล้วปั่นไปหากู๋ จัดของขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ

09-07 09-08 09-09 09-10

กู๋ขับรถได้เร็วมากแต่ไม่น่ากลัวเลยนะ เหมือนมืออาชีพบนสนามแข่ง เราแวะกินก๋วยเตี๋ยวกัน และก็แวะเที่ยวโบสถ์ไม้ตาลที่ทับสะแกก่อนจะยิงกลับ เท่าที่ดูโบสถ์แล้วเงาเหมือนลูกมะพร้าวเลยนะ วัดนี้ยังไม่มีกำแพงด้วย ทำบุญก่อกำแพงวัด ขอบคุณกู๋มากนะคะที่มาส่งถึงบรมราชินี จากนั้นแจนบอกว่าต้องรีบกลับเพราะต้องเตรียมตัวทำงานต่อให้เช้าวันรุ่งขึ้น เราเลยโบกแท็กซี่กลับแทนปั่น

สนุกมากเลยทริปนี้ ติดตามทริปหน้าว่าแจนจะว่างเมื่อไรจะได้ออกไปท่องโลกกว้างด้วยจักรยานกันอีก ขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามนะคะ

กลับมาชุมพรเป็นครั้งที่สอง 08

4 ม.ค.

ทางที่คุ้นเคย เพราะเคยมาชุมพรแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นตื่นเต้นมากเพราะมาเป็นครั้งแรก การมาอีกครั้งแบบไม่คาดหมายก็ยังจำทางในเมืองไม่ค่อยได้ ได้แต่ปั่นตามแจนอย่างเดียว แจนพาไปบ้านอากู๋ที่อยู่ใก้ลๆทางรถไฟ แจนบอกว่าเราจะกลับกรุงเทพฯ โดยติดรถกู๋กลับไป เพราะกู๋ก็ต้องไปส่งลูกๆ คืนนี้เราจะพักที่ชุมพรกัน กู๋จองห้องพักไว้ให้เราสองคนเรียบร้อยแล้ว

หลังจากสวัสทีทักทายกู๋แล้ว เราก็ขอแยกออกไปหาอะไรกินแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเจอกู๋ตามนัดเพื่อนขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ​ ดูแจนคิดถึงชุมพรมากๆ บอกว่าจะไปหาเพื่อนๆก่อน แจนพาปั่นไปทักทายและจอดคุยพักใหญ่ๆ กับเพื่อนหลายคนแต่ละคนดูเหมือนจะทำหน้าที่สืบสานกิจการที่พ่อแม่สร้างเอาไว้ ดูสบายและมีความสุขกว่าทำงานบริษัทเป็นไหนๆ แจนก็บอกว่าถ้าพ่อไม่เสียก็คงอยู่ชุมพรต่อ ป่านนี้คงนั่งจัดดอกไม้อยู่ เพราะแม่เป็นมือหนึ่งร้านแม่ดังมากนะ ใครมาชุมพรถามว่าจัดดอกไม้ที่ไหนดีทุกคนบอกให้ไปจัดที่ร้านที่พรหมดเลยนะ แจนเล่าให้ฟังอย่างภูมิใจ เราไปแวะร้านขายแยมโล ที่แจนชอบมากจะเล่าให้ฟังตลอดว่ากินตั้งแต่ชิ้นละสองบาทจนตอนนี้ห้าบาท หลายคนมาแล้วก็ต้องซื้อกลับเป็นของฝาก

เราปั่นไปหาอะไรกินกัน ระหว่างทางมีแต่ขนมน่ากินทั้งนั้น เราจอดแวะซื้อขนมเบื้องกัน แล้วเราก็คิดเมนูเตรียมไว้ว่าหลังจากไปเก็บของ แล้วเราจะเดินออกมาแวะร้านไหนนั่งกินบ้าง แนนเลยบอกแจนว่ามีแต่ขนมงั้นเราไม่ต้องกินข้าวเย็นนะ แจนบอกว่าอยากกินข้าวด้วย โอ้โห แบบนี้ไม่ไหวนะ งั้นเราไปหาข้าวต้มกุ้ยกินกันดีกว่า เดินไปก็ไม่ไกลนะ แจนก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับร้านข้าวต้มให้ฟัง และเมื่อเราเดินผ่านบ้านเก่าที่คุณย่าแจนเคยอยู่ก็เล่าถึงความหลัง ดูแจนอยากกลับมาอยู่ชุมพรมากกว่าอยู่นครปฐมตอนนี้อีก แจนบอกว่ามีคิดไว้เหมือนกันว่าอยากเปิดหาอะไรทำที่ชุมพรนะ แจนยังบอกอีกว่าคงได้มาชุมพรบ่อยๆแน่เลย

ระหว่างทางเดินมาร้านข้าวต้มก็ติดใจในรสชาติของขนมเบื้องทำเอาซื้อเพิ่มอีก มากกว่าซื้อตอนแรก แต่แล้วก็กินกันหมดก่อนถึงร้านข้าวต้มอีกนะ ขากลับแจนตั้งใจจะไปกินโรตีต่อ แต่หมดซะก่อน ทำเอาแปลกใจมากว่าคนชุมพรชอบกินโรตีหรืออย่างไร คนแน่นร้านแบบต้องต่อคิวกันทีเดียว ขนาดแค่สั่งน้ำยังต้องจดใส่กระดาษ บอกว่าจะซื้อกลับก็ยังบอกให้จดและไปนั่งรอที่โต๊ะเพราะต้องตามคิว

อิ่มแล้วเราเข้าห้องนอน ที่พักที่นี่เพิ่งเปิดใหม่ เหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่สนิทของแจนนะ ที่พักสะอาดและใหม่ดี ถ้าใครมาชุมพรก็มาพักที่นี่ได้นะ ห้องเล็กๆไม่กว้างมาก น่าอยู่ดีนะ

แล่นไปแล่นมาอยู่ในทุ่งวัวแล่น 07

4 ม.ค.

หลับสนิทตลอดคืน ไม่ฝันเลยนะ เพราะก่อนนอนสวดมนต์แล้วขอว่าให้หลับสนิทฝันดีก็ไม่ต้องนะ ตื่นมาในห้องสีชมพู นอนเล่นกับแจนจนเกือบสิบเอ็ดโมงกว่าจะลุกมาอาบน้ำแต่งตัวและเช็กเอ้าท์กัน วันนี้เหมือนเป็นวันพักผ่อนมีแผนแค่ปั่นเข้าชุมพรแค่นั้นเอง ซึ่งก็สิบกว่าโลแล้วจะรีบไปทำไมนะ หลายวันที่ผ่านมาระยะทางห้าสิบเจ็ดสิบโลเรายังออกบ่ายกันเลยไปถึงจุดหมายแต่ละวันที่ตั้งกันก็ทุ่มกว่าได้ แบบนี้ออกหกโมงเย็นก็เหลือๆนะ

หิวแล้ว แจนแจนบนหิวข้าว บอกให้เก็บของเร็วๆ จากนั้นก็ปั่นตรงไปจอดร้านข้าวริมหาดทันที แบบเลือกมากไม่ได้ด้วยสิโดนระเบิดลงแน่ๆ คนกำลังหิว กะว่าจะปั่นมาปั่นมาเลือกร้านสักหน่อย ได้ยินเสียงแจนบอกว่าหิวข้าวก็เลยต้องจอดทันที ร้านดูไม่น่ากินหรอก แต่ก็ไม่สามารถย้อนกลับหรือปั่นเดินหน้าแล้ว แจนแค่ถามว่ามีข้าวผัดปูไหม แม่ครัวก็รีบจัดกลัวเราเปลี่ยนใจไปกินร้านอื่นหรืออย่างไรบอกว่าผัดแล้วสองจาน เอ้ยยย ได้ไงเนี่ยแนนยังดูเมนูอาหารไม่เสร็จเลยนะ เอาแจนเดียวก็พอ ขอเป็นข้าวคลุกกระปิแทนนะ แล้วแจนก็ขอตัวไปรับเพื่อน ระหว่างแจนไม่อยู่ก็แอบชิมรสชาติว่าเป็นไงบ้าง

พอข้าวอีกจานที่สั่งมาส่งเราสองคนก็ลงความเห็นว่าร้านเมื่อวานดูน่ากินกว่าอีก เวลานี้เรามีเพื่อนร่วมโต๊ะกินข้าวอีกคนหนึ่งแล้ว เป็นเพื่อนแจนตั้งแต่มัธยมชื่อซาย โอ้โห ซายนั่งอยู่ข้างๆแจนนี่อาจเข้าใจผิดได้ว่าเป็นแฟนกัน เพราคนหนึ่งก็หญิงมากๆ อีกคนก็ดูแมนมากๆ แจนเล่าว่าซายมาที่นี่คนเดียวเลย วันนี้ก็เลยจะอยู่พาซายเที่ยวในฐานะเจ้าถิ่นสักหน่อย ตามแผนที่แจนคุยกับซายเมื่อคืนคือจะไปเดินเล่นชมหาด ส่วนแนนอยากเล่นน้ำมาหลายวัน แจนเลยบอกว่าวันนี้จะพาลงน้ำ โอ้โหแต่เวลาเที่ยงๆแบบนี้เนี่ยนะ กลัวดำเป็นนะ แจนก็เริ่มบ่นละ พอเช้าก็ไม่ตื่น กลางวันก็กลัวดำ เย็นก็บอกว่าหนาว โธ่แจนก็เอาไว้หน้าร้อนค่อยมาเล่นก็ได้นะน้ำทะเลเนี่ย วันนี้เราชวนซายไปปั่นจักรยานกันดีกว่า

แจนยกจักรยานให้ซายปั่น ส่วนแจนก็เดิน เราจะไปที่พักซายนะ จะไปเล่นน้ำที่นั่นกัน เวลานั้นกลัวดำสุดๆ ขอเปลี่ยนชุดก่อนเลยนะ แจนก็บอกว่าเมื่อเช้าบอกแล้วไงให้ใส่ชุดแบบพร้อมเล่นน้ำปั่นมาเลย ของแจนเนี่ยพร้อมมากนะ ชุดปั่นเต็มยศ ไว้ลงเล่นน้ำ แต่เวลาปั่นจักรยานแต่ชุดอยู่บ้านนะ กางเกงจักรยานก็ไม่ใส่ เวลานี้ดูเป็นนักปั่นทางไกลแต่ดันไปลงเล่นน้ำทะเล

ฝากจักรยานและขอไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ ลงชุดนี้เลยแจนบอก ไม่นะเดี๋ยวปอกแขนจะเปียก ขอเปลี่ยนชุดแขนยาวนะ ส่วนซายก็พร้อมเต็มที่เสื้อสีสันสดใสลายดอก สวยเด่นตัดกับสีน้ำทะเลมากเลย ยิ่งท่าที่เธอโพสแล้วกินขาด ดูมีชีวิตชีวาให้ท้องทะเลมากๆ อย่างกับมาถ่ายแบบงั้นแหละ แจนก็ถ่ายรูปเพื่อนสนุกเลย

กระโดดเล่นอยู่แถวนั้นเดินลึกไปรู้สึกสัมผัสได้ถึงความเย็นของน้ำทะเล ไม่กล้าให้ตัวเปียกเลย หนาว แจนก็บอกให้ลงไปนอน ก็มันหนาวนะ ขอแค่เดินเล่นพอ หลังจากแจนถ่ายรูปอิ่มแล้วก็เอาของไปฝากไว้ แล้วก็เดินลงน้ำทะเลอย่างไม่รู้สึกหนาวแบบนั้นเลย ทำตัวเองเปียกแฉะแล้วก็มาสาดน้ำใส่ เปียกแบบนี้ก็ลงทั้งตัวเลยแล้วกัน โอ้วววว…..หนาวจังหนีขึ้นมานอนก่อนพื้นทรายดีกว่า พอนอนเท่านั้นแหละ โดนอบผิวด้วยทรายเลยนะ ไม่ได้เล่นแบบนี้กันนานมากแล้ว จัดไปเลย หลังจากเป็นแมวน้ำเกาะโขดหินไปแล้วที่เขาบางเบิด ตอนนี้เป็นแมวน้ำเกยตื้นที่หาดทุ่งวัดแล่นละ เต็มที่กับวันหยุดพักผ่อน เจ้าหน้าที่เดินตรวจความเรียบร้อยชายหาดถึงกับขอถ่ายรูปแมวน้ำเกยตื้นตัวนี้ด้วย

เต็มอิ่มบนหาดทรายแล้วก็เดินลงทะเลล้างทรายออกจากตัวอีกครั้ง คราวนี้สองคนนั้นสนใจ kite surf เข้าแล้ว เดินมุ่งหน้าไปหาชาวต่างชาติสอบถามทันที คร่าวคือต้องเรียนสามวันก็สามารถเล่นได้ สองคนนั้นดูอยากเล่นมากนะ ส่วนแนนก็ไม่รู้สึกขนาดนั้น มันดูต้องมีแขนที่แข็งแรง และขาที่แข็งแรงคอยบังคับทรงตัว โอ้ว….​และก็ต้องมีเวลามาทะเลบ่อยๆ เพื่อเล่นด้วย ดูไม่สะดวกเท่าปั่นจักรยานเลยนะเพราะออกจากบ้านก็สนุกแล้ว ค่อยติดตามตอนต่อไปว่าสอนคนนั้นจะมาเรียนกันเมื่อไร

ไปอาบน้ำล้างตัวกันดีกว่า เปลี่ยนชุดด้วยเลย ดูซายจะอยากปั่นจักรยานเล่นนะ จำได้ว่าเกสต์เฮาส์ที่เราพักเมื่อคือมีจักรยานให้ยืมด้วย แจนเลยพาซายไปยืมจักรยานที่นั่น แล้วแจนก็ปั่นคันที่ยืม จะพาซายไปไหนดี ถ้าให้แนนนำคงรู้จักแต่เขาดินสอ ซึ่งก็โหดไปนะสำหรับหญิงสาว แจนก็เลยเสนอไปเราไปสะพานปลากันดีกว่า ในใจคิดว่าน่าจะสักสิบโลได้ ซายปั่นเจ้ากระต่ายแล้วชอบใจมาก ดูมีพลังและสนุกกับจักรยานสุดๆ ปั่นเร็วจนแนนปั่นเจ้าเต่าตามทิ้งห่างกันไกลมากทีเดียว เราผ่านทุ่งวัวแล่นออกไปทางสะพลี แต่ไปไม่ไกลมากเจอร้านขายของทอดๆ แจนก็ถามว่าสะพานปลาอยู่ที่ไหน แม่ค้าก็ชี้แล้วบอกว่าทอดมันปลาอยู่ทีนี่ ไม่ใช่คะ เราหมายถึงสะพานปลา อ๋อ ทางนู้นแม่ค้าชี้มาฝั่งตรงข้าม

พอปั่นมาถึงสะพานปลา เขาสองก็คนเหมือนมาเป็นช่างภาพ และนางแบบกันเลย แจนถ่ายรูปซายแบบมันส์มาก มีสั่งให้โพสท่านั้นท่านี้ แจนบอกว่านัดซายไว้หลายทีบอกให้หาเวลามาเป็นนางแบบให้หน่อย ชอบเวลาซายโพสท่ามันดูมืออาชีพมากๆ กดรัวชัตเตอร์สนุกกันเต็มที่ เราสามคนอยู่สะพานปลานานมากเหมือนสะพานมีมุมให้ถ่ายรูปเยอะก็เปล่าเลยนะ ที่สะพานปลาลมเย็นมาก ถ่ายกันจนได้เวลานัดของซายแจนก็พาปั่นกลับ เราเอาจักรยานไปคืนด้วยกันแล้วแจนก็แยกไปส่งซายโดยปล่อยให้แนนนั่งรอที่หน้าเกสต์เฮาส์ นานานเกินไปแล้วนะ อะไรเนี่ยทำไมไปนานจัง นั่งรอจนจะหลับอีกรอบแล้วนะ จากนั้นเราก็ปั่นเข้าเมือง

แจนรับอาสาปั่นเจ้าเต่าให้ ขึ้นเนินลงเนินอย่างมีพลังเหลือๆ แนนก็ป่ันเจ้ากระต่ายตัวปลิว แต่ถึงจะไม่ต้องแบกอะไรแนนก็ยังปั่นอยู่หลังแจนอยู่ดี โดยถูกแจนทิ้งห่ายไปไกลด้วย ได้เวลาเข้าชุมพรกันแล้ว

ทางจักรยานสีแดง scenic route 06

4 ม.ค.

จากประทิวอำลาบางเบิดมุ่งหน้าไปคาบางนาแทนละ ดูท่าเข้าขุมพรจะไกลไป กรี๊ดๆ ดีใจเห็นทางจักรยานสีแดงกว้างเท่าหนึ่งเลนถนน ไปกลับแยกสองฝั่งทันทีที่ออกจากหาดบางเบิด แจนบอกว่าทางนี้แหละที่อยากพามาเพราะมากับอาแล้วชอบมาก โอ้โห ทำเอาอยากรู้จักใครนะช่างมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลให้จักรยานเช่นนี้ นึกไปถึง สส. ในพื้นที่ อบต. หรือจะผู้ว่าราชการจังหวัด อยากรู้จักเหลือเกิน ปั่นไปตามทางรู้สึกดีเป็นพิเศษ แค่พื้นถนนมีสัญลักษณ์ตลอดทาง หลายคนนเคยบอกว่าถนนไม่มีรถมันปั่นได้อยู่แล้วไม่เห็นต้องทำทางเลย ก็เพราะคิดเช่นนั้นงั้นวันหนึ่งรถยนต์มาใช้จนชินก็บอกว่าทางจักรยานมาทีหลังอีก ก็เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องรอติดก่อน แต่ถ้าคิดว่าควรทำก็ทำเลยนะทางจักรยาน จะเป็นถนนโล่งๆ ก็ควรทำก่อนเลย ตลอดทางมีป้ายบอกว่าระวังจักรยานเตือนรถยนต์ด้วย ดีจริงๆ

ก็ไม่รู้ว่าทางจักรยานที่ใช่หลายคนต้องการคือแบบไหน ถ้ามองว่ามันคือไหล่ทางก็คือใช่ แต่นี้เขาตั้งใจขยายออกมาให้ปั่นได้เลยดีจัง สำหรับแนนแค่นี้ก็ดีใจมากแล้วะน พอได้เจอป้าย scenic route และเห็นป้ายโครงการว่าจะยาวขนาด สมุทรสงคราม – ชุมพร ระยะทาง 603 กิโลเมตร ยิ่งดีใจมากขึ้นอีกหลายเท่า ป้ายบอกว่าโครงการพัฒนาส่วนพระองค์ กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ทำเอาอยากรู้ว่าโครงการมีกำหนดแล้วเสร็จทั้งเส้นปี พ.ศ. ไหน

ระหว่างปั่นตื่นเต้นมากอยากจะโพสบอกเพื่อนๆเหลือเกิน แต่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยนะ ปั่นกันแบบว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ติดต่อใครไม่ได้เลยเหมือนกัน รู้สึกได้ถึงความก้าวหน้าที่ชุมพรขึ้นมาทันที เป็นจังหวัดที่มีทางจักรยานก่อนใครด้วย ทำเอาคิดว่าน่าจะมีจุดเติมน้ำ และเติมลมด้วยนะ แต่ที่จริงเราก็เตรียมพร้อมมาหมดในกระเป๋าพ่วงข้างแล้ว มีน้ำเปล่าสำรอง มีอุปกรณ์สำหรับปะยาง

ปั่นไปสักพักยังไม่ถึงสิบกิโลเลยนะก็เห็นเหมือนกำลังขยายทางเพิ่มอยู่ช่วงนี้ยังไม่ทาสีตีเส้นกันเลย เป็นถนนใหม่หรือถนนเดิมปรับปรุงใหม่นะ เพราะแจนเองคนชุมพรก็เพิ่งจะเคยใช้เส้นทางนี้ ปกติมาด้วยรถยนต์ก็จะใช้แต่ถนนเพชรเกษม เราสองคนปั่นกันอย่างมีความสุข เพราะรู้สึกว่าบนถนนไม่มีใครเลย ถนนเป็นของจักรยานสองคัน

เราปั่นกันนานมากว่าจะถึงวัดแก้วประเสริฐ ทั้งๆ ที่ระยะทางไม่ไกลเลยนะ แต่เป็นเนินซึมๆตลอดทางไม่มีแรงส่งให้ไหลได้เลย โหดมากนะถนนแบบนี้ เราตั้งใจมาทำบุญกันแจนมาถึงก็ชวนกินไอติมก่อนเลย จากนั้นเราก็เดินไหว้พระทำบุญโดยฝากจักรยานไว้ให้คนขาไอติมช่วยเฝ้า หลังจากนั้นก็เตรียมตัวจะกลับเราตามหาร้านขายน้ำก็ไม่มีเพราะแจนบอกว่าจากนี้ไปแทบไม่มีร้านขายของยังไงก็ต้องเติมน้ำให้เต็ม เจ้าหน้าที่วัดก็เลยแบ่งน้ำให้เรามาขวดใหญ่ และชวนไปกินข้าว มื้อกลางวันนี้ก็เลยฝากท้องไว้ที่นี่ เราก็เลยทำบุญเพิ่มไปอีกรอบ กล่องรับเงินที่นี่หยอดแล้วมีเสียงอวยพรให้ด้วยนะ ฟังยาวหลายนาทีเลยนะกว่าจะจบ เพราะเราลองยืนฟังกันอยู่พักก็ยังไม่จบแต่เดินจากไปก่อน ดูทางวัดมีโครงการสร้างพระใหญ่อยู่ด้วย และน่าจะมีอีกหลายโครงการตามมา มุมนี้เองทำให้เราสามารถถ่ายวิวและเห็นทางจักรยานสวยๆ ได้มุมสูง

ระยะทางเหลืออีกห้าสิบโล ปั่นบนทางจักรยานยาวๆ วันนี้แจนอาสาขนสำภาระด้วยเจ้าเต่าให้ตลอดทาง ทีแรกเราคิดแผนว่าจะแบ่งสำภาระออกเป็นสองคัน แต่วางใส่เจ้ากระต่ายแล้วมันติดขาตอนปั่นไม่สะดวกนักก็เลยรวมไว้คันเดียวเหมือนเดิม ตลอดทางปั่นก็ถามแจนนะว่าไหวไหม คำตอบคือ ไหวๆ สบายมาก ถามตลอดทางเลยนะ

ระยะทางไกล เราสองคนไม่ได้ติดไมล์ ไม่ได้เปิดแทร็กเส้นทางไว้ ปั่นกันแบบให้กำลังใจกันและกัน โดยไม่รู้ว่าผ่านมากี่กิโลแล้ว แต่แจนน่าจะพอเดาได้เพราะคุ้นเคยกับจังหวัดนี้ดี ส่วนแนนหรอลุ้นตลอดทางว่าเมื่อไรจะผ่าน อ.ประทิว อะไรนะ นี่เราปั่นมาไกลมากๆแล้วยังอยู่ในประทิวอีกหรอ คิดว่าเลยมากแล้วซะอีก    ถนนก็มีรถผ่านบ้าง บางช่วงวางมีแค่เราสองคันได้ยินแต่ล้อจักรยาน ก็เลยถามแจนว่าอยากฟังเพลงไหม แจนบอกร้องเลยอยากฟัง ในหัวก็มีแต่เพลงที่ต้นน้ำชอบร้อง คำแรกที่ร้องทำแจนหัวเราะเสียงดังแทบหมดแรงปั่น “โดอะเดีย อะฟรีเมลเดียร์” ร้องก็ไม่จบหรอกนะ เลยบอกว่างั้นเดี๋ยวหาเพลงเปิดให้ฟังแทนแล้วกัน ในเครื่องที่เซฟไว้ก็มีแต่เพลงที่เปิดให้ต้นน้ำฟัง พอได้ยินเสียงเท่านั้นหันมายิ้มแล้วหยิบโทรศัพท์มาถ่ายคลิปเก็บเอาไว้ เพราะเพลงที่เปิดไปมีแต่ a ticker a tasket แบตก็เหลือน้อยเต็มที ฟังได้ไม่กี่เพลงก็ต้องปิด

เนินแล้วเนินอีกจนแจนหมดแรง รู้สึกปากแห้ง เพราะน้ำหยิบยากและห้องน้ำระหว่างทางก็ไม่มีเลยไม่ค่อยได้ดื่มน้ำกันมากเท่าที่ควร แจนบอกว่าอยากได้เกลือแร่ ก็เลยแวะร้านข้างทางเติมพลัง จากจุดนั้นใกล้แล้วนะอีกยี่สิบห้ากิโลก็จะถึงคาบาน่า สู้ๆ นะ ยังไม่ผ่านเขาดินสอเลย เราเคยมาชุมพรกันครั้งหนึ่งแล้ว แต่ทางนี่สิแนนยังจำไม่ได้เลย ไม่มีแยกอะไรให้งงหรอก ตรงไปตามถนนอย่างเดียว สองข้างก็มีแต่ต้นไม้ นานๆ มีบ้านสักหลัง

แจนแจนดูเนินนู้นสิ สูงจัง ขึ้น ลง ขึ้น ขึ้น เลยนะ สวยดี เจ้ากระต่ายสบายอยู่แล้ว แต่เจ้าเต่านี่สิน่าสงสาร เวลานี้เราเลยต้องผนึกกำลังกันช่วยดันหลังให้แจนแจน ทีแรกกะว่าจะซื้อเชือกแล้วเอามาผูกลากกันเวลาใครใช้เจ้าเต่า แต่แนนก็มั่นใจว่าปั่นได้ไม่ต้องลากนะ แค่ไปอย่างช้าๆไม่ต้องรีบแรงก็มีตลอด เราปั่นกันแบบไม่มีเหงื่อยเลยนะ แล้วแจนก็ชี้ให้ดูจำแถวนี้ได้ไหมคราวก่อนที่เราจะขึ้นเขาดินสอแล้วปั่นเลยมาไง เริ่มคุ้นๆ และอุ่นใจขึ้นว่าอีกยี่สิบโลก็น่าจะถึง แล้วเราก็ได้เจอคู่รักชาวเยอร์มันนั้นอีกครั้ง

เวลานี้แจนหมดแรงกับเจ้าเต่าแล้ว เราเลยเปลี่ยนคันกันปั่น พอแนนไปใช้เจ้าเต่าก็ต้วมเตี้ยมอย่างเห็นได้ชัด คาดว่าเร็วกว่าเดินนิดหน่อยเอง เป็นเนินขึ้นลงยาวๆ แบบไม่ไหลมากเท่าไรเลย เพราะใช้เกียร์สองปั่นยังรู้สึกมันฟรีขาเลย เติมได้ตลอด แจนเริ่มสงเสียงบอกว่าปั่นเร็วๆหน่อยสิ เรายังไม่ได้จองที่พักเลยนะ เดี๋ยวฟ้าจะมืดแล้วอยากให้ถึงก่อน แนนก็เลยรีบค้นหาดูว่ามีที่พักไหม โอ้ว…..เต็มทุกที่ แจนบอกว่าเดี๋ยวให้เพื่อนช่วยหาให้เพื่อนอยู่แถวนั้นพอดี มีแต่ห้องสองเตียงเราเลยยังโลเล ขอไปหาเองเมื่อถึงที่ แนนเลยบอกว่าจองไหมยังมีห้องนะ แต่พิกัดอยู่ตรงไหนยังไม่รู้เลย ที่แน่ๆในเมืองยังมีที่พักว่างอีกเยอะ ส่วนริมหาดเต็มหมดแล้ว

ปั่นผ่านเขาดินสอแล้วดีใจจัง เพราะพอจะรู้ระยะทางแล้วว่าอีกสิบห้ากิโลจะถึงคาบาน่า ทริปนี้แปลกอยู่อย่างนะพวกเราคำนวนเวลากันตามระยะทางที่เคยปั่น สามสิบกิโลเราก็บอกกันว่าชั่วโมงเดียวถึง เหลือยี่สิบกิโลเราก็บอกว่าชั่วโมงเดียวถึง สิบห้ากิโลเราก็บอกว่าชั่วโมงเดียวถึง แต่เอาเข้าจริงๆ เราปั่นแทบจะสิบโลเมตรต่อชั่วโมงเลยนะ ฟ้าเริ่มจะมืด และในที่สุดก็มืดจนต้องติดไฟ

ปั่นไปอีกไม่นานเริ่มเห็นแสงไฟ โอ้โหถนนอะไรเนี่ยสว่างดีจัง แจนบอกอุ่นใจแล้วผ่านเขาดินสอมาถึงตรงนี้ได้ แถวนี้สะพลีแล้วอีกนิดเดียวก็คาบาน่า ไม่เกินสิบกิโลแล้ว รู้สึกมีพลังขึ้นมาแต่ความเร็วก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไรเลย ปั่นๆไปชักเริ่มหนาว ดื่มน้ำกันจนเกือบหมดกระติก เวลานี้อยากเข้าห้องน้ำเหลือเกินแล้ว ไม่รู้ว่าแจนจะไปหาเพื่อนก่อน หรือหาห้องก่อน หรือ กินข้าวก่อน ก็เลยปั่นตามๆไปก่อน ในที่สุดก็ถึงหาดทุ่งวัวแล่น ดีใจสุดๆ ถึงสักที

ปั่นจากหาดด้านหนึ่งไปสุดอีกด้านหนึ่ง ย้อนกลับมาอีกด้าน โอ๊ยยย….ไม่ไหวแล้ว ยังไงต้องจอดเข้าห้องน้ำก่อนนะ แจนก็ถามว่าจะเข้าที่ไหนเรายังไม่ได้ห้องพักเลย เข้าตามที่มีป้ายบอกเมื่อกี้เห็นบ้านนั้นมีป้ายสุขาห้าบาท จอดๆ ฝากจักรยานก่อน วิ่งไปเข้าห้องน้ำ เข้าไปเจอแต่ห้องอาบน้ำ และยังไฟมืดๆ อีก ดีนะที่มีไฟติดตัว เดินไปจนสุดห้องสุดท้ายถึงเจอสุขา ปลดทุกข์เสร็จแล้วก็มาจ่ายเงินกับลุง ลุงบอกเดินเลี้ยวไปนะห้องสุขา หนูเขาเสร็จแล้วค่ะ

ไปหาห้องกันต่อได้แล้วนะแจนแจน สบายตัวแล้ว เราปั่นไปถามทีละรีสอร์ท คำตอบคือ เต็มแล้วค่ะ แจนบอกเป็นไงอยากปั่นแบบไม่จองที่พักแบบที่แนนอยากทำไงไม่ต้องวางแผนอะไรอยากไปไหนก็ปั่นเลย สนุกไหมละ ในใจเวลานั้นไม่กลัวเลยนะ ถ้ามันเต็มจนไม่มีที่พักเรามีจักรยานซะอย่างปั่นเข้าเมืองก็ได้อีกสิบสี่กิโลเอง เจ็ดสิบกว่าโลปั่นมาแล้วยังไม่เหนื่อย ซึ่งแจนก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ปั่นไปปั่นมาริมหาดก็เริ่มหนาวรู้สึกว่าปั่นไปปั่นกลับกันหลายรอบนี่ก็ได้เป็นกิโลแล้วนะถ้าป่ันเข้าเมือง

งั้นเราลองดูว่าทางเข้าเมืองระหว่างทางจะมีที่พักไหม เพราะริมหาดเต็มหมดแล้ว เลี้ยวผ่านคาบาน่าไปได้ยังไม่ถึงกิโล ก็เจอป้ายเกสเฮาส์ดูน่ากลัวนิดหน่อย แต่แจนก็เลือกที่จะจอดถามว่ามีห้องว่างไหม คำตอบคือยังมีถ้าจะเอาก็รีบนะเพราะมีคนมาถามตลอดเดี๋ยวจะเต็ม ก็เลยบอกให้แจนขึ้นไปดูห้อง แนนจะอยู่เฝ้าจักรยานให้ ลงมาบอกว่าข้างในน่ารักดีน่าพักดีนะ แต่เจ้าของสูบบุหรี่ เป็นผู้ชายดูเหงาๆ อยู่คนเดียวกับน้องหมา ตกลงเราพักที่นี่แล้วกันถ้าแจนว่าโอเคก็โอเค  ฝากของไว้ก่อนเอาแต่จักรยานไปอย่างเดียวปั่นไปหาอะไรกินกัน อิ่มแล้วก็จะพาไปหาเพื่อนแจน ทีแรกเราคิดกันว่าถ้าไม่มีห้องพักจริงๆ จะไปขอเพื่อนแจนนอนด้วยแล้ว หลังจากนั้นก็ปั่นผ่านหาดเป็นรอบที่สี่เพื่อหาเพื่อน เวลานั้นอากาศเย็นมากนะ

ข้าวผัดปูที่แจนสั่งดูน่ากินมาก แต่แนนรู้สึกว่าเรากินข้าวมากเกินกว่าที่เราปั่นไปเลยขอสั่งส้มตำไทยดีกว่า กินกับไก่ย่าง แต่ที่ร้านมีแต่ไก่ทอดและหมูทอดก็เลยตามนั้นทอดก็ได้ ซี๊ดดด….เผ็ดมากบอกว่าไม่เอาเผ็ดแล้วนะ คนขายบอกว่าใส่พริกให้เม็ดเดียวเองนะ แต่ในครกมันติดพริกของเก่าอยู่ ทำเอาต้องให้แจนช่วยกินส้มตำและแบ่งข้าวผัดปูมากิน ไก่ทอดและหมูทอดที่สั่งมาต้องกินคนเดียวเพราะแจนไม่กินด้วย หนาวก็หนาวมันเลี่ยนๆไงไม่รู้ก็ฝืนกินจนหมด รู้สึกทรมานท้องเหลือเกิน เหมือนอิ่มเกินแบบอาหารไม่ย่อย

ปั่นกลับห้องเหมือนคนป่วย ผะอืดผะอม ลือ เป็นกลิ่นไก่ทอด ทรมานสุดๆ เลย แล้วก็ได้ผลจริงๆด้วย ส้มตำออกฤทธิ์ทันที ปู๊ดป๊าด รีบเข้าห้องน้ำ ค่อยสบายท้องหน่อยได้ระบายออก แต่อยากจะอ๊อกออกมากว่า มันยังลือเป็นกลิ่นไก่ทอดอยู่เลย เมื่อไรจะย่อยเนี่ย รู้สึกไม่อยากกินไรไปเลยนะ แจนบอกว่าข้าวผัดปูอร่อยพรุ่งนี้เราไปกินร้านนี้เป็นอาหารเช้าอีกนะ ไม่มีเสียงตอบรับจากแนนเลย เพราะจะกลัวไปอีกนาน

บางเบิดยินดีที่ได้รู้จัก 05

4 ม.ค.

แจนปลุกตื่นก็ไม่ตื่น บอกแจนว่าขอนอนต่อให้แจนไปอาบน้ำก่อน  แจนอาบน้ำเสร็จมาเรียกให้ไปอาบน้ำก็บอกว่าขอนอนต่ออีก แจนเลยบอกว่าไปกินข้าวกันก่อนก็ได้แล้วค่อยมาอาบ ก็บอกแจนว่ายังอิ่มอยู่อาหารเมื่อคือยังไม่ย่อยเลย แจนเลยบอกให้ไปเข้าห้องน้ำระบายออกสิ แล้วแจนก็หยิบกุญแจเดินออกจากห้องไป เขาหิวแล้วนะไปกินก่อน ไม่มีเสียงตอบรับจากแนนเลย

นอนจนอิ่มแล้วก็ตื่น สลบแบบเหมือนอดนอนมาหลายวัน เพราะเจ้าเต่าแน่ๆเลยทำเอาต้องนอนชาร์ตแบต ทำเอาเช้านี้ที่นัดกันว่าจะออกไปเดินดูทะเลดูพระอาทิตย์ขึ้นแจนต้องไปดูคนเดียวเลย อาบน้ำเตรียมพร้อมจะออกไปกินข้าว แจนก็เดินกลับเข้ามาที่ห้องพอดีและบอกว่ากินอิ่มแล้วไปเดินเล่นถ่ายรูปริมทะเลเรียบร้อยแล้ว ก็เลยชวนแจนไปนั่งกินอาหารเช้าด้วยกัน เหมือนเดิมเลย ไข่ดาว ขนมปังปิ้ง วันนี้กินไม่เยอะเหมือนวันก่อน รู้สึกยังแน่ๆ เอาแค่พออิ่มก็เหลือๆแล้ว ถ้าหิวแล้วค่อยหาอะไรกินระหว่างทาง

อิ่มแล้วก็กลับไปเก็บของที่ห้อง แบบเตรียมพร้อมกลับมาปั่นออกไปได้เลย แต่ตอนนี้อยากไปเดินเล่นดูเส้นทางที่เมื่อวานปั่นผ่านมาว่าเช้านี้จะสวยขนาดไหนตอนปั่นมาเห็นมีแต่ต้นไม้ และอยากรู้จักจะงอยมากกว่านี้ด้วย อยากย้อนกลับไปดูสะพานปลาด้วย แต่ตอนนี้อิ่มมากยังไม่อยากปั่นเจ้าเต่าไป เหมือนว่าพนักงานรีสอร์ทได้ยินเราคุยกันเลยบอกว่าสองร้อยเมตรเองปีนเขาขึ้นไปดูวิวสิ มีปูร้องเสียงไก่ด้วยนะ โอ้แบบนี้น่าสนใจเราไปทำความรู้จัก  “เขาบางเบิด” กันดีกว่าแจนแจน

โอ้….ทางที่เราปั่นมาเมื่อคืนสวยจริงๆด้วย น่าเอาจักรยานมาถ่ายรูปด้วยจังเลย ขึ้นเนินลงเนินแล้วก็เห็นป้ายเขียนว่า เขาบางเบิด ข้างๆมีบันไดด้วย น่าสนใจยิ่งนักข้างบนจะมีอะไรนะ แจนแจนขึ้นไปดูกัน ความรู้สึกแจนตอนนั้นช่างต่างกับแนนเหลือเกิน แจนบอกน่ากลัวนะดูป้ายสิหลอนๆ น่านะมาแล้วทันทีขึ้นไปสักหน่อย ไปตามหาปูร้องเสียงไก่กัน บันไดทางขึ้นถูกทำไว้อย่างดี ไม่ต้องปีนๆ ให้ลำบากเลย ดูเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทำไว้เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวมากนะ แต่ไม่มีใครมาเที่ยวเลยนักท่องเที่ยวที่พักรีสอร์ทที่เดียวกับเราก็ไม่เห็นมีใครเดินมาเลยนะ เห็นขับรถออกไปที่อื่นกันหมด

บันไดเป็นขั้นๆเดินสบายมาก แค่เงียบมากๆ แค่นั้นเอง ขึ้นไปก็เจอพระและคนนอนอยู่ ตามเดิมเลยก็คือนั่งลงไหว้พระให้คุ้มครองเราสองคน ส่วนแจนดูจะกลัวเพราะเห็นคนนอนคลุมโปงอยู่แถวนั้น ก็แค่คนนอนหนาวห่มผ้านะไม่น่ามีอะไรนะ  เดินต่อไปอีกทางกันดีกว่า แจนดูจะกลัวแต่เราก็จับมือกันแน่ๆ แล้วจูงกันก้าวขึ้นบันไดไปยังไม่เจออะไรก็เดินต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกำลังอ้อมเขาอยู่อย่างนั้นเลย แล้วก็มีทางลง อุ่นใจขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นคนมาเที่ยวเหมือนกันดูจะเป็นคนท้องถิ่นเสียด้วย แนนก็เลยถามว่าไปต่อได้ไหมคะ พี่เขาตอบว่าไปได้วิวสวยนะทางนี้ รีบจูงมือแจนเดินขึ้นบันไดไป โอ้โหเริ่มเห็นทะเลแล้ว นั่นไงที่เขาปั่นมาเมื่อคืนทางเลียบทะเล โน่นแน่ๆเลยที่เป็นหาดฝั่งแดง อะไรที่เราจะแวะก็ไม่ได้แวะ อะไรที่ไม่อยู่ในแผนเราก็ได้แวะหมด เท่ากับที่อ่านหาข้อมูลกันมาไม่ได้ใช้เลยนะ มาเจออะไรใหม่ๆ ที่ไม่อยู่ในเส้นทางแนะนำตลอด

เราพยายามตามหาปูร้องเสียงไก่ก็ไม่เจอ เดินต่อไปเรื่อยๆ ก็สุดเป็นหน้าผาหินให้เดินขึ้นไป แต่แนนกลัวตกเลยขอนั่งเกาะขอบหินเป็นแมวน้ำรอแจนให้ปีนป่ายจนพอใจ มันเสียวไม่รู้เป็นอะไรทุกครั้งที่อยู่บนทางเดินแคบๆ เป็นผาแบบนี้ไม่มั่นใจเอาเสียเลย การทรงตัวเสียศูนย์ตลอด เป็นแมงมุมเกาะบวกกับขาตุ๊กแกแน่นเหนียว แต่สวยดีจังเลย ถ้าใครชอบปีนป่ายคงจะขึ้นไปข้างบนได้สูงกว่านี้ แต่แค่นี้สำหรับแนนก็ฟินแล้วนะ มีน้ำกระเด็นขึ้นมาจากมุมนี้ก็สนุกเลย แจนยืนโพสท่าถ่ายรูปซะเท่เลย ส่วนแนนขอนั่งเป็นแมวน้ำเกาะโขดหินน่ารักๆ แบบนี้อุ่นใจกว่า

แต่ขาลงนี่สิ แจนชี้ให้ดูแนนเห็นเสื้อตัวที่ถอดทิ้งไว้บนหินก้อนนั้นไหม ความสนุกลดลงทันที ความหลอนเขามาแทรกแซง จิตนการคนถอดเสื้อแล้วไปโดดหน้าผาตายเข้ามาหลอกหลอน วิญญาณกำลังลอยตามเรามา บ้าไปแล้วเรา หันหลังกลับไปดูสิมีใครตามมาจริงไหมก็ไม่กล้าอีก จับมือแจนแน่นเลย แล้วมองตรงไปข้างหน้าเมื่อไรจะเจอทางลงสักทีนะ อ๊ายยย…..วิญญาณตามเรามาไม่ได้หรอกโดนฉุดลงน้ำไปแล้ว เฮ่ยยย บ้าจริงๆ เลยเรามาคิดดูทีหลังอาจจะเป็นคนมาถอดเสื้อตากไว้ให้แห้งก็ได้ หรือใครสักคนขึ้นมาแล้วถอดเสื้อไว้ลืมเอาลงไปก็ได้นะ หน้าผาเมื่อกี้ก็ไม่ได้สูงอะไรมากนิ รอยเลือดก็ไม่มี สร้างภาพหลอกตัวเองมากไปแล้วเรา ไม่รู้แจนแจนกลัวเหมือนกันไหม หนึ่ง สอง สาม หันกลับไปดูก็ไม่มีอะไรนะ  จินตนาการหลอกตัวเอง…..เฮ่อ ถึงทางลงสักที

พอลงไปก็บอกแจนแจนว่าขอกลับปั่นไปดูสะพานปลาหน่อยนะ อยากดูว่ามองมาที่เขาบางเบิดจะสวยขนาดไหน แจนบอกว่าเราควรรีบไปนะเพราะวันนี้เราต้องปั่นไกลกว่าเมื่อวาน แต่ถ้าจะไปก็เดินไปเลยถ้าต้องย้อนกลับไปเอาจักรยานที่ห้องแล้วปั่นมาคงได้พักแถวนี้อีกคืนแน่ เราสองคนก็เลยเดินย้อนกลับไป ไปดูรีสอร์ทเมื่อวานที่แจนคิดว่าเป็นจันทิมา เราถ่ายรูปเล่นกันที่สะพานปลาอยู่นานเกินคาดเพราะมั่วแต่ตั้งท่า แล้วเราก็เดินกลับทางที่เมื่อคืนปั่นมา เวลานี้กับเวลาเมื่อคืน ความรู้สึกช่างต่างลิบลับเหมือนขาวกับดำ เพราะเวลานี้เส้นทางน่าปั่นมากๆ ต้นไม้เขียวๆสองข้างแค่ทางขรุขระเป็นหินไม่ได้ลาดยางแค่นั้นเอง แจนบอกว่าถ้าเป็นตอนเช้าหรือว่าปั่นมาถึงแบบฟ้ายังไม่มืดก็ไม่กลัวหรอก แต่เมื่อคืนนะทางก็ไม่รู้จักมองก็ไม่เห็นน่ากลัวจะตายเกือบร้องไห้แล้วนะ ถ้าผ่านเขาลูกนี้ไปแล้วไม่เห็นแสงสว่างนั่นร้องไห้ไปแล้ว แต่อุ่นใจขึ้นมาทันทีเมื่อเจอป้ายยินดีต้อนรับสู่ อ.ประทิว จ.ชุมพร

สำหรับแจนที่เป็นคนชุมพร แต่ก็ยังไม่เคยมาหาดบางเบิดเหมือนกันนะ สวยดี และยังมีเขาบางเบิดให้ขึ้นไปดูวิวหาดชัดๆด้วย ทำเอารู้สึกว่าจักรยานนี่สุดยอดมากนะพาเราไปเจอที่ใหม่ๆทั้งๆที่เป็นสถานที่เดิมได้เสมอเลย จากนี้เราจะแวะอีกทีที่วัดแล้วตรงยาวเลยนะ ป้ายวัดที่เราดูมาว่าอีก 45 กิโลจะถึงวัดแก้วประเสริฐ แต่พอถามชาวบ้านแถวนั้นเขาบอกว่าประมาณเก้ากิโลก็ถึงแล้ว ทีแรกเรากะแค่ไปถึงวัดแล้วก็ปั่นกลับประจวบฯ​ แต่ใจแจนอยากเข้าชุมพร ถ้าอยากไปก็ไปสิ แจนบอกว่าโทรจองแล้วแต่ขากลับรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ จากชุมพรเต็มแล้วนี่สิ เราจะไม่มีรถกลับนะ สำหรับแนนไม่เป็นไรเลย แต่สำหรับแจนแล้วต้องมาทำงานในเช้าวันที่สอง ยังไงก็ต้องกลับ เอาแบบนี้สิเราไปชุมพรแล้วหารถกลับประจวบฯ ระยะทางสั้นๆระหว่างจังหวัดก็น่าจะมีรถทุกขั่วโมงไม่น่าเต็มนะ เอางั้นเรามุ่งหน้าชุมพรกัน

คืนนี้ที่พักเราอยู่ที่จะงอยนะ 04

3 ม.ค.

อากาศเริ่มเย็น ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แต่ระยะทางนี่สิยังอีกยาวไกล ตามแผนที่บอกไว้อีกยี่สิบกิโล ใจยังเต็มร้อยกันอยู่ทั้งสองคน เพรายังเพลินกับเส้นทางสายในจนเหมือนไม่มีใครมีแค่เราสองคน จะถามทางกับใครก็ไม่มีใครให้ถาม เวลานั้นที่พึ่งมีแต่มือถือ ดีนะยังมีสัญญาณ อุ่นใจได้ตลอดทาง ปรับโมทเป็นเส้นทางคนเดิน แล้วปั่นตามไป บอกให้ตรงก็ตรง เลี้ยวซ้าย เลี้๋ยวขวา สะดวกดี สบายใจได้

ตามทางแผนที่บอกว่าให้เลี้ยวซ้ายแต่ป้ายบอกว่าไปบางสะพานเลี้ยวขวา แนนเลยเชื่อป้าย แต่แล้วสัญญาณเตือนให้วนกลับก็ออกมาจากใจ เพราะถ้าดื้อไปงานนี้ไม่ถึงที่พักแน่ๆ แจนบอกให้ปั่นเร็วขึ้นด้วยเพราะพระอาทิตย์ใก้ลตกดินแล้ว ตลอดทางมีแต่ต้นไม้ นานจะมีบ้านสักหลัง นี่มันสายในสุดๆ แบบที่รถเขาไม่ใช้กัน มีถนนเรียบแต่ดีมาก ติดทะเลตลอดทาง ออกมาใช้ถนนสายหลักบ้างก็เจอนักปั่นทัวร์ริ่งคู่รักจากเยอร์มัน 11 วันแล้วปั่นจากกรุงเทพมาที่นี่ เราปั่นผ่านป้ายที่บอกว่ากเกาะทะลุ จนกระทั้งปั่นผ่านท่าลงเรือไป ใจอยากไปเกาะทะลุมากเลยดูในรูปสวยๆ แต่ลมแรงมากแจนบอกไม่ควรไป ไว้โอกาสหน้านะ เราก็ยังอุ่นใจเพราะทางที่ปั่นไปไม่ผิดแน่เพราะเราเจอเพื่อนนักปั่นเจ้าถิ่นปั่นสวนทางไปได้แค่ยิ้มทักทายและปั่นผ่านเพราะเราต้องทำเวลา หลังจากนั้นก็ปั่นผ่านวัดมีเสาไฟตั้งหลากสีอย่างคึกคักมีจัดงานด้วยอุ่นใจได้ ในใจแนนคิดว่าน่าจะเป็นวัดที่เราต้องผ่านเพื่อจะไปถึงจะงอยแน่ๆ หาใช่ไม่ เพราะชื่อไม่ใช่ แต่เราก็ไม่ได้ถามทางใครเพราะเชื่อใจแผนที่ ปั่นกันไปเลี้ยวซ้ายลึกเข้าไปอีก ก็อุ่นใจขึ้นเจอสะพานบางสะพานน้อยพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ยังไงก็ขอจอดใจถ่ายรูปสักหน่อยบรรยากาศกำลังสวย น่าจะใกล้ถึงเต็มที่แล้วละเพราะบางสะพานน้อยแล้ว ปั่นไปสักพักขอเวลาแจนจอดติดไฟเตรียมพร้อมก่อนเพราะกะว่าถึงที่พักหลังจากพระอาทิตย์ตกดินแน่ๆ ทางที่ปั่นต่อจากนี้บรรยากาศก็ค่อยๆเย็นลงๆความสว่างค่อยๆลดลง

เวลานั้นต้องเปิดไฟปั่นกันแล้ว ดีนะมีไฟสว่างอุ่นใจ แนนไม่ได้คิดอะไรนอกจากมองไปข้างหน้ายังเห็นแจนปั่นอยู่ แล้วก็ดีใจมากเจอวัดบางเบิดที่ตามหาแล้ว แต่จากนั้นแผนที่คำนวนเส้นทางบอกเตือนอะไรบ้างอย่าง ชักไม่แน่ใจบอกแจนหยุดก่อนเห็นข้างหน้าไม่มีทางถนนแล้ว พอดีมีชาวผ่านมาแจนเลยถามว่าไปจันทิมาทางนี้ใช่ไหม แนนบอกว่าดูเหมือนในแผนที่นำทางจะให้เราผ่านวัดนะ แจนบอกไปทางนี้ดีกว่า เราปั่นไปเรื่อยจากถนนลาดยางกลายเป็นหินขรุขระหมดงบการทางอะไรแบบนั้น แล้วก็กลายเป็นดินสีแดง พร้อมกับเห็นทะเลอีกครั้ง เวลานั้นเริ่มตื่นเต้นแอบกลัวเล็กน้อยว่าหลงทางเข้าแล้วสิ คิดแค่นั้นเอง ส่วนแจนคิดไปต่างๆนานาแล้วว่าจะมีโจรดักทำร้ายปล้นชิงทรัพย์ฆ่าหมกศพกันไหม ด้วยความที่อ่านข่าวมากแจนเลยหลอนกว่าแนนหลายเท่า เห็นเขาที่เป็นจะงอยยื่นลงไปในทะเลเหมือนแผนที่แล้ว ว่าแต่หน้าตารีสอร์ทที่จองไว้ไม่ใช่แบบนี้นะ แต่แจนขอให้ที่นี่เป็นจันทิมา ในใจแนนรู้แล้วว่าไม่ใช่ แต่ก็ปล่อยให้แจนถามไป เจ้าขอรีสอร์ทชี้ไปบอกว่าให้ตรงไปอีก

เวลานั้นน่ากลัวมากทีเดียวแต่ก็ไม่ได้บอกแจน ได้แต่ส่องไฟให้และปั่นตามหลังไป ถนนไม่มีแล้วเป็นหินขรุขระ ขออย่างเดียวอย่ายางรั่วเป็นใช้ได้ มีเนินให้ขึ้นอีกแจนแจนระวังนะทางลงค่อยๆนะ จะส่องไฟให้ก่อนแน่ใจว่าไม่มีหลุม โอ้โหใจแทบหล่นหายลงไปแล้วเจอแต่ต้นไม้ รีสอร์ทที่จองไว้อยู่ไหนเนี่ย ลึกลับดีจังเส้นทางนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาพักไหมเนี่ย ความกลัวไม่มีใครบอกใครได้แต่ตั้งใจปั่นต่อไปกันอย่างเดียว ดีใจสุดๆเมื่อเห็นแสงไฟจากบ้านชาวประมง พร้อมป้ายยินดีต้อนรับสู่ อ.ประทิว จ.ชุมพร ความกลัวหายปิดทิ้งเพราะเรารอดแล้ว สัญญานมือถือกลับมาใช้ได้อีกครั้งและบอกว่าอีกไม่มีร้อยเมตรเราจะถึงที่พัก กรี๊ดดดดด อยากจะร้องดังๆ ว่าถ้าไม่ได้จองที่พักผ่าบเวบที่เชื่อถือได้เราคงคิดว่าโดนหลอกแล้วนะ เสียงแสดงความดีใจจากผู้นำทางดังขึ้นอีกครั้ง คุณมาถึงแล้ว “you arrive”

พอมาถึงที่พักแจนก็เล่าให้ฟังว่าเขากลัวมากๆ กลัวจนแทบจะร้องไห้แล้ว ถ้าไม่ได้จอดที่พักแล้วจ่ายเงินไปแล้วนี่เข้าเช็กอินที่อื่นไปนานแล้วนะ สำหรับแนนก็แค่รู้สึกน่ากลัวกับบรรยากาศแต่ยังอุ่นใจว่ามีไฟฉายส่องสว่าง ส่วนเรื่องคนทำร้ายระหว่างทางไม่เคยคิดเลยนะ เพราะเชื่อว่าชาวบ้านน่ารักและใจดี นั่นสิแล้วทำไมกลัวตอนถึงเขาบางเบิดไปได้นะ ตกลงนี่เรากลัวผีหรือกลัวคน อาการของแนนเวลานั้นกลัวผีนะ แต่แจนบอกเรากลัวคนกว่า

ขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขาเจ้าที่เจ้าทางที่คุ้มครองเราสองคนให้ปลอดภัยมาถึงที่พักวันนี้ แจนแจนยังสงสัยว่ามีทางอื่นไหมที่มาที่นี่ แนนบอกมันมีแน่ๆนะเพราะเราใช้ทางคนเดินที่สั้นที่สุดถ้าเป็นถนนนะระยะทางจะมากกว่านี้สิบกว่าโล หลังจากวางของเราก็ไปสั่งอาหาร แต่ทางร้านบอกว่านานมากเราเลยออกไปหาขนทกินเล่นก่อน ไปแวะมินิมาร์ทแบบบ้านๆ แจนเลยถามคุณป้าเจ้าของร้านว่ามีทางอื่นไหมที่จะมาที่นี่ ป้าตกใจว่าเราสองคนทำไมเลือกมาทางนี้ แต่ป้าบอกว่าทางที่เรามาก็ปลอดภัยดีแค่ไม่มีไฟแค่นั้นเอง แล้วป้าก็เล่าว่า บางเบิดนะมันเหมือนว่า กินชุมพรนอนประจวบฯ เนี่ยๆ เราอยู่ตรงนี้เป็นชุมพรนะ แต่พอไปเดินไปทางนั้นก็เป็นประจวบ เมื่อสมัยก่อนเขาแบ่งเขตกันด้วยแม่น้ำไง เนี่ยแม่น้ำอยู่ข้างหลัง ตกลงตอนนี้เราอยู่ประจวบหรือชุมพรคะ ร้านป้าอยู่ชุมพรนะ

พยายามหาขนมในร้านป้ากะว่าจะอุดหนุนขนมท้องถิ่น ลูกสาวป้าเลยบอกว่าขนมท้องถิ่นก็คือขนม “รา” ต้องรอมีงานวัดถึงจะได้กินนะ ปกติก็ขนมจากจังหวัดเพชรบุรีและกรุงเทพฯ กลับไปที่พักรออาหารที่สั่ง กินไปบ่นไปกันทีเดียว ทำไมปูนิ่มเค็มปี๋อย่างนี้ แจนสั่งผัดเปรี้ยวหวานทะเลยังพอกินได้หน่อย

ความไม่แน่นอนคือความสนุกของเราสองคน ไหนๆก็มาถึงชุมพรแล้วแจนเลยเสนอว่าเราไปชุมพรกันดีกว่า ห่วงอย่างเดียวแค่ว่าไม่มีรถกลับ แนนเลยบอกว่าไม่เป็นไร เราก็นั่งรถระยะสั้น ชุมพร-ประจวบ แทนสิ แล้วเราก็ไปเที่ยวประจวบอีกวันค่อยกลับก็ได้ ตามนั้นนะส่วนเรื่องที่พักแจนไม่ไว้ใจให้แนนจองแล้วเพราะกลัวว่าอาการอยากปั่นจะจองที่พักไกลอีก และเป็นบ้านเกิดแจนด้วยเดี๋ยวจัดให้เอง วางแผนเส้นทางไว้แล้วประมาณเจ็บสิบหาโลนะ สำหรับชุมพร