Archive | ปักต์ใต้บ้านเรา RSS feed for this section

ธารโต-อัยเยอร์เวง

5 เม.ย.

ทีมงานแจ้งว่าเส้นทางก่อนจะถึงอัยเยอร์เวงที่เปิดดูในแผนที่คดเคี้ยวดังงูเลื้อย ชวนเมา ถ้านั่งรถคงสลบหลับไม่ได้มองวิวข้างทางแน่ๆ แต่วันนี้เราปั่นจักรยานมา ทางเลี้ยวคดและลงเนินแบบนี้ สนุกสิ ลงมาแล้วอยากขนจักรยานใส่รถวนอีกรอบ 


เคยชอบหลงรักเส้นทางเลาะริมฝั่งโขง มาวันนี้เจอที่นี่แอบปันใจ ยกให้เป็นเส้นทางที่นักปั่นต้องมาเยือน ข้างๆไม่ได้เป็นภูเขาหินแบบเลียบโขง แต่เป็นภูเขาใบไม้เปลี่ยนสี อีกข้างบางช่วงเห็นแม่น้ำปัตตานี ยืนยันอีกทีที่นี่เมืองไทย ว้าวๆ ปั่นแล้วชุ่มชื่นปอด สูดอากาศเฮือกใหญ่ คนอยู่แถวนี้สุขภาพดีไม่แปลกใจ มีลำธารน้ำใสให้ว่ายเล่น มีถ้ำเย็นๆให้หลบยามร้อน ช่วงใบไม้ร่วงนี่สวยสุดๆ จนต้องหยิบมือถือออกเก็บภาพ ที่ชอบและกินหลายถุงมาก แอบตุนอีก 2 ด้วยนะ กล้วยหินฉาบ จำได้ตอนไปเดินในงานแสดงสินค้าของดีนี่ราคาสูงกว่ากล้วยฉาบทั่วไปมากนะ แต่ที่นี่จะว่าถูกกว่าก็ใช่เลย หนึ่งในสมาชิกปั่น น้องพน คุณแม่ของน้องเป็นคนคิดสูตร ทุกวันนี้ก็ขายส่งทั่วไทย ใครอยากสั่งก็บอกได้ แล้วจะตกใจขายราคานี้มีกำไรเหลือไหม กล้วยหิน ที่นี่เอาไว้เลี้ยงนก คนปลูกกันเยอะ เอามาต้มก็อร่อยนะ แต่แปรรูปก็อยู่ได้นานหน่อย มีหลายยี่ห้อ หลายสูตร ทั้งหวานและเค็ม เลือกได้ตามชอบ



จอดๆ ปั่นไปแล้วต้องจอด ไม่ได้ยางรั่วนะ แต่เป็นเพราะวิว สะพานพาดผ่านสายน้ำท่ามกลางความเขียวของภูเขา ในที่สุดก็มาถึงอัยเยอร์เวง


เช้าวันใหม่ที่ปกติยากจะตื่น ว้าวๆ สวยจังเลย คุ้มค่าการตื่นตี 3 ขึ้นมาถึงยอดเขาตี 4 อากาศเย็นๆ ไม่ถึงกับหนาว สักพักใหญ่เริ่มเห็นไฟสว่างเป็นจุดๆเมื่อก้มหน้ามองลงไป ไฟบ้านคนนี่เอง ตื่นกันเช้ามากๆ พอตี 5 พระอาทิตย์เริ่มขึ้นจากขอบฟ้า ภาพหมอกด้านหน้าเริ่มเห็นชัดเจน เปลี่ยนความมืดของทองฟ้าเป็นสีแดงอมส้ม อากาศค่อยๆอุ่นขึ้น นักท่องเที่ยวที่มาชมทะเลหมอกเริ่มมากขึ้น ทำเลดีๆริมขอบถูกจับจอง ปีนขึ้นไปยืนด้านบนก็มี เสียงรัวชัตเตอร์ เซลฟี่ วีฟี่ 



ถ่ายจุดสูงสุดแล้วต้องเป็นภาพจุดที่สองจุดที่สามกันต่อ หรือแม้กระทั่งก้อนหิน ป้ายชื่อสถานที่ ยังต้องต่อคิว คนเยอะจริงๆ ถึงขนาดทางขึ้นลงรถติด จอดกันหลายสิบคัน บางครั้งอาจต้องเดินกันหลายร้อยเมตร มีทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะมาเลเซียมาเป็นคันรถตู้ บ้างก็บิดมอเตอร์ไซด์มาเอง คึกคักมาก เงินสะพัดสู่ชุมชนคนท้องที่ที่มาขายอาหาร ข้าวยำ โรตี แตออ ชาชัก ที่นั่งถูกจองเต็ม 



หลังชมทะเลหมอกลงมายังมีสะพานไม้ ซ่อนตัวแบบเจ้าถิ่นยังไม่รู้จักทางเข้า สะพานแตปูซู อายุยี่สิบกว่าปี มีหักผุเชือกขาดบ้าง คนพื้นที่ใช้สัญจร ทีแรกคิดว่าไว้เดินได้อย่างเดียวแต่ก็เห็นมอเตอร์ไซด์สวนไปมา ข้างล่างเป็นแม่น้ำสามารถเล่นล่องแก่งด้วยห่วงยาง หรือเรือแคนนู ที่น่าสนใจและอยากไปมากๆ ย้อนทางน้ำขึ้นไปป่า ฮาราบารา ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ต้องไปค้างคืน น้องๆในพื้นที่เล่าว่าสนุกมากๆ น้ำใสมากๆ ย้ำมาว่าพี่ต้องไปให้ได้นะ​

นอกจากนี้ยังมีอีก 8 สถานที่เที่ยวในอัยเยอร์เวง ที่เรายังต้องกลับมาเก็บให้ครบ ที่นี่ดูจะเหมาะกับการเที่ยวตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนแนะนำให้เที่ยวชมแสงสีที่เบตง ถ้าปั่นจักรยานก็ใช้พลังเยอะพอสมควร ต้องขึ้นลงเนิน ระยะทาง 30++ กม. ได้ รู้แต่ว่าติดใจต้องกลับมาอีก แล้วไม่ถึง 3 วัน เราก็กลับมายืนดูทะเลหมอกที่นี่อีกครั้ง ครั้งที่สองก็ไม่เหมือนครั้งแรก ธรรมชาติไม่มีซ้ำเปลี่ยนตลอด หลงรักทะเลหมอกที่นี่เข้าแล้ว น้องลีบอกว่ามีอีกที่ ฆูนูซีลีปัต ทะเลหมอก 360 องศา แค่นี้ก็รู้แล้วว่าต้องกลับมาที่นี่อีก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

Advertisements

สุคิริน

4 เม.ย.

สุคิริน ชื่อนี้ไม่เคยได้ยิน แต่เมื่อได้ปั่นมาถึง ทำเอานักปั่นเจ้าถิ่นนราธิวาสพากันอิจฉา เพราะคนในพื้นที่รู้จักแต่ยังไม่เคยมาสัมผัส


ยามเช้าที่เราตื่นนอนเห็นหมอกตั้งแต่นอนอยู่บนเตียง ที่นี่เป็นพระตำหนักอีกหลังของสมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี บรรยากาศที่นี่คล้ายดอยตุง อยู่บนเขาเห็นวิวเมืองจากมุมสูง อากาศเย็น และพัฒนาจากพื้นที่ไม่มีอะไรให้กลายเป็น นิคมสร้างตนเอง สุคิริน คำว่า “ สุคิริน ”  เป็นนามพระตำหนักที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานเมื่อครั้งเสด็จประทับแรมในพื้นที่นี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งมีความหมายว่า “ พันธุ์ไม้อันเขียวชอุ่ม ”  ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขา ป่าไม้ และพืชพันธ์ไม้นานาชนิด



คนที่อยู่ที่นี่มีทั้งทั้งพุทธและมุสลิม ประเพณียิ่งใหญ่ที่น่าสนใจของชาวพุทธ ฟังแล้วก็แปลกใจ คือ บุญบั้งไฟ ที่นี่มีคนอีสานย้ายมาอยู่เยอะ นอกจากอาชีพเกษตรกรรมที่เหมือนกันทุกที่ ที่นี่ยังมีอาชีพพิเศษไม่เหมือนที่ไหน “ร่อนทอง” ในสายน้ำแห่งทองคำ เป็นกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเข้าถึงวิถีชีวิตในสายน้ำ น้ำที่นี่ใสมาก ขยะสักชิ้นก็ไม่เห็น มีแค่สัตว์น้ำกับทองคำ ​​​​​


ได้ลองร่อนทองก็เข้าใจว่ากว่าจะได้ทอง 1 กรัม ต้องใช้เวลามากเพียงใด ใช้แรงมากขนาดไหน ปัจจุบันนี้ไม่สามารถใช้เครื่องยนต์ช่วยขุด อนุญาตให้แค่เสียมขุด ดินที่ขุดได้จะเอามาใส่ถาดไม้กลมๆ ร่อนเอาเศษดิน ก้อนหิน ก้อนกรวดออก จนเหลือแค่ทอง ที่แรกก็งงและสงสัยกลัวว่าร่อนๆอยู่ทองจะหลุดออกไปกับดินกรวดด้วย ความจริงแล้ว ทองมีน้ำหนักใน ตัวเอง ทองจะตกลงไปอยู่ข้างสุดติดขอบถาด น้ำเซาะซันก็ไม่ลอยไปไหน ทองที่นี่เป็นทองคำ 60% – 80% แค่ลงน้ำก็ไม่อดตายสำหรับคนที่นี่ ถึงจะขุดร่อนมากันยี่สิบสามสิบปีทุกวันนี้ก็ยังมีทอง


​​​

ความสนุกอีกอย่างที่ไม่ควรพลาด ล่องแก่งในสายน้ำทองคำ ให้เล่นจนเต็มอิ่ม พายกันเมื่อยแขนทีเดียว 3 ชม. 7 ชม. ไม่เคยเล่นล่องแก่งราคามิตรภาพกับระยะทางยาวแบบนี้มาก่อน มีจอดให้โดดลงเล่นน้ำ ไม่ได้โดดจากเรือแคนนูนะ แต่กระโดดจากต้นไม้ที่อยู่ริมแม่น้ำ มองจากข้างล่างดูไม่สูงมาก แต่กว่าจะปีนขึ้นไปยืนบนกิ่งและทำใจโดดลงมาได้ ขาสั่นดุ๊กดิ๊ก กองเชียร์ลุ้นอยู่นาน นับหนึ่งสองสามแล้วกั้นหายใจ ตัดใจปล่อยมือจากต้นไม้ ทิ้งตัวลงไปดำดิ่งสู่ใต้น้ำ ลึกมากจริงๆ รีบดีดตัวเองขึ้นมา ครั้งเดียวก็พอเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับทริปนี้

เข้าไปลึกมากขึ้นอีกจะมีเหมืองทองที่โด่งดัง “เหมืองทองโต๊ะโม๊ะ” อุโมงค์เหมืองทองแห่งนี้ทะลุไปมาระหว่างไทยกับมาเลเซียได้ ระยะทาง 1 กม.และต้นกะพงยักษ์ อายุ 200++ ปี ขนาด 35 คนโอบ ยังไม่หมดแค่นี้ สุคิรินยังมีน้ำตกสิรินธร และที่อยากไปมาก ต้องกลับไปอีกครั้ง ป่าฮาลา-บาลา, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา เป็นป่าดงดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดผืนหนึ่งบนคาบสมุทรมลายู น้องที่เจอกันที่เบตงเล่าว่าโรงเรียนเคยพาไปพักค่ายที่นี่ อากาศดีมาก สวยมาก น้ำใสมาก หนาวด้วย พี่ต้องหาโอกาสไปให้ได้นะ หนูยังติดใจอยากกลับไปอีกครั้งเลย