ช่วยครูอ้อมทำการบ้าน

7 มิ.ย.

ครูอ้อมขอนักสัมภาษณ์ เป็นการบ้านส่ง ป.โท โปรเจคเรื่องแรงบันดาลใจ แจนกับครูอ้อมสนิทกันมานาน เพราะครูอ้อมสอนแจนมาตั้งแต่ ม. 1 เมื่อครูอ้อมมีการบ้านมีหรอศิษย์คนนี้จะไม่ช่วย ในเวลากระชั้นชิดที่ต้องส่งงานหลายชิ้นพร้อมกัน แจนเลยอาสาเรียบเรียงบทสัมภาษณ์ครั้งนี้

10443667_10152177256596243_1325118266_n

เราเปลี่ยนที่นัดหมายกันดีกว่าค่ะ ถ้าขับรถยนต์มาติดนานแน่ เดี๋ยวแนนกับแจนปั่นไปหาเอง เพราะจักรยานไม่เคยเจอปัญหารถติดอยู่แล้ว” ก่อนที่จะคุยกับ “แนน-แจน” สองสาวนักปั่นเรื่องจักรยานเปลี่ยนชีวิตตามที่ตั้งใจไว้ กลับได้เปลี่ยนความคิดและมุมมองของตัวเองตั้งแต่ยังไม่ทันได้นั่งพูดคุยอย่างเป็นทางการ เพียงแค่จักรยานได้แสดงความคล่องตัวให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อล้อจักรยานของทั้งสองแตะเบรค “แนน-นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล” (Nonlany Ungwiwakul) หนึ่งในตัวแทนผู้ใช้จักรยาน แอดมินเพจ Bangkok Bicycle Campaign และคนต้นเรื่องของพ็อกเก็ตบุค “แค่(ลา)ออกมาปั่น” ย้อนความถึงที่มาของชีวิตบนหลักอานว่า เมื่อก่อนก็ขับรถยนต์ไปทำงานเหมือนคนทั่วไป มีหน้าที่การงานที่มั่นคง แต่แล้วเมื่อวงจรชีวิตต้องติดอยู่บนถนนจนน้ำมันเกลี้ยงหมดถัง เห็นเพื่อนรอบข้างเริ่มมีปัญหากับสุขภาพ “จักรยาน” พาหนะที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็กๆก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง “ตั้งใจจะเกษียณอายุตัวเองตอนอายุ 40 ปี หลังจากนั้นก็จะทำตามที่ฝันไว้ อยากท่องเที่ยว อยากช่วยเหลือสังคม แต่มาถึงวันนี้ต้องบอกว่ามันเกินคาดเพราะแนนตัดสินใจลาออกมาปั่นจักรยานและทำเรื่องจักรยานเพื่อส่วนรวมอย่างเต็มที่มา 2 ปีแล้ว โดยมีเพจBangkok Bicycle Campaign เป็นเซ็นเตอร์ให้เพื่อนๆนักปั่นสามารถแชร์ประสบการณ์ ขณะที่เราก็ได้ขับเคลื่อนเรื่องราวต่างๆให้นักปั่นได้ติดตามตลอดเวลา” แนนเล่าต่อว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีคนสนใจจักรยานจนเลยคำว่า”กระแส”ไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมองว่า เส้นทางจักรยานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเกี่ยวกับจักรยานก็ยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะที่จอดรถจักรยาน ห้องอาบน้ำสำหรับนักปั่น เลนจักรยานภายใต้การ “แชร์ เดอะ โรด”และทุกสิ่งอย่างที่สามารถเอื้อเฟื้อกันและกันได้ เพื่อที่ว่าวันหนึ่ง รุ่นลูกรุ่นหลานอยากปั่นแบบเราบ้าง เราก็ไม่สามารถอ้างเหตุผลได้ว่า “มันอันตรายเกินที่จะปั่น อย่าปั่นเลย”

10372046_10152177257921243_8398378064949803054_n

ส่วนทางด้าน “แจนอุมาลักษม์ พันธุมสุต”(Umalux Bandhumasuta) อดีตผู้สื่อข่าวที่เสพติดจักรยานไม่ต่างกับแนนเผยว่า มีโอกาสได้สัมภาษณ์คู่รักนักปั่นอย่าง “พี่วรรณ-พี่หมู (อรวรรณ-เจริญ โอทอง)” ที่ทำตามฝัน ปั่นจักรยานรอบโลก นับเป็นเรื่องดีที่ได้ถามตัวเองว่า เรามีฝันอะไรบ้าง เหมือนได้กรองตัวเองอีกครั้ง จนในที่สุดก็ตอบตัวเองได้ว่า ปั่นจักรยานในกรุงเทพนี่ล่ะ ท้าท้ายน่าดู แจนจึงตัดสินใจซื้อจักรยานทันที “หลังจากที่ไปซื้อจักรยาน แจนก็ยังไม่ได้ปั่นทันที เหมือนยังไม่กล้าพอ แต่พอพี่เจ (พี่สาว) เริ่มปั่นจักรยานไปทำงาน เราเองก็เป็นห่วง กลัวเรื่องอุบัติเหตุ แต่ในขณะที่เรากังวลมาก พี่สาวเรากลับมีความสุขมาก เหมือนชีวิตอิสระมากขึ้น พี่เจปั่นไปทำงาน พอเลิกงานก็ปั่นไปสะพานพุทธกับเพื่อนๆที่ทำงาน ปั่นไปหาอะไรทานกัน วันนั้นล่ะที่ทำให้เห็นความแตกต่างเมื่อ พี่เจทำให้สะพานพุทธที่เราเคยไปดูสวยขึ้น ขนมที่เราเคยทานดูน่าอร่อยมากขึ้น เพราะพี่เจปั่นจักรยาน” เมื่อพี่วรรณ-พี่หมูเป็นผู้จุดประกาย ขณะที่พี่เจเป็นผู้สลัดความกลัวโดยการลงมือทำ ทำให้แจนไม่รีรออีกต่อไป ตัดสินใจไปซื้อจักรยานทันทีแล้ววันรุ่งขึ้นก็เริ่มปั่นไปทำงาน ความสนุกและชูรสในชีวิตก็มีเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่นั้นมาจนวันนี้ก็กว่า 4 ปีแล้ว ไม่มี”ความบังเอิญ”บนโลกใบนี้ (No coincidence Neither accident) จากการพูดคุยกันเบื้องต้นยังไม่รู้เลยว่าทั้งสองคนมาเจอกันได้ยังไง จนแจนบอกว่าเพราะจักรยานนี่ล่ะที่ทำให้เราสองคนโคจรมาเจอกัน หลายคนรู้จักกันเพราะจักรยาน อาจเป็นเพราะเคมีบางอย่างตรงกัน สนใจเรื่องเดียวกัน ปั่นจักรยานเหมือนกัน มันเลยไม่ยากที่จะรู้จักกันเร็วขึ้นกว่าคนทั่วไป “แนนไม่รู้จักแจนมาก่อนเลย แต่เห็นในเฟซบุคแล้วรู้สึกว่า ทำไมเหมือนเราเลย บ้ากว่าเราด้วยซ้ำ ผู้หญิงอะไรปั่นจักรยานจากดอนเมืองไปท่าพระคนเดียว กล้ามาก ที่สำคัญเขาทำเพจจักรยานที่โฟกัสแต่ผู้หญิงกับจักรยาน พามือใหม่ปั่นจักรยานจนเสพติดไปตามๆกัน” “แจนทำเพจ Likecycle ขึ้นมาเพราะอยากให้ทุกคนรู้ว่า ผู้หญิงก็ปั่นจักรยานได้นะ โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างเราๆนี่ล่ะ ที่อยากปั่นจักรยาน แต่ไม่กล้าสักที เพจนี้จึงเป็นพื้นที่ที่ให้ทุกคนก้าวข้ามความกลัวและกล้าที่จะปั่นจักรยาน หลังจากที่เราเสียเวลากับความวิตกที่ยังไม่ได้ลงมือทำมานานมากแล้ว” เมื่อแอดมินเพจจักรยานทั้งสองคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเป็นกระบอกเสียงให้อีกหลายคนได้ใกล้ชิดกับจักรยานมากขึ้น แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่รู้จักกัน จนวันที่ไปถ่ายรายการ Bicycle Diary ของ TPBS แจนเล่าว่า ใครๆก็รู้จักแนน จะบอกว่าเป็นเจ้าแม่ของวงการจักรยานก็ได้ แต่แจนไม่รู้จัก ยังไปถามเขาเลยว่า พี่ชื่ออะไรคะ มันน่าอายจริงๆ แต่เชื่อไหม นับตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้แจนรู้สึกว่า แจนโชคดีที่ได้รู้จักคนดี คนเก่งและชื่นชมเขามาก เพราะเห็นถึงความตั้งใจดีที่จะทำเรื่องจักรยาน ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้แจนเปลี่ยนความคิดจากประโยคคำถามที่เขาถามว่า “ปั่นจักรยานทำไม ปั่นเพื่ออะไร แล้วเราสร้างประโยชน์อะไรจากการที่เราปั่นจักรยานได้บ้าง” คำถามเหล่านี้ทำให้คอนเซ็ปต์ปั่นไปกิน ปั่นไปเที่ยวมันสลายลงในพริบตา และแจนก็ตัดสินใจว่า แจนจะช่วยแนนเท่าที่จะทำได้ “ทุกครั้งที่หน่วยงาน บริษัท องค์กรต่างๆติดต่อแนนมาให้ไปเป็นที่ปรึกษาเรื่องจักรยาน แนนก็จะปั่นจักรยานไปและขอนำจักรยานเข้าห้องประชุมไปด้วย เพราะจักรยานเปรียบเสมือนนามบัตรของแนนไปแล้ว” “แนนทำเพราะอยากทำ ตั้งใจลาออกเพื่อมาทำงานจักรยาน แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องให้เป็นไปในรูปแบบไหน เพราะถ้าหวังแล้วจะผิดหวัง แนนแค่เชื่อว่าไม่มีอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้นแค่เราลงมือทำ อย่างเช่นเรื่องฝาท่อที่เป็นสาเหตุหนึ่งของอุบัติเหตุชาวสองล้อ แนนและทีมงานก็เป็นกระบอกเสียงจนทางกทม.รับเรื่องและดำเนินการเปลี่ยนให้เรียบร้อย ซึ่งโครงการนี้ทางผู้ว่าฯกทม.เองก็รับทราบและยังคงทยอยเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยต่อไป” หนึ่งในโครงการที่แนนทำ ยังไม่รวมถึงการจัดทริปจักรยาน อย่างเช่น Lady on Bike ที่ตอบโจทย์ผู้หญิงให้ทลายกำแพงความกลัว ซึ่งหลายคนก็เสพติดจักรยานเพราะทริปนี้ หรือจะเป็นการสำรวจเส้นทางจักรยาน รวมไปถึงเป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการทำจุดจอดรถจักรยานตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ล้วนแล้วแต่ทำด้วยความเต็มใจและดีใจที่ได้ทำทั้งนั้น ยิ่งตอกย้ำประโยคที่ว่า “ชีวิตที่ดีคือการที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก แต่ชีวิตเราจะมีคุณค่าถ้าเราได้ทำให้สิ่งที่รักสิ่งนั้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม” ปั่นด้วยใจ ไปด้วยกัน (Let’s Ride together นั่นล่ะ ^^) หากใครเคยอ่าน The District ซึ่งเป็นฟรีแมกกาซีนก็คงคุ้นหน้าคุ้นตาสองสาวนักปั่นคู่นี่อยู่ไม่น้อย เพราะจักรยานกับแนนแจนได้พาผู้อ่านไปเที่ยวกับเธอทั้งสองผ่านตัวอักษรได้อย่างน่าติดตามจนหลายคนอยากปั่นจักรยานไปร่วมทริปด้วย อีกทั้งเส้นทางที่ทั้งสองไปนั้นก็เป็นล้วนเป็นเส้นทางที่ยินดีต้อนรับจักรยาน ขณะที่รถยนต์คงได้แต่จอดไว้ถ้าอยากไปกับคู่นี้ “จริงๆแล้วแนนตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสแนนอยากไปปั่นจักรยานที่ต่างประเทศบ้าง เห็นใครๆก็ไปแต่เมืองจักรยานอย่างเช่นอัมสเตอร์ดัม แต่พอมาขับเคลื่อนเรื่องจักรยานจริงๆก็เกิดคำถามว่า ทำไมเราไม่ทำให้บ้านเรากลายเป็นเมืองจักรยานบ้าง บวกกับมาเจอแจนที่เปลี่ยนความคิดแนนทันที เมื่อแจนถามว่า เที่ยวเมืองไทยครบแล้วเหรอ รู้จักเมืองไทยดีพอรึยัง จะไปทำไมเมืองนอก กรุงเทพเรายังเที่ยวไม่ครบเลย เจอคำถามนี้ไปเข็มทิศการเดินทางก็เปลี่ยนทันที “ ในเรื่องนี้ แจนเสริมต่อว่า ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต่างอยากมาเมืองไทย แล้วทำไมเราถึงต้องไปแสวงหาที่ท่องเที่ยวไกลๆอย่างเมืองนอกด้วย ในเมื่อเมืองไทยเราก็มีดีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังเที่ยวไม่หมด ไปไม่ทั่วเลย เพราะฉะนั้นก่อนจะไปปั่นที่เมืองนอก ขอปั่นในเมืองไทยก่อนดีกว่า “เราเป็นคนไทย แต่ไม่รู้จักเมืองไทย ไม่เที่ยวเมืองไทย กลับตรงกันข้าม คนที่หลงเสน่ห์เมืองไทยกลายเป็นชาวต่างชาตินี่มันน่าอายนะ เมืองไทยมีดีตั้งเยอะ การที่เราได้ปั่นจักรยานไปเที่ยวในแต่ละจังหวัด แต่ละสถานที่ อย่ามองแค่เราได้อะไรจากที่นั้นๆ แต่เราต้องมองด้วยว่า เราให้อะไรด้วยรึปล่าว” ทั้งนี้ เมื่อถามเรื่องทริปที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ทำให้ทราบว่า แนนมักจะเป็นคนนำ โดยที่มีแจนเป็นคนปั่นตาม และมีGPSนำทางอยู่เสมอ หากมีเวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ก็ปั่นใกล้ๆอย่างเช่น กรุงเทพ-แม่กลอง กรุงเทพ-นครปฐม หรือกรุงเทพ-ชลบุรีแต่หากมีเวลามากกว่านั้นเราก็จะจัดทริปทางไกล โดยกระจายรายได้ให้รถขนส่งสาธารณะ แล้วปั่นต่อไปเช่น ประจวบ-ชุมพร ตะกั่วป่า-คึกคัก จ.พังงา หรือปั่นใน อ.เบตง จ.ยะลา เป็นต้น “เราไม่เคยไปที่ไหนเราก็จะไป การที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะเราตั้งใจปั่นจักรยาน ดังนั้นมันต้องพอเพียงที่สุด สะดวกที่สุด และอีกมุมหนึ่งคือเราได้กระจายรายได้ในอีกหลายคน อุดหนุนคนไทยด้วยกัน บางจังหวัดที่เราปั่นกันไปก็ไปนอนค้างบ้านพี่ที่รู้จักกันก็มี มันสนุกแบบอิสระ ต้องขอบคุณที่มีจักรยานและขอบคุณตัวเองที่รู้ว่าต้องการอะไร” แจนเล่า “แนนไม่เคยเดินทางไปไหนคนเดียว เวลาไปเที่ยวก็เที่ยวกับครอบครัวตลอด แต่พอเจอแจน มันคลิกกันพอดี ลุยด้วยกันทั้งคู่ ทริปของเราจึงเกิดขึ้นไม่ยาก จนหลายคนอิจฉาว่าอยากไปปั่นกับเราด้วย ซึ่งจริงๆแล้วแนนว่าทุกคนก็สามารถทำได้ ปั่นไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก แต่ต้องดูเส้นทางบริหารเวลาเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางด้วย แล้วจะรู้ว่า การปั่นจักรยานทางไกลมันทำให้เราเห็นเมืองไทยที่สวยขึ้น เจอเพื่อนร่วมทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักปั่นต่างชาติหรือคนไทยตลอดทาง” จากการพูดคุยกว่า 2 ชม. ทั้งคู่เล่าเรื่องราวจักรยานจนสามารถสัมผัสถึงมวลความสุข( GDP =GROSS DOMESTIC HAPPINESS) ได้มากมายเหลือเกิน แม้ชีวิตของทั้งสองจะค่อนข้างแตกต่างกัน เมื่อคนหนึ่งตัดสินใจลาออกจากงานมาทำเรื่องจักรยานอย่างจริงจัง ขณะที่อีกคนยังคงทำงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจ แต่จักรยานก็ยังคงอยู่ในชีวิตประจำวันเพราะแจนเลือกที่จะปั่นจักรยานไปทำงาน อาจบอกได้ว่าเวลาที่อยู่บนหลักอานจักรยานของทั้งสองคนนี้ได้สะท้อนให้เห็นอีกมุมของชีวิตที่มีความสุขอย่างมีคุณภาพโดยที่ไม่ต้องลงทุน สรรหาสิ่งของราคาแพงได้เป็นอย่างดี อินสไปร์…อิน จะ ตาย (Learn from everyone, Follow no one) หากถามว่า “ความสุข” ของแนนแจนอยู่ที่ไหน ทั้งสองต่างตอบตรงกันว่า อยู่ที่ปัจจุบัน ขณะ เพราะวันนี้เรารู้จักตัวเองแล้วว่าเราต้องการอะไร ชอบอะไร และได้ลงมือทำอย่างเต็มที่ ต้องขอบคุณจักรยาน พาหนะมหัศจรรย์ที่ทำให้โลกกว้างขึ้น เมืองไทยสวยขึ้น มีเพื่อนมากขึ้น และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงมากขึ้น “แจนยังคงทำงานเหมือนคนทั่วไป แต่ที่ต่างกับหลายคน อาจเป็นเพราะมนุษย์เงินเดือนคนนี้ไม่เคยเครียดกับงาน ไม่เคยเบื่อหน่ายหรือล้าจนหมดพลังในชีวิต จักรยานช่วยแจนได้เยอะมาก ไปทำงานก็มีความสุขเพราะได้ปั่นจักรยานไป เลิกงานก็สุขยิ่งกว่าเพราะได้อยู่บนจักรยานไม่ต้องติดอยู่บนถนนเหมือนชีวิตคนในรถยนต์ ที่สำคัญคือได้ทำงานและได้ทำในสิ่งที่รักควบคู่กันไป นั่นคือการเขียนหนังสือ คอลัมน์ท่องเที่ยวใน The District” “หลายคนบอกว่า อ่านคอลัมน์ NanJanแล้วอยากปั่นจักรยานบ้าง ขณะที่อีกหลายคนบอกว่า เขาจะไปย้อนรอย ตามเส้นทางที่เราสองคนไป แจนว่าการที่เราพาคนอ่านไปเที่ยวกับเราผ่านตัวอักษรก็ทำให้พวกเขาได้กรองตัวเองไปในตัวว่า พวกเขาอยากทำให้อะไร แรงบันดาลใจที่ปิดตายมานานควรถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ก็รู้สึกดีที่เราสองคนทำให้อีกหลายคนเห็น มันมีค่ามากกว่าที่เราจะไปชวนพวกเขาปากเปล่าว่า ไปปั่นจักรยานกันเถอะ” ส่วนทางด้านแนนเผยว่า ตัวแนนเองก็จะยังคงสานเรื่องจักรยานต่อไป ใจจริงอยากให้มีกระทรวงจักรยานขึ้นมาโดยเฉพาะ อีกหลายคนได้รู้จักกับจักรยานแล้วจะรู้ว่า จริงๆแล้วจักรยานสามารถพาเราไปไหนก็ได้ ที่เราอยากจะไป และอยากพัฒนาเรื่องจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “แค่เชื่อมั่น เคารพ ศรัทธาในตัวเอง ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นและรู้จักตัวเองก่อน แนนจะลิสต์ไว้เลยว่า อยากทำอะไร ยังไม่ได้ทำอะไร แล้วก็ลงมือทำ ก้าวข้ามความกลัวไปให้ได้ อย่าให้ชีวิตอยู่กับการทำงาน ทุ่มเทกับงานจนลืมให้รางวัลตัวเอง มันน่าเสียดายเกินไป อะไหล่รถยนต์เปลี่ยนได้ แต่อะไหล่ของตัวเองเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าอยากเป็นคนแก่ที่แข็งแรง ต้องไม่ละเลยตัวเองเด็ดขาด“ แม้ว่าทั้งแนนและแจนจะมาจากต่างที่มา แต่จักรยานก็ทำให้เขาทั้งสองโคจรมาเจอกันและได้ทำตามฝันในแบบฉบับของตนเอง ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากทุกคนลุกออกจากโต๊ะทำงาน วางKey Performance Indicator (KPI) แล้วพูดคุยกับตัวเอง รู้จักตัวเองให้มากขึ้น ความสุขที่หลายคนโหยหาคงอยู่ไม่ไกล แรงบันดาลใจจากใครหลายคนคงไม่ใช่ประเด็น หากเห็น “ตัวเอง” แล้วก็คงเห็น “แรงบันดาลใจในตัวเรา”

10262223_10152177257731243_4944296900757154597_n

ขอบคุณครูอ้อมค่ะ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: