หลวงพ่อมารับ #2

13 ส.ค.

ระทางวันนี้ 80 km ฟังดูเหมือนไม่ไกลแต่ก็ใช้เวลาทั้งวัน ที่น่าประทับใจมากกว่านั้นมีหลวงพ่อปั่นมารับ และมีสาวโบมือใหม่ปั่นได้ถึงวัดและเป็นครั้งแรกของเธอที่ปั่นทางไกลด้วยนะ

หลังจากพี่ๆ นักปั่นจากบุรีรัมย์มารับพวกเราก็พาออกปั่นตรงไปร้านโจ๊กของเพื่อนนักปั่นแต่ว่าร้านปิด เราก็เลยเปลี่ยนไปกินข้าวราดแกงที่เป็นร้านเพื่อนนักปั่นอีกคน ไม่ธรรดาเพราะเจ้าของร้านรุ่นคุณป้าก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมจักรยานที่นี่แต่นานๆ ทีจะไปออกทริป ว่าแล้วก็โชว์จักรยานให้ดูก่อนไปตักอาหารให้พวกเรา

ป้าค่ะ ตั้งเยอะมากไปแล้วทานไม่หมด นักปั่นตอนเช้าต้องทานอิ่มๆ จะได้มีแรงนะ มันเยอะเหมือนได้สองจานแล้วค่ะไม่หมดจริงๆ อิ่มแล้วก็เดินทางต่อจุดหมายวันนี้ก็วัดป่าลานหินตัด ทริปนี้ทุกคนมีกระเป๋าพ่วงท้ายจักรยานกันทุกคันพี่ๆ ก็จะไปนอนค้างด้วยกันหรอคะ อ๋อข้างในเราพกขวดน้ำไว้ อ๋อค่ะ แล้วเราจะผ่านสนามไอโมบายไหมคะ ระหว่างปั่นผ่านสนามกีฬาจังหวัดก็ส่งคำถามกลับไป ผ่านสิครับ อยากเห็นจังได้ข่าวว่าเท่มาก

เราปั่นผ่านอนุเสาวรีย์ ร.1 เพิ่งรู้ว่าตั้งอยู่ที่นี่ รู้สึกที่นี่ถนนรถน้อยดีสะอาดด้วยเหมาะแก้การปั่นจักรยานได้ ปั่นตามทางถึงทางโค้งก็เริ่มเห็นสนามใหญ่ๆ อยู่ฝั่งซ้าย นั่นไงครับสนามไอโมบาล โอ้โหใหญ่มากๆ ดูอินเตอร์สุดๆ เท่อะ กรุงเทพฯ ยังไม่มีแบบนี้ อยากจะปั่นเข้าไปดูข้างในใกล้ๆ จัง เอาจักรยานไปตั้งถ่ายรูป แต่ผู้นำของเราปั่นไปโน่นแล้วคันสุดท้ายอีกตามเคย

มองบนถนนทำไมขอบทางที่นี่กว้างจัง ปั่นไปสักพักก็เห็นรูปจักรยานบนพื้น ว้าวนี่เลนจักรยานของที่นี่หรอคะ กว้างใหญ่เท่าหนึ่งเลนถนนเลย เขาทำได้ยังไงเนี่ย ที่นี่มีผู้ใหญ่ชอบปั่นจักรยานสนิทกับนักการเมืองครับ เขามีกำลังภายใน ว้าวดีจริงใช้กำลังภายในแบบนี้ ฝั่งตรงข้ามก็มีครับ นั่นสิจริงด้วยเหมือนฝันไป ไม่คิดว่าบุรีรัมย์จะมีทางจักรยาน ว่าแต่ไม่เคยได้ยินข่าวมาก่อนนะคะ อะไรจะสุดยอดขนาดนี้ เลนถนนไปกลับอย่างละ 2 เลน ขอบข้างทางสองข้างไปกลับมีเล่นจักรยานกว้างเท่าถนนหนึ่งเลน

แล้วเลนจักรยานยาวไปถึงไหนค่ะ ตอนนี้เสร็จแล้วรอบบายพาสก็ประมาณ 30 km ครับ ได้ข่าวว่าจะทำเลนคู่กับการขยายถนนไปตลอดทางผ่านทุกอำเภอ โหยสุดยอดไม่รักไม่เลือกใครจะทนไหว เป็นเราคนที่นี่ก็คงโดนซื้อใจ น่่าจะว่ากันเป็นเรื่องๆ เรื่องไหนทำดีก็ชมแล้วเอามาสานต่อ เรื่องไหนไม่ดีก็พิจารณากันไปตามกฏหมาย แยกแยะกันได้ไม่ต้องเหมารวม

เราปั่นไปตามทางจักรยานผ่านวัดแค่ประตูทางเข้าก็สวยจนอยากเลี้ยวเข้าไป แต่พี่ๆ เขาไม่ได้แวะให้ ระหว่างทางก็มีนักปั่นที่สวนมาอีกทางโบกมือทักทายจากอีกฝั่งถนน ที่นี่ปั่นกันเยอะไหมคะ ก็เยอะนะ 500 คันได้ โอ้ระดับ 500 คันก็อนุมัติทำเลนจักรยานได้ด้วย ครับพวกเราใช้เส้นนี้ซ้อมปั่นกันประจำดีมากชอบมาก แอบอิจฉาทำเอาอยากมาอยู่ที่นี่ขึ้นมาทันใด ผิดจากที่คิดไว้มากมาย บุรีรัมย์เขียวอย่างนี้เลยหรอค่ะ สองข้างทางเห็นทุ่งนา ครับถ้าได้มาตอนข้าวออกรวงจะสวยกว่านี้ มันจะมีกลิ่นหอมๆ ด้วยนะ

วัดนี้น่าสนใจเราแวะกันไหมครับ ปั่นเลยมาแล้วย้อนกลับไปหน่อย พี่ๆ ไปไหนก็ไปตามกัน ปั่นเลี้ยวเข้าไปเจอคุณยายกำลังซิ่งจักรยานเพราะข้างหน้าเป็นเนินสูง แล้วเราก็ไปประกบคุยสอบถาม พี่วีก็บอกว่าจอดหน่อยสิครับอยากจะถ่ายรูปยายคู่กับจักรยาน แล้วก็ขอสัมภาษณ์นิดหน่อยสั้นๆ คุณยายก็ใจดีตกลง พอเราคุยเสร็จก็ปั่นต่อไป มองกลับมาดูรู้สึกผิดนิดๆ เพราะคุณยายกำลังได้รอบส่งขึ้นเนินต้องมาเริ่มต้นใหม่ ส่วนพวกเราแค่เปลี่ยนเกียร์ก็ปั่นสบาย ส่วนคุณยายต้องกดแล้วกดอีก

เราเดินเที่ยวเข้าไปในวัดนั่งเล่นถ่ายรูปแล้วก็ปั่นเวียนรอบโบสถ์หมดไปหลายนาที กำลังจะปั่นลงเพื่อไปต่อคุณยายเพิ่งจะขึ้นมาถึงเอง รู้สึกผิดไหมๆ อุอุ ไหลลงเนินกันอย่างสนุกกลับมาถึงถนนใหญ่ วันนี้อากาศดีมากๆ ไม่มีแดด ปั่นกันสบายๆ แต่รู้สึกเหมือนไม่มีแรงยังไง หรือเพราะนอนไม่พอ แต่ยังหมุนบันได้ไปได้เรื่อยๆ น้องโบยังไหวไหม ไหวค่ะ ปั่นต่อไปตามทางจนทางจักรยานหายไปแล้ว ถนนเริ่มแคบเหลือแค่สองเลน ไปกลับอย่างละเลนมีไหล่ทางเล็กๆ

ไม่ไหวแล้วค่ะ น้องโบจอดลงนอนข้างทาง ทีแรกคิดว่าจะนั่งเฉยๆ นอนเลยหรอ ค่ะ ภาพที่เป็นสาวสวยในห้างแอร์เย็นหายไปเป็นไปภาพสาวสวยนอนอยู่ข้างทางแทน ไม่ห่วงสวยแล้วหรอ เวลานี้ไม่มีเวลาห่วง พี่ๆ บอกว่าปั่นอีกนิดข้างหน้ามีศาลาให้พัก เธอก็ลุกขึ้นมาปั่นต่อ แต่คราวนี้พี่วีบอกจะเอาเชือกให้จับช่วยลากไป สอนวิธีจับเชือกไว้ ว่าถ้าเสียหลักอย่างไรให้ปล่อยเชือกจากมือได้เลย จะไม่ผูกไว้ที่จักรยานนะ

นิดเดียวจริงๆ ระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรเองก็เห็นที่พัก เราพักกันที่นี่อยู่นาน แล้วก็เข้าใจว่ากระเป๋าที่พี่ๆ บอกว่าใส่น้ำมันมันจำเป็นขนาดไหน ตลอดทางไม่มีร้านขายก็ได้น้ำจากพี่ๆ นี่แหละแบ่งให้ ขวดลิตรใหญ่ๆ แบบขวดน้ำอัดลมอยู่ในกระเป๋ารวมกันทั้งหมด 6 ขวด ปั่นแบกน้ำกันขนาดนี้ ขอบคุณนะคะ อีก 40 กว่ากิโลแล้ว อีกไกลไหมคะน้องโบถาม ไม่ไกลแล้วละสิกว่าโลเองครับ หนูเจ็บก้นมากเลย พักนานกว่านี้ก็ได้ให้เราพร้อมก่อนค่อยไปต่อ ไม่รีบๆ

ไปต่อได้แล้วค่ะพร้อมแล้ว พร้อมจริงๆ ด้วยเธอออกไปกับกลุ่มหน้าแบบดูดติด ส่วนแนนก็อยู่หลังสุดเหมือเคยปั่นไปดูวิวดูป้ายไปตลอดทางแล้วก็มาสดุดกับสนามบินน้ำแต่มีรูปนก ที่นี่เป็นที่รวมของนกครับถ้าอยากดูนกต้องมาที่นี่ข้างในมีนกเยอะมากๆ แต่วันนี้เราไม่ได้แวะ เพราะหลวงพ่อรออยู่เรานัดเวลากันไว้แล้วว่าจะไปเจอกันสิบเอ็ดโมง ดูเวลาวันนี้คิดว่าบ่ายแล้วนะเหมือนปั่นมานานมากๆ เพิ่งจะสิบโมงเองหรอเนี่ย หรือเพราะว่าวันนี้เริ่มปั่นแต่เช้าตี 5 ทั้งหมดก็ห้าชั่วโมงแล้ว

มาถึงแยกเห็นจักรยานจอดอยู่หลายคันเปิดเพลงไว้ด้วย ก็ไม่เคยเห็นหลวงพ่อชัดๆ พอเห็นก็ตกใจนะ ดีใจด้วยได้เจอตัวจริงแล้วขอเวลาปรับตัวสักพักยังไม่คุ้นชิน ระหว่านั้นก็มีชาวบ้านมาถวายของให้ ดูคนที่แล้วพระเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเห็นปุ๊บซื้อของถวายปั๊บ พอดีเราจอดพักกันอยู่หน้าร้านขายน้ำและขนม หลวงพ่อเอาขนมมาแบ่งให้พวกเราบอกว่าระหว่่างปั่นมามีคนเอาของถวายตลอดก็เลยมาถึงช้าไปหน่อย ถ้าหลวงพ่อมาถึงเร็วกว่านี้คงนั่งรอนานแน่ค่ะ

นั่งพักให้หายเหนื่อยแล้วค่อยไปต่อเมื่อกี้หลวงพ่อก็ปั่นมาประมาณ 30 km จากนี้ไปวัดเส้นทางจะเริ่มมีเนินผสมแล้วนะ หลวงพ่อใช้จักรยานคันนี้ปั่นขึ้นเนินด้วยหรอค่ะ เนินที่นี่ไม่สูงมากปั่นได้อยู่ แข็งแรงมากๆ ค่ะ ขอไปชมจักรยานใกล้ๆ ลองยกดูสิ ค่ะ ยกแล้วแต่ไม่ขยับ ยกไม่ขึ้นค่ะ หนักกี่กิโลค่ะ รวมๆ ของแล้วก็เกือบสี่สิบโล โอ้โหหลวงพ่อขาแรง

มองดูจักรยานที่ส่งเสียงเพลงที่พี่ธีร์ปั่นมา คันนี้ดูทันสมัยขึ้นมาหน่อยมีเกียร์ช่วยทดแรงคันนี้ก็ของหลวงพ่อครับ ข้างหลังนี้เป็นแผงโซล่าเซลล์ มีคนเอามาถวายหลวงพ่อพี่ก็เลยหาแบตมาต่อเก็บพลังงานเนี่ยเราปั่นเปิดเพลงทั้งวันก็ยังได้ มีที่ชาร์ตแบตโทรศัพท์ด้วยนะ ดีจริงๆ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า

แล้วก็ถึงเวลาโบกมือลาพีๆ นักปั่นบุรีรัมย์ ขอบคุณที่ปั่นมาส่งนะคะ เราถ่ายรูปรวมกันก่อนแยกย้ายระทางต่อไปอีก 30 กิโลเท่าที่หลวงพ่อปั่นมา เวลานั้นรู้สึกว่าระยะทางที่เราปั่นมาก็พอๆ กับหลวงพ่อปั่นมาแทบไม่ต่างกันเลย เหนื่อยๆ แบบนี้รู้สึกได้ว่าเสมอภาคมาก

เติมพลังกันอิ่มแล้วเราปั่นต่อดีกว่าคราวนี้แนนปั่นตามหลวงพ่อ ขอไปประกบข้างๆ สอบถามหลายเรื่องที่ตั้งใจมาหาคำตอบ ธรรมะกับจักรยานคืออะไรคะ ปั่นจักรยานไปแล้วฝึกสมาธิไปด้วยยังไงคะ ได้ยินแต่นั่งสมาธิ ปั่นสติยิ่งคิดไม่ออก เพราะตลอดทางเราก็ต้องระวังรถ ระวังพื้นถนน และอีกหลายอย่าง เคยได้ยินแต่เดินจงกลม ซ้ายย่างหนอขวาย่างหนอ ถ้าเป็นจักรยานก็ให้คิดตอนหมุนบันไดหรอคะ

หลังจากยิงคำถามไปเยอะมากหลวงพ่อก็เริ่มสอนกลับมา สมาธิเวลาเราไม่จำเป็นต้องนั่งเฉยๆ นะ เวลาเราทำอะไรเราก็มีสมาธิมีสติอยู่กับสิ่งที่ทำให้รู้ตัวตลอดเวลาว่าขณะนั้นเรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่ใจลอยไปที่นั่นที่นี่ ลองดูนะเราลองปั่นบนเส้นสีขาวแบบไม่ให้ตก หลวงพ่อก็ปั่นให้ดู เราก็ปั่นตาม ถ้าเราปั่นบนเส้นสีขาวได้เวลาเราปั่นทางเล็กๆ แคบๆ เราก็ปั่นได้ไม่ตก แต่หลวงพ่อค่ะถ้าทางมันสูงกว่าถนนมันก็ปั่นไม่ได้แล้วทำใจได้ทันทีว่าตกชัวร์

แล้วอยู่ใน กทม ถนนก็ไม่โล่งให้ปั่นบนเส้นขาวได้ตลอดด้วยค่ะรถมีเฉี่ยวแน่ๆ ถ้าใน กทม คงจะอยากหน่อย แต่ก็ฝึกได้นะ แล้วรถที่ออกมาจากแยกข้างหน้าแบบนี้สมาธิก็หลุดกระเจิงสิค่ะ พอดีมีรมผ่านมาขณะเรากำลังปั่นข้างแยก หลุดแล้วก็รีบให้มันกลับเข้ามาหาตัวสิ ยังไม่หายสงสัยยังคาใจและไม่เข้าใจแต่ไม่รู้จะถามอะไรละ ให้หลวงพ่อได้ปั่นอย่างมีสมาธิดีกว่าไม่กวนๆ เดี๋ยวเราจะแวะกินข้าวกันข้างหน้านะ ปั่นไปเหมือนจะเลยแล้วหลวงพ่อถามพี่ธีร์ เลยแล้วนิ วันนี้ร้านปิดครับ ไปอีกร้านทางนั้นดีกว่า ร้านนี้ก็ปิดครับ

ไปตามทางที่จะไปวัดก็ได้นะคะ มีร้านไหนเปิดก็ร้านนั้น ปั่นมาสักพักก็มาเจอร้านอาหารตามสั่ง วันนี้ลองสั่งผัดซี่อิ๊วดีกว่า อร่อยดีนะมีมะนาวด้วย คนสั่งผัดไทยยังไม่ได้มะนาวเลย แล้วเจ้าของร้านก็แบกน้ำเปล่าหลายขวดมาถวายบอกว่าให้หลวงพ่อไว้ดื่มระหว่างทาง ใจดีจังค่ะ เจ้าของร้านบอกว่าเคยเห็นหลวงพ่อปั่นผ่านหลายทีวันนี้ดีใจมากที่หลวงพ่อมาจอดแวะร้าน คุยกับหลวงพ่อว่าลูกชายก็บวชอยู่ ดูท่าจะเป็นคนธรรมะใกล้พระมากๆ แม่ค้าคนนี้ แล้วหลวงพ่อก็บอกให้พี่ธีร์จ่ายเงิน พวกเราคืนพี่ธีร์ก็บอกหลวงพ่อเลี้ยงนะ ขอบคุณนะคะ

อิ่มแล้วก็ปั่นต่ออีกหลายสิบโลก็ถึงวัด ฟังดูไกลจังโบยังไหวไหม ได้อยู่ค่ะพี่แนน เส้นทางปั่นก็สวยมากเรียบตลอดทางแบบไม่ต้องระวังอะไร เนินอยู่ข้างหน้าความเร็วช่างสวนทางหลวงพ่อเร่งกดบันไดหนักขึ้นปั่นไปถึงบนยอดแล้ว ส่วนแนนกลับเปลี่ยนเกียร์เบาลงความเร็วก็ลดลงเหลือครึ่งเดียว พอขึ้นไปถึงเนินหลวงพ่อก็ดิ่งลงไปไกล ด้วยน้ำหนักของจักรยาน ปั่นทิ้งห่างแบบว่าต้องเร่งถึงจะตามทัน แข็งแรงมากค่ะ

ปั่นต่อไปอีกสองข้างก็เป็นต้นไม้เขียวสด ลมพัดเย็นสบาย ท้องก็อิ่ม เวลานั้นแทบจะเลี้ยวลงข้างทาง ง่วงมากๆ ตาจะปิดใครก็ได้ช่วยปลุกให้ตื่นที ข้างหลังก็มองไม่เห็นใครแล้วพยายามปั่นต่อไปตามคันข้างหน้า แล้วก็ดีใจมากเหมือนหลวงพ่อจะรู้ จอดพักก่อนที่ร้านกาแฟ เดินเข้าร้านไปไม่สั่งอะไรมองหาทำเลแล้วตรงไหนนอนได้บ้าง นอนตรงนี้ก็แล้วกันฟุบหลับบนโต๊ะ

นอนไปนานมากแบบว่าอิ่มจนตื่น ตื่นมาแล้วก็ยังไม่เห็นน้องโบ สักพักน้องก็มาถึง เมื่อกี้ไปนอนหลับข้างทางมาอีกแล้วพี่วีบอก มาถึงน้องก็จัดน้ำอัดลมเติมเข้าไป มีพี่วีคอยให้กำลังใจ เก่งมาเลยนะมาได้ไกลขนาดนี้ ปั่นได้อยู่ค่ะแต่ว่าเจ็บก้นมากๆ นั่งสักพักครู่ใหญ่ค่อยออกเดินทางต่ออีกนิดเดียวไม่ถึงสิบโลก็ถึงวัดแล้ว เรามาได้ไกลขนาดนี้แล้วนะพี่วีให้กำลังใจน้องโบ ทำไงได้ค่ะรถเซอร์วิสก็ไม่มี มีทางเดียวที่จะไปถึงวัดคือปั่นจักรยานจะเดินก็คงไม่ไหวแน่

เราปั่นต่อไปไม่กี่เมตรก็มีแม่ชีปั่นสวนทางมา เอ้ย แม่ชีก็ปั่นจักรยานด้วย แล้วก็กลับจักรยานปั่นตามมากับพวกเรา ได้โอกาศปั่นไปคุยข้างๆ สวัสดีค่ะ ปั่นมารับพวกเราหรอค่ะ ก็เห็นว่าหายไปกันนานมากยังไม่ถึงวัดสักทีก็เลยปั่นมาดู ปั่นมาไกลไหมคะ สักเจ็ดแปดโลได้นะ ปั่นเก่งจังค่ะ ใช้จักรยานแม่บ้านปั่นขึ้นเนินกันแบบหน้าตาเฉยเหมือนถนนเรียบอย่างนั้น คันนี้นะเอาไปปั่นจักรยาตรามาแล้วสองพันหกร้อยกิโล โหหหห สุดยอด

แม่ชีปั่นมานานแล้วหรอค่ะ ก็ปั่นครั้งแรกวันแรกก็ออกทริปจักรยาตราแหละ หาาาาาา ครั้งแรกก็ออกทริปทางไกล ใช่จ้าหลวงพ่อชวน ชวนทุกคนในวัดและชาวบ้านก็ไปกันหมด ไหวด้วยหรอค่ะก็ใครไม่ไหวก็กลับก่อนได้ แต่แม่ชีก็่ไปกับเขาจนจบทริป เก่งจริงๆ ค่อยๆ ไปไม่ไหวก็ลงเข็น ไม่ได้รีบอะไร ปกติใชัจักรยานบ่อยไหมคะ ถ้าอยู่วัดที่นี่ได้ใช้ทุกวัน

ในที่สุดก็ขึ้นเนินสุดท้ายแล้วก็จอด คิดว่าถ่ายรูปเฉยๆ เย้ ถึงแล้ว ยืนโพสท่าถ่ายรูปคิดว่าถึงแล้วจริงๆ มีป้ายทางเข้าวัด แค่ทางเข้าจริงๆ ด้วยเพราะต้องปั่นเข้าไปอีกสองเนิน ระหว่างทางก็มีเด็กๆ และชาวบ้านดูสนิทกับหลวงพ่อมากๆ ออกมาทักทาย แล้วเราก็เห็นหินก้อนใหญ่ๆ แล้วทุกคันก็จอดรอ ถึงแล้วของจริงว่าจะโพสบอกคนที่บ้านสักหน่อยโทรศัพท์ก็ไม่มีคลื่นสัญญาณต่อเนต

เป็นเหมือนกิจกรรมต้อนรับพร้อมทั้งละลายพฤติกรรม จับจักรยานไว้แล้วทำเป็นวงกลม บอกว่าให้ใครพักที่ไหน เอาของไปเก็บแล้วมารวมที่นี่ใหม่ มานั่งเป็นวงกลมไว้แล้วสวดมนต์ จากนั้นก็ให้แนะนำตัวว่ามาจากไหนชื่ออะไรพร้อมกับท่าประจำตัว บอกเสร็จครบทุกคนแล้วให้บอกอีกรอบคราวนี้ให้เพื่อนๆ ทุกคนทำตาม จากนั้นก็เอาก้อนเทียนที่ละลายรวมตัวมาโยนให้อีกคนพร้อมกับเรียกชื่อ จะจำใครได้บ้างความจำสั้นๆ ของเราพูดเสียงดังคำว่า หลวงพ่อ พร้อมกับโยนก้อนเทียนออกจากมือไป ค่อยๆ จำจากคนอื่นไว้ว่าเรียกชื่อแล้วโยนให้ใคร ในที่สุดทุกคนก็รู้จักและจำชื่อกันได้ เพิ่มอีกก้อนด้วยนะจะให้ฝึกสมาธิ คราวนี้ไม่กล้ารับมันก้อนใหญ่จนน่ากลัวจะบาดมือ เพราะมันคือหิน

แยกย้ายไปพักผ่อนทุ่มหนึ่งมาเจอกันใหม่ มีเวลาเหลือสบายก็เข้าไปในห้องเตรียมที่นอน อาบน้ำ แล้วก็ไปกินข้าว เห็นชาวข้าวแล้วตกใจมากๆ พี่ค่ะมีจานเล็กๆ ไหม ชามนี้แหละครับที่พวกเราใช้อยากกินอะไรตักรวมกันเลย โอ้โหขอจานเล็กๆ ดีกว่าค่ะตักไม่เยอะขนาดนี้ น้องที่วัดต้องไปหาจานมาให้ วันนี้มีไข่เจียวและยำปลากระป๋อง ไม่เคยกินเลยอะยำปลากระป๋องเป็นครั้งแรกที่ลอง ก็อิ่มดี ฮะฮ่า ไข่เจียวอร่อย อิ่มแล้วก็ล้างจานแต่เห็นน้ำก็ตำใจทำไมมันสีน้ำตาลแล้วจะสะอาดได้ไหม พีแนนวางไว้เดี๋ยวหนูล้างให้เอง ขอบใจมากนะโบ

แล้วเราก็ไปตามเวลาที่หลวงพ่อนัด มืดมากๆ เดินแบบไม่เห็นทางถ้าไม่ส่องไฟ มีฐานฝึกวิชาให้เดินบนก้อนหินข้ามน้ำด้วย กลัวจะตกลงในน้ำไม่กล้าเดินข้ามแต่ใครๆ ก็เดินกัน ฝึกสมาธิไงแนนไม่ลองเดินหรอ ขอเดินข้างดีกว่าค่ะ แล้วก็ไปถึงจะเรียกว่าจะอะไรดีเป็นซุ้มกลมๆ มีพระประธานองค์ใหญ่ตั้งอยู่ รอบๆ มีทางเดินหิน นั่งลงแล้วกราบพระ มีหนังสือสวดมนต์แจกคนละเล่ม เป็นบทที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เราจะทำวัตรเย็นพร้อมกัน

นโมตัสสะ ต่อด้วย อะระหังสัมมา แบบฉบับเต็มพร้อมคำแปลยังพอท่องได้อยู่เพราะต้นน้ำชวนสวดมนต์ประจำ ถ้าไม่ได้ต้นน้ำนี่คืนโรงเรียนไปตั้งแต่จบมัธยมแล้ว อิติปิโส ก็ยังพอจำได้ แต่บทอื่นๆ นี่สิตัวหนังสือก็มีอ่านภาษาบาลียังผิดๆ ถูกๆ ตามเขาสวดไม่ทัน ดำน้ำไปเรื่อยๆ จนจบบทขึ้นบทใหม่ก็ดำน้ำต่อ จนถึงตอนนั่งสมาธิ คิดว่านั่งแป๊บเดียวนะแบบว่ารับน้องใหม่ หลับตาปล่อยใจให้ว่างๆ กำหนดลมหายใจง่ายๆ ก็หายใจเข้า จักร หายใจออก ยาน แบบนี้นะ เข้าท่าดีแฮะ

เวลานั้นรู้สึกนานมากอยากลืมตาแล้วหลวงพ่อก็คอยสอนตลอด ขาชามากจนเหมือนไม่มีขาแล้ว ความชาลุกลามมาที่พุงแล้ว มาถึงคอแล้ว เสียงอะไรฟังไม่ออกรู้แต่ว่าน่ากลัวมาก เปิดโลกคุยกับใครอยู่นะพวกเราใครสักคนเหมือนมีอะไรเข้าร่างเสียงน่ากลัวมาก แต่ก็ไม่กล้าลืมตา คิดแต่ว่าหลวงพ่อคงช่วยได้ เราทำใจสงบๆ ไปเถอะ เสียงยังหลอกหลอนให้กลัวตลอด จนคิดว่าโดนทิ้งให้นั่งคนเดียวหรือเปล่า พี่ๆ ข้างๆ ยังนั่งอยู่ด้วยไหม น่ากลัวจัง แต่ยังหลับตาอยู่ สักพักเสียงหายไป ได้เวลาลืมตาทั้งหมด 45 นาทีแหนะ

เอ้ายืนขึ้นเราจะเดินจงกลมกันต่อ ขาไม่มีชีวิต รู้สึกขาสองข้างหายไปแล้ว ยังไม่รู้ตัวเลยว่าขาแตะพื้นอยู่หรือยัง มือเกาะต้นเสาแน่นกลัวล้ม เขาเดินกันไปแล้วก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ให้พี่ๆ เดินไปก่อน จนความรู้สึกกลับมาว่าเท้าเราเหยียบพื้นอยู่นะ แต่ก็ยังก้าวไม่ออก ค่อยๆ ฝืนก้าวออกมาเดินไปบนหิน เจ็บนิดๆ แต่รู้สึกเหมือนนวดเท้าอยู่ ปั่นก็ช้ายังเดินช้าอีก ทิ้งช่วงห่างจากคนหน้าตั้งเยอะ เพราะเหยียบหินแล้วรู้สึกเจ็บ ต้องค่อยๆ ก้าวทีละก้าว แล้วมีช่วยให้เดินเหยียบกะลา ที่นั่นเดินยากกว่าแล้วเสียวตก เท้ากดก็เจ็บ เดินไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงเคาะบาตรให้หยุด แล้วค่อยเดินต่อวนกันอยู่หลายรอบ เอ้าพอแล้วกลับมานั่งที่เดิม

อีกกิจกรรมก่อนนอน หลวงพ่อให้กระดาษและสีคนละแท่งให้วาดรูปเราคิดว่าจักรยานคืออะไร ห้ามเขียนเป็นตัวหนังสือ ของแนนเป็นวีซ่า เพราะรู้สึกว่าจะจักรยานมันทำให้เราเข้าถึงอีกคนหนึ่งได้ ทุกคนที่รู้จักหลายคนดูไม่มีโอกาสจะเข้าถึงตัวได้ง่ายๆ แต่เพราะจักรยานทำให้ได้รู้จักกัน สนิทกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน แต่เดินหน้าเรื่องจักรยานต่อไปด้วยกัน

วันนี้พอแค่นี้ก่อนดึกมากแล้ว พวกเราแยกย้ายกันไปนอนได้ พอพวกเรากลับห้องนอนต่างก็พูดว่า ครั้งแรกของการนั่งสมาธินานๆ สารพัดแห่งความประทับใจครั้งแรกกับการทำอะไรเข้าใกล้วัดใกล้พระใกล้ธรรมะขนาดนี้ จากหลายๆ ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ทำเอาหมดศรัทธากับพระและวัด หลวงพ่อเล่าว่าก่อนมาอยู่วัดนี้วัดก่อนหน้าอยู่ในป่าแต่ค่าไฟเดือนละเจ็ดหมื่นนะ พอมาอยู่วัดนี้ค่าไฟเดือนแรกอยู่ที่สองร้อยห้าสิบ

เพราะจักรยานนั้นทำให้มานั่งสมาธิได้ ไม่เคยคิดมาวัดนั่งสมาธิกับเขาเลยจนกระทั้งได้ยินธรรมะกับจักรยาน จนกระทั้งวันนี้ถึงเข้าใจ ทีแรกบอกตามตรงคิดว่าหลวงพ่อเป็นหลวงพ่อนักปั่น แต่พอมาสัมผัสหลวงพ่อยังทำกิจของพระเหมือนพระทั่วไปแต่สามารถเอาจักรยานมาผสมเป็นส่วนเดียวกันได้ จากแค่ชอบหลวงพ่อนักปั่นทำเอาเคารพมากขึ้นด้วยค่ะ ขอบคุณหลวงพ่อมากๆ ค่ะ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: