พี่โอม

26 ก.ค.

กลับจากบุรีรัมย์ทริปนี้มีเรื่องเล่าประทับใจเพียบคงต้องเล่าอีกหลายวันกว่าจะจบ เป็นคนกลัวผีนะ แต่พอฟังเรื่องนี้แล้วหายกลัว ถ้าผีลุกขึ้นมาบีบคอได้ในห้องดับจิต ผีมันคงออกมาบีบคอถึงข้างนอกไม่เลือกที่แล้วละแนน ฟังดูน่ากลัวแต่พอคิดตามมันก็จริงนะ

สืบเนื่องจากความอยากไปบุรีรัมย์หาหลวงพ่อเอาไว้ค่อยเล่าทีหลังนะ หลังจากลงรถไฟก็ได้พี่ป้าน้าอาจากกลุ่มจักรยานบุรีรัมย์มารับ อบอุ่นมากๆ ทีแรกคิดว่าต้องปั่นกันไปเอง ตี 5 เรามาถึงสถานี ไม่นานนักก็เจอกับพี่นักปั่น รอฟ้าสว่างสักหน่อยหกโมงแล้วออกเดินทาง

ระหว่างทางปั่นไปหาหลวงพ่อกลุ่มหน้าก็ไปก่อน ส่วนแนนค่อยๆ ปั่นเสพบรรยากาศและวิวบุรีรัมย์ช้าๆ ไม่เกิน 20 km/hr อย่างเพลิน ไม่คิดว่าจะเขียวขนาดนี้ สดชื่นดีจริงๆ วันที่ปั่นก็ไม่มีแดดด้วยสิ จำไม่ได้ว่าเราเริ่มบทสนทนากันอย่างไร รู้แต่ว่าฟังแล้วน่าสนใจมากๆ ว่าเด็กหนุ่มที่เกเรลองทุกสิ่งที่อย่าง โดดเรียนหนีมากรุงเทพฯ แล้ววันหนึ่งก็ไปเป็นอาสาเก็บศพ ชีวิตพลิกเปลี่ยนไปได้อย่างไร แล้ววันนี้มาอยู่บนหลักอานปั่นอยู่ข้างๆ เล่าแต่เรื่องผีๆ เรื่องคนตาย เรื่องศพ ปกติเรื่องพวกนี้ไม่ขอรับฟังรับรู้หรอกนะ แต่คราวนี้ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกอยากรู้ยิ่งคำถามไม่หยุด จนรู้สึกว่าทริปปั่นเจริญสมาธิของหลวงพ่อเริ่มแล้วตั้งแต่ยังไม่ทันเจอหลวงพ่อเลยแฮะ

พี่โอมมาปั่นจักรยานได้ไม่นานถ้าเทียบระยะเวลาก็ถือว่าเป็นรุ่นน้อง แต่ถ้าเทียบระยะทางก็ไม่แพ้กัน เกือบสองปีที่มาปั่นจักรยานก็ไปทั่วทิศ ปั่นไปนะพี่ไม่ขึ้นรถจะไปที่ไหนก็ปั่นประเทศเพื่อนบ้านก็ปั่นไปมาแล้ว ลาวใต้สวยมาก เขรมก็น่าเที่ยวนะแนน ฟังแล้วอยากไปปั่นบ้างจังที่พี่เขาไปยังไม่เคยไปปั่น พี่ก็ไปกับ อ.ธีร ละนะ อ. เป็นผู้แนะนำพี่เขาสู่วงการจักรยาน

พี่ทำงานเป็นอาสาของปอเต็กตึงมา 20 ปีแล้ว มีความสุขมากๆ ตอนที่มีข่าวสึนามิ มีข่าวไฟไหม้ ตึกถล่ม หรือ ข่าวอะไรที่คนเดือดร้อนเชื่อไหมว่าพี่ไม่มีกระจิตกระใจทำงานเลยนะ อยากออกไปช่วยเขา พี่พยายามฝืนตัวเองให้นั่งทำงานแต่ก็เอาไม่อยู่ใจมันไปถึงที่เกิดเหตุแล้ว พี่ก็รีบทำงานให้เสร็จแล้วก็ไปบอกฝ่ายบุคคลว่าผมไม่ไหวแล้วขอไปช่วยคนก่อน กลับมาจะได้ทำงานต่อหรือไม่ก็ไม่รู้ แล้วทุกครั้งที่กลับมาก็ยังมีงานทำตลอดนะ จนทุกวันนี้พี่ลาออกละมาทำของพี่เองจะไปช่วยใครก็ไปได้ทันที

อยากรู้มากๆ ว่าการไปทำงานเก็บศพครั้งแรกไม่กลัวหรือคะ โหยยยย กลัวสิกลัวมากๆ โกยทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงน้ำไปกับพี่ขอให้ช่วยคุ้มครองเราระหว่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยนะ อธิฐานว่าอยากให้เราไปจับโดนหน้าเขาเลย อย่าไปโดนปาก โดนจมูก โดนผมเขานะ จึก! ชนเข้าแล้วหลังจากเดินวนหาศพอยู่ในน้ำ สมาธิแตกซ่านกลัวไปหมดเดินชนศพเข้าแล้วสิ ลงไปคนเดียวด้วย ทำไงดีๆ กลัวเหลือเกิน อย่างเดียวที่อยู่ในน้ำแล้วเรารู้สึกอบอุ่นคือลงไปนอนกอดพื้นดินสงบสติความฟุ้งในความคิดและเพิ่มสมาธิให้ตัวเอง พี่ทำแบบนี้ทุกครั้งและก็สอนรุ่นน้องด้วย

เรื่องดำนำ้จืดกับน้ำทะเล มันต่างกันนะ ดำน้ำแม่น้ำตอนเรียนเอาให้เอาฟลอย์ปิดตาด้วยเพราะลงน้ำจืดจะมืดไม่เหมือนลงทะเลนะ ลงไปมองไม่เห็นอะไรเลยข้างใต้ก็เวิ้งวางไ่ม่เรียบนะ เราต้องระวังเศษแก้ว หิน และของแหลมคม เราจะรู้ได้ไงว่าศพอยู่ไหน ถ้าเรารู้คร่าวๆ ว่าคนนั้นจมที่ไหนก็หาไม่ยาก ต้องดูสภาพน้ำตรงไหนด้วยนะ ถ้าเชี่ยวก็จะไหลไป ปกติแล้วเราจะผูกทุ่นไว้เป็นวงกลุ่ม แล้วเราเริ่มจากจุดกลางวงดำดิ่งลงไปตามเชือกจากนั้นก็เดินเป็นวนกลมสำรวจรอบวงนั้น ถ้าไม่เจอก็ขึ้นมาใหม่เลื่อนจุดไปเรื่อยๆ ออกไปช่วยทีมหนึ่งก็ประมาณ 3-4 คนนะ น้ำแม่น้ำเจ้าพระยานี่ลึกไหมคะ เจ้าพระยานะตื้นนะ 3-4 เมตรเอง เพื่อนอาสาบอกเอ็งจะกลัวทำไมเจ้าพระยา พี่ก็ยังไม่เคยลงนะ ส่วนใหญ่พี่ช่วยที่ต่างจังหวัด

 ที่ออกไปช่วยศพ เราก็คิดว่าได้ช่วยคน ช่วยผี เอาศพขึ้นมาจากน้ำพ่อแม่ญาติพี่น้องเขาก็สบายใจ ดีกว่าให้รออืดขึ้นมา พี่เลิกกลัวผีแล้วนะ เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่พี่ไปเป็นอาสาพี่เจอแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยพี่นะ ผีพี่ไม่เจอ พี่คิดว่าพี่ออกไปทำดีไปช่วยคนถ้ามันจะตายให้หน้าที่ก็ถือว่าเราได้ทำดีแล้ว ปล่อยชีวิตไปไม่เสียดายนะ คุ้มแล้วที่ได้ช่วยคน

ตอนที่ตึกถล่มพี่ก็มุดเข้าไปนะ เวลานั้นไม่คิดถึงว่าเราจะโดนทับ คิดแต่ว่าจะเข้าไปช่วยคนที่รอดออกมาให้ได้ เอาศพออกมาให้ได้ พี่คิดแค่นี้นะ แล้วทุกครั้งก็รอดปลอดภัย ตอนสึนามิพี่ทำงานอยู่ออฟฟิศ เพื่อนๆ พี่ไปก่อนแล้วเขาไม่ได้ชวนพี่ พี่ดูข่าวแล้วทำงานต่อไม่ได้ จะตกงานก็ยอมนะ พี่กลับบ้านเก็บกระเป๋าแล้วก็ออกเดินทาง พยายามหาทางเดินทางให้ได้ไปเร็วที่สุดไปรอรถกว่าจะออกก็อีกวันใจมันร้อนรุ่มทนไม่ไหว เขาบอกว่ามีรถอาสาจะออกไปพี่ก็เลยขอติดไปด้วย ไปอยู่ที่นั่นยาว 2 อาทิตย์ พี่ค่ะแล้วกลิ่นมันไม่เหม็นหรือคะ กลิ่นมันก็แล้วแค่เราคิดนะ ถ้าเราคิดว่าหอมมันก็หอม ทุกอย่างแล้วแต่เราคิดครับ ถ้าเราคิดว่าไม่กลัวไม่มีกลิ่นมันก็เป็นอย่างนั้น

ยังอยากรู้ว่าจุดเปลี่ยนจากเด็กเกเร เสพยา หนีเรียน มาเป็นอาสาเก็บศพได้ยังไง มันพลิกชีวิตสุดๆ ตอนนั้นพี่อายุ 14 ปี ตาพี่ให้เงินไปจ่ายค่าเทอม จำได้ว่า 800 บาทเวลานั้นชวนเพื่อนๆ กัน 5 คน ทุกคนก็มีเงินจากที่จะเอาไปจ่ายค่าเทอมนี่แหละ นัดกันว่าจะขึ้นรถไฟมากรุงเทพฯ ไม่รวยไม่กลับ คิดว่าเวลานั้นโตแล้วเป็นหนุ่มแล้ว พอมากรุงเทพฯ ก็แยกย้ายกันไปหางานทำนะ 5 คนก็ไม่เจอกันเลย พี่ก็ไปเป็นเด็กล้างจากแถว ไม่เกินเดือนที่บ้านก็ตามเจอนะมารับกลับไป พี่กลับไปเป็นคนสุดท้าย แล้วก็เป็นคนเดียวที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เงินหมดแล้ว ก็หาอ่านหนังสือเอาและไปเรียนสารพัดช่างอมรมวิชาชีพ เหมือนเราเจอตัวเองนะ พี่ชอบอิเล็กทรอนิกส์ ต่อสายไฟอะไรแบบนี้ แล้วก็มาติดใจกับวอ เล่นและศึกษาจนไปสอบ พี่เพิ่งรู้ว่าเป็นเด็กที่สุดที่ได้ใบมานะ ทำให้ชีวิตพี่เปลี่ยนไปเพราะคนที่เล่นวอเวลานั้นมีแต่ผู้ใหญ่ ทำงานราชการทั้งนั้น พี่ก็เลยได้คบและได้ความรู้หลายอย่างจากกลุ่มนี้

จากเด็กเกเรเป็นเด็กดี เพราะมีพี่ในนั้นทำงานอาสาเก็บศพแล้วก็ชวนพี่ไปลองทำ ตั้งแต่นั้นก็รู้คุณค่าชีวิตตัวเองนะ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจเรายังช่วยใครได้อีกเยอะ พี่ก็มาทำงานกรุงเทพฯ ทำจนเบื่อแล้วก็กลับมาอยู่บุรีรัมย์ อยากจะปั่นจักรยาน อ.ธีร ก็เล่นวอเหมือนกันก็แนะนำจักรยานให้ หลังจากนั้นพี่ก็หาเฟรมหาอะไหล่ใน thaimtb แหละ ค่อยๆ รอเล็งอยู่นานกว่าจะครบคัน แล้วก็ประกอบให้เพื่อนให้คนรู้จักอีกหลายคันนะ

ทุกการเดินทางเดี๋ยวนี้เป็นจักรยานไปแล้ว ปั่นไปทุกที่ไม่ใช้รถแล้วนะ จะให้เอารถขนจักรยานไปปั่นพี่ยังไม่อยากไป ต้องปั่นไปแล้วปั่นต่อ แบบนี้แหละถึงสนใจ เนี่ยเตรียมไปออกทริปทางไกลอีกแล้วนะ สนใจไปด้วยกันไหมครับ

Advertisements

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “พี่โอม”

  1. Angel Paradise กรกฎาคม 26, 2012 ที่ 4:16 pm #

    จิดสาธารณะอย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: