มัวแต่ดูไมล์

11 เม.ย.

“ถ้าเป็นพี่แนนสบายดีแล้วใครในกลุ่มเป็นอะไรพวกเราเชื่อว่าพี่แนนก็คงทำอย่างที่พวกเราทำ” คำๆ นี้ยังก้องอยู่ในหูยังติดอยู่ในความทรงจำที่ดีๆ ถึงจะเจอเรื่องไม่ดีอยู่ ณ เวลานั้นก็ตาม

อยากจะเล่าเป็นอุทาหรณ์ใครที่เพิ่งติดไมล์ให้จักรยาน หรือใช้ไมล์ติดจักรยานอยู่นานแล้ว ให้ระวังภัยใกล้ตัว เรื่องนี้เกิดขึ้นกับแนนเองมาครั้งหนึ่ง ในเรื่อง “ตู้มมมม……จูบก้นรถตู้” และคิดว่าไม่น่าจะเกิดกับใครอีก และแล้วก็เกิดขึ้นจนได้คราวนี้หนักกว่าที่แนนโดนเองมากๆ

ขออนุญาตนำประสบการณ์ที่เกิดกับ อ.ม้อย เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาทริป Be Pro Be Fuji มาเล่าพร้อมกับภาพ ใครกลัวรีบเลื่อนภาพเพราะภาพสดจากวันเกิดเหตุ แต่ไม่ได้ติดประชิดตั้งแต่แรกภาพเลือกตกยางออกจึงไม่มี

อันดับแรกต้องโทษตัวเองก่อนที่บอกจะปั่นด้วยกันกับอ. ด้วยความที่ไปปั่นกันหลายคนมากรวมประมาณ 16 คน ก็มีคนไปกลุ่ม A ที่ความเร็ว 45-50 km/hr และกลุ่ม B ที่ความเร็ว 25-30 km/hr ก่อนหน้า อ. ก็ถามว่าความเร็ว 20-25 km/hr ที่ปั่นอยู่ประจำสามารถร่วมทริปได้ไหมคะ ถ้าได้ช่วยสมัครให้ด้วย

เช้าวันงานก็แยกกันเป็น 2 กลุ่ม A ชุดแรกไปก่อน แล้ว B ตามซึ่งแนนและพี่อีกหลายคนก็ปั่นอยู่กลุ่มนี้ ตอนเริ่มปล่อยตัวก็ได้แต่คิดว่ามีมากันตั้งหลายคนยังไงก็มีคนดูแลพี่เขาเองแหละ ด้วยความสนิทจากการคุยกันเรื่องจักรยานบางครั้งก็เรียก อ. บางครั้งก็เรียกพี่ แนนพยายามปั่นเกาะกลุ่มให้ทัน โดยไม่ได้สนใจว่าพี่ๆ ที่มาด้วยกันจะตามทันไหม แบบว่าตามกลุ่มหน้าอย่างเดียวกลัวหลุด เวลานั้นความเร็วอยู่ที่ 30-33 km/hr

ทริปนี้เอาจอมยุทธ์มาออกทริป เป็นไฮบริทที่เอาไปทัวร์ริ่งคันนั้นใช่เลยแร็คยังติดอยู่ไม่ได้เอาออก โดยรวมแล้วจักรยานหนักมากๆ เพราะส่วนใหญ่ที่ไปทริปนี้มีแต่เสือหมอบ แต่อยากลองดูว่าแรงตัวเอง และร่างกายตัวเองหลังจากฟื้นจากอุบัติเหตุว่ากลับมาเหมือนเดิมยัง เพราะเคยปั่นเสือภูเขาได้ตั้ง 40 km/hr สรุปแล้วร่างกายยังไม่ฟื้นดี และไม่ได้ซ้อมปั่นด้วยจะว่าไปห่างจากการปั่นมาประมาณเดือนได้

ยังไม่ถึง 30 km ก็มองดูไมล์ว่าระยะทางอีกไกลแค่ไหนถึงจะถึงที่พักจุดแรก น่องซ้ายปวดไปหมดแล้วกดบันไดแทบไม่ไหว หลังจากติดไฟแดง ทุกคนเร่งรอบขาแซงไปเกือบทั้งขบวน 2 km ก่อนถึงจุดพักทำเอาต้องแค่ควงคาปั่นในความเร็วที่ 20 km/hr รู้สึกเหมือนตะคริวจะถามหา พยายามประคองไม่ให้มาอยู่ ปกติไม่เคยเป็นอาการนี้มาก่อนแปลกจัง

เมื่อถึงจุดพักก็แทบไม่มีแรงเดินไปไหนขาปวดมากพยายามยืนยืดเส้นกับต้นไม้ จะว่าดื่มน้ำน้อยก็ไม่น่าใช่ก่อนออกภูมิก็ให้ดื่มเกลือแร่ไปขวด ระหว่างปั่นมาถึงจุดพักแรกน้ำในกระติกก็หมดเกลี้ยง ภูมิก็น่ารักมากเอากระติดไปเติมน้ำให้จนเต็ม ดูเหมือนจะปั่นไม่ไหวแล้วแต่่จะพยายามปั่น และแล้วก็ได้ยินเสียง แนนกับภูมิคนไหนคะ ทีแรกคิดว่าไม่มีอะไรคงเป็นแค่ธุระที่เขาอยากจะมาคุยด้วย ได้ยินเสียงเดิมซ้ำอีก จนภูมิชวนเดินไปแนะนำตัวกับต้นเสียง

แนนกับภูมิค่ะ แนะนำตัวไปแล้วถึงกับตกใจ เพื่อนของคุณประสบอุบัติเหตุอยู่โรงพยาบาลนครนายก ผู้ ญ หรือ ช ครับ ภูมิถาม ผู้ ญ ค่ะ ทีมงานตอบ แนนยังแอบคิดว่าผู้ ญ ยังมีใครมากับทีม HBR อีกไหม แต่ภูมินั้นรู้แล้วว่าเป็นใคร อ.ม้อยใช่ไหมครับ ไม่รีอรออะไรแนนบอกทางทีมงานให้ช่วยพาแนนกับภูมิไปที่โรงพยาบาลด้วยค่ะ ทีมงานก็น่ารักช่วยดูและจัดให้ว่าไปกับทีมงานคนไหนได้บ้าง ระหว่างนั้นภูมิดู google map ผ่านมือถือ บอกว่าโรงพยาบาลอยู่ใก้ลแค่นี้ 2 km เองเราปั่นไปก็ได้ เวลานั้นขาแนนไม่มีแรงค่ะ ขอตัวช่วยดีกว่า

ทางทีมงานขนจักรยานไปใส่รถ service ที่จะไปต่อ และส่งทีม let’s bike มาช่วยพาไปส่งที่โรงพยาบาล คนขับเป็นผู้ ญ ก็ไม่รู้จักทางกลัวจะเลยก็ต้องจอดถามกัน ถึงโรงพยาบาลก็ตามหาห้อง x-ray ว่าอยู่ไหน ไปแล้วถึงกับตกกระใจเพราะพี่โอ๊ตที่อยู่ด้วยหน้าซีดมาก ทีแรกคิดว่าไม่น่าจะเป็นไรเพราะมีพี่ในกลุ่มอยู่ด้วย แต่เวลานั้นดูพี่โอ๊ตก็ต้องการใครสักคนช่วยอยู่เป็นเพื่อนพี่หน่อย

ฟังจากที่พี่โอ๊ตเล่า ผมเห็นพี่ม้อยก้มอยู่ ผมตะโกนพี่ม้อยระวังรถ ไม่รู้ได้ยินไหมตะโกนไปหลายที จนพอเงยหน้ามาก็เห็นรถกะบะจอดเปิดท้ายอยู่ ส่วนผมหักหลบออกข้างขวาไถล่ยาวมาแต่ไม่ล้ม ได้ยินเสียงโครมรีบจอดจักรยานไปดู เห็นพี่ม้อยนั่งอยู่ที่พื้น ผมเปิดผ้าออกดูก็ร้องซี๊ดดดดด…………….หนึ่งทียาวๆ แล้วปิดไปก็ซี๊ดดดดดดดดดดดด………………………ยาวๆ อีกทีมันน่ากลัวมากครับเลือดไหลเยอะมาก

แนนรออยู่หน้าห้องอย่างกังวงใจ คิดว่าทุกคนเวลานั้นก็รู้สึกแบบเดียวกัน เมื่อไรจะออกมาจะเป็นอะไรมากไหม ขอให้ปลอดภัยสมองไม่เป็นอะไร ขอให้คุณพระคุ้มครอง เวลานั้นยืนลุ้นอย่างเดียวไม่ได้มองหน้าใคร รอเวลาเมื่อไรจะออกมาจากห้องสักที ยังไม่ได้เย็บแผลนะ ต้องรอ x-ray ดูก่อนว่าเป็นอะไรข้างในไหม พี่โอ๊ทที่อยู่ในเหตุการณ์บอก

เข็นออกมาแล้วค่อยรู้สึกใจชื้นเพราะเห็นพี่ม้อยยังมีสติพูดคุยกับแนนได้ และผลก็ออกมาว่าไม่เป็นไรแค่เย็บแผลก็กลับบ้านได้ ดีใจมาก แต่ว่าก็ไม่ไว้ใจเพราะนึกไปถึงวันที่ตัวเองล้มที่อุบลฯ ทันทีเวลานั้นก็รู้สึกตัวเองไม่เป็นอะไรมาก แต่กว่าจะหายสนิทตั้ง 1 เดือนเต็ม อยากให้พี่กลับไปหาหมอซ้ำอีกครั้งที่กรุงเทพฯ

นานมากเกินครึ่งชั่วโมงระหว่างรอคิวเย็นแผล รอยู่หน้าห้องคิดว่าจะเย็นเสร็จแล้วเข็นออกมา ทำไมนานจังจนต้องขอแอบเข้าไปดูทำเนียนเดินเข้าไปแบบไม่รู้ไม่ชี้ในห้องฉุกเฉิน ขอไปยืนข้างๆ เตียงให้กำลังใจ ได้ยินคำตอบแบบว่าอยากพาเปลี่ยนโรงพยาบาลมาก พี่ยังไม่ได้เย็นแผลเลยแนน ทำอะไรไม่ถูกได้แต่กำแขนพี่เขาไว้แล้วบอกสู้ๆ นะคะ แล้วก็ยืนอยู่ข้างๆ ชวนคุยไปเรื่อยๆ จำได้วันที่ตัวเองล้มที่อุบลฯ น้องที่ปั่นด้วยกันก็เลิกปั่นมายืนอยู่ข้างเตียงตลอดเวลาแล้วบอกว่าพี่แนนสู้ๆ เวลานั้นรู้สึกดีมากๆ ที่เหมือนมาต่างถิ่นแต่ไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง วันนี้อยากให้พี่ม้อยรู้สึกแบบนี้เช่นกัน เลยขอยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน

สักพักภูมิและพี่โอ๊ทตามเข้ามาคงรู้สึกแนนเข้าไปนานมาก ตามไปดูดีกว่าเหมือนว่าภูมิจะรู้สึกเหมือนกัน ภูมิเอาข้อความในมือถือที่พี่ในกลุ่ม HBR ส่งมาให้อ่าน ที่นี่โรงพยาบาลใหญ่สุดมีเครื่องมือพร้อมที่สุดแล้ว ทำเอาแนนต้องยอมที่จะทนรอเห็นพี่เขานอนเจ็บไปอีกพักใหญ่ๆ อยู่กันเยอะหลายคนในห้องนี้ทำเอาโดนพยาบาลไล่ให้ไปรอข้างนอก แนนขออยู่ต่อคนเดียวกับพี่ม้อยนะคะ ถ้าหนึ่งคนก็อนุญาต กะว่าเดี๋ยวคงได้คิวเย็บอีกไม่นาน

เสียงร้องดังลั่นจากเด็กชายเตียงตรงข้าม ได้ยินแต่เสียงพยาบาลบอกว่าไปช่วยเด็กก่อน กลัวก็กลัวแต่อยากรู้ว่าน้องเขาโดนอะไรมาเห็นมือมีผ้าพันไว้อยู่ นิ้วเหมือนจะไปบาดโดนอะไรมาพยาบาลดูเหมือนว่าอะไรก็ทำให้หายเป็นปกติได้แค่เย็บกลับเข้าที่เดิม น้องถูกดมยาสลบหลับไปแล้ว พยาบาลก็สอยไปมาที่นิ้ว ทำเอาพี่ที่รอเย็นกลัวหลอนไปกับเสียงร้องของน้องคนนี้

เกือบชั่วโมงแหนะกว่าจะได้คิวเย็บ พยาบาลเย็นแผลมี 2 คน คนไข้รอคิวอีกเป็นสิบ ทันทีที่รักษาอีกคนเสร็จก็มีคนใหม่เข้ามาตลอด อาการแต่ละคนก็หนักต่างกันแต่แผลสดๆ ทั้งนั้นเพราะนี่คือห้องฉุกเฉิน มองไปเห็นป้ายที่อยู่โซนของเตียงค่อยสบายใจเพราะเขียนบอกไว้บาดเจ็บปานกลาง แล้วแนนก็โดนไล่ออกจากห้องเพื่อจะได้เย็บแผล พอเปิดแผลก็ตกใจทำไมไม่มีเลือดเลย หรือไหลออกไปหมดแล้ว แผลดูน่ากลัวมากกว้างเป็นแฉกๆ และลึก มือแนนสั่นเลย

เย็บเสร็จแล้ว ก็ยังพี่อ้อยซึ่งเป็นพี่สะใภ้ของพี่ป๊อบในกลุ่ม HBR เคยเป็นหัวหน้าแผนก ER ที่นี่มาช่วยดูแผล ตรวจหัวให้อีกที พร้อมให้คำแนะนำมากมาย ทำเอารู้สึกมั่นใจแทนพี่ม้อยว่าพี่ไม่เป็นอะไรแค่แตกนิดหน่อย รอแผลแห้งก็หายเป็นปกติ

เชื่อฝีมือความเก่งของพยาบาลว่าจะช่วยพี่ม้อยให้สวยเหมือนเดิมได้ พี่เขาเก่งมากยังสามารถเปลี่ยนเสื้อได้ ไม่มึนงง ไม่ปวดหัว หลังจากทำแผลเสร็จเดินขึ้นรถเองได้สบาย โดยมีทีมงาน let’s bike ไปส่งให้ที่จุดเริ่มพร้อมกับจักรยานของพี่ม้อยและพี่โอ๊ท ที่นั่งก็ไม่พอเพราะในรถมีวางของเยอะ พี่โอ๊ทเสียสละนั่งกะบะท้ายและจับจักรยานไปด้วย

มาถึงจุดเริ่ม มศว องครักษ์ ภูมิอาสาจะขับรถไปส่งพี่ม้อยพร้อมจักรยานถึงบ้าน เที่ยงแล้วเรายังไม่ได้กินอะไรกัน ก็ได้รื้อสะเบียงที่มีอยู่ในรถมาแบ่งกันกิน เวลานั้นเป็นห่วงพี่โอ๊ทพอๆ กับพี่ม้อย เพราะกลัวเขาจะขับรถกลับบ้านแล้วมัวแต่คิดถึงเรื่องนี้จนเสียสมาธิ พี่ม้อยเดินตัวตรงสบายมากเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนไปเข้าห้องน้ำ แต่ภูมิเป็นห่วงบอกบอกให้แนนตามไปประกบดีกว่าเผื่อมีอะไรจะได้ช่วยทัน

ง่วงมากค่ะวันนี้ตื่นตี 4 ภูมิมารับตี 5 ถ้างั้นภูมิน่าจะตื่นก่อนแนน ขากลับแนนหลับไปตั้งแต่รถออกจาก มศว จนมาถึงหลักสี่ ตื่นมาเห็นภูมิตีตัวเองและเปิดเพลงเสียงดังขึ้น อาการง่วงมากแบบว่าน่าเป็นห่วงแนนขอจะช่วยขับให้แต่ภูมิบอกอีกนิดก็ถึง รู้สึกผิดเป็นครั้งที่สองที่ไม่ได้ชวนคุยให้ตื่น เวลานั้นได้แต่บีบที่บ่าหวังว่าจะช่วยให้ตื่นได้นะคะ

เพื่อนๆ ทุกคนก็เป็นห่วงเพิ่งทราบว่าพี่ม้อยเก่งมากอยู่คนเดียว แต่เวลานี้เก่งก็อยู่คนเดียวไม่ได้ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรไหมคืนนี้ ก็เลยพาไปส่งบ้านเพื่อน มีพี่ผึ้ง พี่บี พี่หน่อย ดูแลจนนึกว่าพี่ๆ เป็นพยาบาล ยังถามภูมิว่าพี่ๆ เขารู้จักกันได้ยังไง เรียนลาดกระบังมาด้วยกันครับ อ้าวพี่ๆ เขาเป็นนักออกแบบหรอหรือ ดูคล่องมากทั้งเรื่องจัดยาให้และดูแลประคบเย็นให้ไม่ปวด พร้อมมากมีอุปกรณ์ครบทุกอย่างในบ้าน

สบายใจหลังจากให้ภูมิได้นอนพัก และพี่ม้อยมีเพื่อนๆ ที่น่ารักช่วยดูแล ได้ข่าวว่าวันนี้ไปหาหมออีกทีที่สมิติเวช เย็บแผลใหม่ทั้งหมด เนื่องจากที่เย็บมานั้นมันโบราณ 50 ปีมากลัวแผลจะไม่สวย แต่วันนี้ดูพี่ม้อยแข็งแรงมาก อีกไม่เกินสัปดาห์น่าจะหายสนิท

ฟังจากที่พีม้อยเล่า ไมล์พี่มีปัญหาเหมือนว่ามันไม่ติด พี่พยายามกดซ่อมอยู่ให้มันติด ก้มกดอยู่นานมาก แต่งงว่าไม่ติดทำไมเห็นว่าตัวเลขสุดท้ายที่เห็นคือ 20 นั่นแสดงว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดที่ความเร็วแค่ 20 km/hr ยังหนักขนาดนี้ ได้ยินเสียงตะโกนให้ระวังรถ พอเงยหน้าอีกทีก็เห็นรถกะบะจอดอยู่ ไม่ได้เบรคด้วย พอรู้ตัวอีกทีก็เห็นจักรยานไปกองอยู่ที่หญ้าข้างทาง ได้ยินเสียงของพี่โอ๊ทซี๊ดดดด…….เวลานั้นก็รู้ว่าแผลต้องใหญ่มากแน่

ขอเตือนเพื่อนๆ อีกครั้งว่าระหว่างปั่นอย่าก้มดูไมล์ก่อนดูข้างหน้าว่าทางโล่งปลอดภัยดีไหม หรือรีบก้มดูแล้วรีบเงยดีกว่าอย่างก้มนานเกินไปค่ะ ขอให้เคสนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ยินว่าก้มดูไมล์จนเป็นเหตุ ด้วยรักและห่วงใยเพื่อนๆ ทุกคนจึงขอเขียนเรื่องนี้ซ้าอีกหนเพื่อนเตื่อนสติ

Advertisements

10 Responses to “มัวแต่ดูไมล์”

  1. wiino เมษายน 11, 2012 ที่ 1:09 am #

    ภาพน่ากลัวมาก >_<

  2. wiino เมษายน 11, 2012 ที่ 1:48 am #

    ขอให้พี่เค้าหายไวๆนะคับ (ต้องรีบไปซื้อหาหมวกมาใส่บ้างละ)

  3. rugbyboyz เมษายน 11, 2012 ที่ 4:31 am #

    ขอให้หายไวๆ นะครับ

    พูดถึงเรื่องแผลนั้น อย่้าว่าแต่ที่ความเร็ว 20 กม./ชม. เลยครับ ผมเองเคยเดิน…ย้ำนะครับว่า “เดิน” ไปชนกับขอบเพิงหลังคาสังกะสีของร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ในความมืด พอดีว่าวันนั้นร้านนี้ไม่ยอมพับเพิงหลังคาขึ้นตอนปิดร้าน ซึ่งปกติจะพับเก็บทุกครั้ง (สะเพร่านั่นเอง) ผมซึ่งเดินมาในความมืดผ่านมาก็เลยชนเข้า

    ผลจากการ “เดิน” ชนทำให้เกิดแผลบริเวณหางคิ้วด้านขวาลึกถึงกระดูก เลือดไหลอาบเป็นน้ำเลย ผมยังจำความรู้สึกที่เลือดไหลหยดลงมาบนแก้ม สุดท้ายเย็บไป 5 เข็ม…..นี่ขนาดว่าเดินนะ

  4. ประสาท พาศิริ เมษายน 11, 2012 ที่ 6:59 am #

    ผมไม่ชอบการปั่นที่ทิ่งคนอ่อนแอไว้ข้างหลัง มีกลุ่มจักรยานที่นครปฐมกลุ่มหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดชื่อ เอ็ม เจ ไบค์ จะเอากำลังคนอ่อนแอเป็นมาตรฐานของกลุ่ม

  5. Rey เมษายน 11, 2012 ที่ 8:54 am #

    ปกติถ้าผมขี่อยู่และจะตั้งไมล์ จะถอดขึ้นมามองในระดับสายตา และต้องมองข้างหน้าก่อนเสมอๆ
    ส่วนเรื่องขี่แล้วทิ้งกัน อันนี้บางคนมาออกทริปก็อยากจะรู้ว่าตัวเองขี่ได้ในระดับไหนแล้ว ดังนั้นเรื่องทิ้งหรือไม่ทิ้งกันนี่อยู่ที่มุมมองครับ อย่างของผมจะขี่ด้วยกันกับสองกลุ่ม กลุ่มรุ่นพี่ อันนี้ขี่บี้กันไส้แตก แข่งกันเข้าเส้น ใครช้าก็ไปเจอกันที่เส้นชัย ส่วนกลุ่มเพื่อนจะขี่ชิลๆ เน้นชมนกชมไม้ ไม่มีทิ้งกัน ซึ่งก็สนุกต่างกันไปคนละแบบ

    สุดท้ายนี้ขอให้คนเจ็บหายไวๆครับ

  6. kaiyang2029 เมษายน 11, 2012 ที่ 10:32 am #

    เป็นกำลังใจให้

  7. ประสาท พาศิริ เมษายน 11, 2012 ที่ 1:53 pm #

    ในคู่มือติดตั้งไมล์หรือ computer ข้อแรกของหัวข้อ Warning / Caution ก็คือ Do not concentrate on the computer while riding. เวลาถีบจักรยานไม่เฉพาะกับไมล์ แม้แต่กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ไฟ ก็เช่นกัน น้องที่ทำงาน แขนหักเพราะเอื้อมมือขวาไปกดไฟท้าย เงยหน้ามาก็เจอฟุตปาธแล้วครับ

  8. luckygostared เมษายน 13, 2012 ที่ 1:45 am #

    (ขอเล่าบ้าง)

    ประสบการณ์ของผมอาจจะแตกต่างตรงที่เป็นมอเตอร์ไซค์ ขี่ด้วยความเร็ว 60กม/ชม.
    โดนคนเดินข้ามถนน (ย้ำว่า “เดิน”) โผล่ออกมาจากรถที่จอดอยู่ข้างทาง
    ทางเขาก็ประมาทที่เดินออกมาไม่ดูทางขวามือ ทางผมก็ขี่ 60 ไปเรื่อยๆคิดว่าไม่เป็นไร
    อารมณ์ตกใจกดเบรคที่มีอยู่ทั้งหมด กลิ้ง คว่ำ ไม่เป็นท่านอนข้างถนน หงายมองท้องฟ้าตอนเที่ยงๆ
    รถทับขา ไถลไปกับพื้น

    ผลคือ กระดูกไหปลาร้าหัก แต่ไม่โผล่ทิ่มทะลุเนื้อ เย็บ 13 เข็ม ใส่เหล็กดามกระดูก
    แผลที่ตาตุ่มอีกเล็กน้อย

    โชคดีที่ใส่ชุดป้องกัน หมวกกันน็อค ถุงมือ กางเกงยีนส์ รองเท้าหัวเหล็ก
    ไม่ประมาทดีที่สุด

  9. weesang เมษายน 13, 2012 ที่ 10:23 pm #

    หายไว ๆ ครับ

  10. น้าเป็ด เมษายน 15, 2012 ที่ 8:07 pm #

    ปั่นไปถ่ายรูปไปก็ต้องระวัง อย่าให้เหมือนพี่วิเชียร สุภาพ กลุ่ม๖๐
    ใส่คลิ้ทปั่นในเมืองก็เหมือนกัน ตายไปเยอะแล้ว วินาทีเดียว กลับบ้านเก่า ไม่ทันได้ไปหาหมอ นะ
    คุณ อ.ม้อยหายไวไวครับ…
    ทุกครั้งที่ปั่น มีสตังค์และต้องมีสติ
    ปู๊นปู๊น…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: