ดิ่งลงยาวๆ ที่เขาใหญ่

15 พ.ย.

 ใส่หมวกกันกระแทกให้ดี สองมือจับแฮนด์ให้แน่น ลืมตามองตรงไปข้างหน้า 3….2….1  ฟิ้วววววว………

สนุกกว่ารถไฟเหาะอีกนะ

ทริปนี้ ตั้งตัวแทบไม่ทัน ทีแรกว่าจะไม่ไปไหน จะไปเล่นกับต้นน้ำ แต่แล้วก็นะ ไปจนได้

จุดหมายทริปนี้ ตั้งใจไว้จะไปดู น้ำตกเหวนรก ไม่เน้นปั่น เพราะเคยพิชิต ยอดเขาเขียวมาแล้ว

ทริปนี้ แยกเป็น 2 กลุ่มย่อย ชุดหนึ่งปั่นไป ชุดหนึ่งนั่งรถไฟไป ชุดที่ปั่นไปมีแต่หนุ่มๆ ขาแรงๆ ทั้งนั้น

ตั้งใจไว้จะเดินทางไปด้วยรถไฟเที่ยวเช้า ตี 5.55 แต่ผู้ร่วมทริป ตื่นไม่ไหว ก็เลยเลื่อนไปเป็นรอบ 7.30 แทน สบายเลยคะได้นอนต่ออีก 1 ชั่วโมง เพราะจากบ้านปั่นไปหัวลำโพง ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงละ

ไปถึงเกือบได้เวลาขาด อีก 15 นาที ไปรับตั๋วฟรี มา 2 ใบ

เห็นต่างชาติ 2 คน เช่าจักรยานมาคนละคัน บรรทุกของเต็มแร็ค สองข้าง และ แล้วสายใยจักรยานก็เชื่อมถึงกัน หลังจากรับตั๋วเสร็จ ก็ ส่งสายตามองไป แล้วก็มียิ้มตอบกลับ เลยถามไปว่า จะไปไหนคะ 1 คนก็รีบลุกจากที่นั่งรอมาสนทนาด้วย กางแผนที่ ให้ชี้พิกัดให้ดูว่า เขาใหญ่นั้นอยู่ตรงไหน หายังไงก็ไม่เจอ บอกเขาอยู่แถวๆนั้น สักที่

บทสนทนา ยาวๆ ก็เริ่มขึ้น กางแผนที่กว้างกว่าเดิม มีไฮไลท์สีเหลือง เต็มไปหมด เขาบอกว่าเส้นพวกนั้นไปปั่นมาแล้ว ทริปนี้กำลังจะขึ้นรถไฟไปปั่นที่ภูเก็ต แต่เล่นเช่าจักรยานจากกรุงเทพเลยเนี่ยนะ

บทสนทนาก็ต้องจบลงฮ่วนๆ แบบ งงๆ เพราะได้เวลารถไฟจะออกแล้ว ตอนแรกเขาไม่รู้ว่าเป็นคนไทย บอกอยู่ไทยนี่ละ ยังย้ำอีกครั้ง ถ้าได้ไปขบวนเดียวกัน บทสนทนา คงยาวไปถึงเขาใหญ่แน่ๆ  สายใยสัมพันธ์อาจจะแน่แฟ้นกว่าเดิม

สรุปแล้วมีไปรถไฟ 3 คน ก็เลยต้องขอบัตรเพิ่มอีก 1 ใบ เตรียมพับรถขึ้นรถไฟ และแล้วก็ต้องจ่ายค่าระวาง ที่แรกคิดว่า จักรยานพับ ไม่ต้องเสียค่าระวางซะอีกคะ คิดว่านับเป็นสัมภาระ 1 ชิ้นได้ หรือว่าคราวนี้ไปกันหลายคน เลยเก็บเงินนะ รถไฟขึ้นฟรี แต่จักรยานนี้ ไกลแสนไกล ไปเชียงใหม่ อรัญ หรือ ปราจีน ก็ต้องจ่าย 90 บาท

เช้านี้นั่งรถไฟ ไม่มีบทสนทนา เพราะว่านั่งแยกกันคนละที่เลย คนข้างๆ ที่นั่งด้วยก็อ่านหนังสือนิยาย ก็เลยหลับยาวๆ จนมาถึงปราจีน

ไม่เหมือนมาคราวที่แล้ว หรือว่ามาคนละทางนะ ลืมไปละ ไม่คุ้นเลย สงสัยจะคนละทาง ไหนๆ เปิด google map ช่วยนำทางทีสิ ปั่นตรงไปตามทาง เป็นกิโล ข้ามสะพาน ชัดทะแม่งๆ ชอบกล ใช่ทางไปเขาใหญ่หรือนี่ ทำไม มันดูเขาหลืบๆ ไม่เชื่อแล้วดีกว่า ปั่นไปถามคุณตำรวจดีกว่าแฮะ

พอดีมีสถานีใหญ่อยู่แถวไหน คุณตำรวจคะ เขาใหญ่ไปทางไหนคะ ตรงไปนะ ถึงวงเวียนแล้วตรงไป ใช่หรอคะ เมื่อกี่ก็ตรงมาจากทางรถไฟ ผ่าน Big C ด้วยคะ ทางนั้นแหละ ยังเถียงคุณตำรวจอีกว่าไม่ใช่ อ๋อ จนได้คำอธิบายว่าปั่นไปตาทาง ก็ทางไปบังคับเลี้ยวขวานะ เลยถามว่าไม่เลี้ยวขวาหรอ คุณตำรวจยังยืนยันว่าไม่เลี้ยว ไปตามทางอย่างเดียว

ลองดูสิ หลังจากเติมพลังงานก็มีพลังปั่นไปกันวนไปวนมาเป็นกิโลได้กว่าจะเจอทางที่ใช่ ต่อไปคงไม่เชื่อ google map ละ ถามเอาข้างทางท่าจะดีกว่า ปั่นไปตามทางผ่านค่ายทหาร อยู่ทางขวา ตรงไปต่อนะ จนถึงวงเวียน

ขอบอกตรงข้ามค่ายมีร้านจักรยานด้วย กว่าจะไปถึงวงเวียนก็มี 10 กิโลได้ 20 กิโล นะก็ถึงเขาใหญ่ คุณตำรวจบอกว่าอย่างนั้น แต่ดูหลักกิโลข้างทางเขียนว่า 50 โล ก็ยังสงสัยว่าเรามาผิดทางหรือเปล่า มีทางอื่นอีกไหม เพื่อนร่วมทางก็ยังยืนยันว่า โปรแกรมเส้นทางที่โทรศัพท์บอกก็ทางนี้สั้นที่สุด

ที่สุดก็ที่สุดปั่นต่อไป ถึงวงเวียนแล้ว หลังกิโลก็บอกว่า 40 โล ถึงเขาใหญ่ ทำเอา ท้อแท้ ในใจคิดว่าพี่ๆ ที่ปั่นมาคงไปถึงก่อนแน่ๆ เกือยจะถึงละ อีก 500 เมตรเอง พี่ตรีก็โทรมา แนนอยู่ไหน ตอนนั้นคิดว่าอีกไกล เลยบอกสถานที่ใก้ลเคียงที่ผ่านมาแทน สงสัยเรามากันคนละทางแน่เลยแนน

ของพี่อีก 12 กิโลนะ คะ แค่วางสาย ก็เห็นทางเขาเข้าใหญ่เต็มๆ ที่แท้ถึงแล้วหรอเนี่ย เราขึ้นไปรอข้างบนกันดีกว่า จ่ายเงินค่าผ่านทาง จักรยาน 20 คนผู้ใหญ่ 40 แต่กว่าจะได้จ่ายก็เข้าคิวยาว รถนักท่องเที่ยวเยอะมากๆ

จ่ายเงินแล้วปั่นขึ้นไปรอที่จุดพักรถ เหมือนไม่เหนื่อย แต่ก็หาทำเลเหมาะๆ นั่งพักรอพี่ๆ มากัน ไปนานก็เปลี่ยนท่านั่งเป็นท่านอน ลาดตัวลงไปบนม้านั่งยาวที่ศาลา หลับตาพักหนึ่ง

พี่มาถึงกันแล้วเก่งจริงๆ ปั่นมาจากลานจามฯ ยังสามารถปั่นขึ้นเขาใหญ่กันได้อีก ไหวหรอ นั่งพัก ล้างหน้าให้สดชื่น แค่เนินเท่านี้ จากหน้าด่าน ก็คาดว่าต้องฝากสัมภาระ ไม่งั้นคงขึ้นไปไม่ถึงจุดพักค้างคืนนี้แน่ๆ

โชคดีจริงๆ พี่เอก จัดทริป พาลูกๆ มาเที่ยวเขาใหญ่ด้วยอาทิตย์นี้ พวกเราก็เลย ขนสัมภาระกองโต ฝากรถพี่เอกขึ้นไปข้างบนรอก่อน แล้วพวกเราก็ค่อยๆ ปั่นขึ้นไปด้วยความเร็ว 4-5-6-7 ไม่เกิน 10 กิโลเมตร

จุดหมายแรก น้ำตกเหวนรก  ยังไม่ทันไร แค่เนินแรกก็สัมผัสได้ ทำไมจักรยานปั่นแล้วมันถ่วงๆ ข้างหลังจังนะ ของก็ไม่มี เอ๊ หรือว่ายางแบน ทำไมๆ ปั่นยังไงก็ได้แค่นี้ รีบปลดคลีต รอไว้เลย ก่อนที่จะหมดพลัง ค่อยๆ ปั่นไปตามกำลังที่มี ความเร็วเท่ากับ หนอนคลานกระดิ๊บๆ ได้ละ เดินกับปั่นความเร็วก็ไม่ต่างกัน

โชคดีที่สาวๆ ทริปนี้พักบ่อย ก็เลยได้โอกาสพักตาม ทำให้ไม่เหนื่อยแบบทรมาน ในที่สุดไม่ถึงชั่วโมงเราก็มาถึง น้ำตกเหวนรก ใช้ได้ๆ 10 กิโล / ชั่วโมง พักดื่มน้ำ เติมของว่าง แล้วออกเดินทางไปดูน้ำตก

แนนอย่าไปนานนะ เดี๋ยวฟ้ามืดปั่นขึ้เขาไม่ได้ มีหรือจะเชื่อฟัง 555 อยากดูน้ำตกนะ ทริปนี้ ยังไงต้องดู แนนไปแค่เห็นน้ำตกพอนะไม่ต้องลงข้างล่าง ทริปนี้รู้สึกร่างกายฟิตกว่าเดิม มากกว่าที่เคยมาก่อนหน้า ไม่เหนื่อย เดินได้เร็วขึ้น ไหนๆ ก็ต้องรอ เพื่อนที่เดินตามหลัง เราจะหยุดรอให้เสียเวลาทำไม เดินต่อลงไปข้างล่างดีกว่า

ทุกคนก็คล้อยตามกับเสียงน้ำตกที่ชวนให้เคลิ้ม อยากไปเห็นของจริงชัดๆ เต็มๆ ตาที่เบื้องล่าง ทั้งๆ ที่เส้นทาง ไม่น่าหวานเสียว บันได้ทางลง ทำให้กว้างกว่านี้ไม่ได้หรอขา ทั้งแคบและชันมา เพิ่มปูนอีกนิดให้กว้างพอดีฝ่าเท้าก็ไม่ได้หรือไร ถ้าหน้ามือมีกลิ้งตกเขาแน่ๆ ต้องจับราวเหล็กให้มั่น ค่อยๆ ก้าวเดินลงอย่างมั่นคง มองลงไปทีละขั้น ไม่ต้องมองไกล เพราะขาจะสั่นเอาได้

ถึงแล้ว ว้าวๆ คราวนี้มีน้ำ แต่ยังไม่เยอะ จนละออกกระเด็นมาอย่างที่พี่ตรีเคยสัมผัส แต่ก็ดีกว่าครั้งที่แล้วเยอะๆ เพราะไม่มีน้ำสักหยดตกลงมา ดูแล้ว หายเหนื่อ เป็นปิดทิ้ง กับระยะทาง ความหวาดเสียว ที่ต้องเดินลงมา มันคุ้มค่าเกินบรรยายจริงๆ อยากจะหยุดตรงนี้ เอาเปลมากางนอนดูน้ำตกลงมานานๆหน่อย

แต่จุดที่ยืนใครๆ ก็อยากมายืนถ่ายรูป เพราะชัดที่สุด หากยืนนานกว่านี้คงโดนใครสักคนเขม่นเอาแน่ๆ เพราะไม่แบ่งทำเล ให้ใครเขาเลย ได้เวลาที่ต้องอำลา เหวนรก แล้วสิ น่าเสียดายจริงๆ ที่มีเวลาน้อยไปหน่อย ยังดีที่ได้มาก่อนจะหมดฤดูน้ำ

ขึ้นไปถึงจุดพัก พี่ๆ ที่นั่งรอปั่นออกไปกันแล้ว เพราะกลัวว่าฟ้ามืด จะขึ้นไปที่พักไม่ได้ ค่อยๆ กระดื๊บๆ ปั่นกันขึ้นไป จนพี่นาย คำนวณแล้วว่า ถ้ายังปล่อยให้กระดื๊บๆ ต่อไปมีหวัง โดยสัตว์ป่า งาบไปกินแน่ๆ

และแล้ว แสงสว่างก็มาปรากฏตรงหน้า มีรถกระบะจอดรอให้พวกเราขึ้น พี่นายเตรียมการทุกอย่างโบกรถรอไว้ ทางขึ้นไป ก็ค่อยๆ เย็นขึ้นเรื่อยๆ จนต้องรูปซิปปิดมิดคอ ระหว่างทางก็เจอ งู เจอ ลิง เป็นกองทับ หงอคง ที่ทำเอาจราจรติดขัดสาหัสทั้งขาขึ้นขาลง นั่นคือ ช้าง ช้าง ช้าง

น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า มาให้ดูกันชัดๆ มากันทั้งโขลง มีช้าง พ่อ ช้างแม่ ช้างลูก และ พี่สาว น้องสาว พี่ชาย ลุงก็ด้วย น่าจะหลงทางเดินตามไม่ทัน คนที่ไม่รู้กิติศัพท์ ความน่ากลัวนั้น ก็พากันลงจากรถ แบกกล้องตั้งขา ถ่ายรูปชัดๆ ไปฝากคนที่บ้าน ส่วนคนที่กลัวก็นั่งในรถปิดกระจก จอดไกลๆ

มีมากเท่ากัน ทั้งคนกลัว และ ไม่รู้ รถที่แนนนั่งขับผ่านไปด้วยดี เพราะช้างยังไม่เดินถึงถนน ส่วนรถที่สวนทางมา หยุดกึกๆ กันยาว ไม่ใช่ใครที่ไหน พี่น้องนักปั่นจักรยานทั้งนั้น หยุดอยู่ไกลมาก แบบว่าช้างมองไม่เห็นแน่ๆ เพราะเป็นทางโค้ง ได้แต่ถามว่า ช้างมากี่ตัว เดินถึงไหนแล้ว คงมีประสบการณ์ หรืออ่านผ่านตากันมามากเลยกลัวกัน

ผ่านจากช้างไปก็เจอ งู สีสวยสด หยุดดูกันอีกครั้ง งูนี้ไม่มีพิษร้ายอะไร นักท่องเที่ยวต่างชาติ ลงจากรถชมไพร หมดคัน ทุกเลนส์ หันมาทางงูตัวนั้น แล้วกด ชัตเตอร์กันรัวเสียงดัง อะเมซิ่งไทยแลนด์ อันซีน ที่ไอไม่เคยเห็น นี่แหละ จุดขาย

ถึงแยกที่ต้องลงแล้ว ขอบคุณมากๆ ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ก็มีน้ำใจมาส่ง และ ช่วยยกจักรยานลงให้ด้วย ทางแยกขึ้นเขาเขียว ปั่นตรงไปนิดเดียวก็ถึงที่พัก ปั่นวนหาไม่มีรถพี่เอกนะ ลองมาทางนี้สิ บรีส แนะนำ ทางขึ้นสวยจัง

ขึ้นไปแล้ว ว๊าว บรรกาศ ดูเป็นรีสอท น่าพักผ่อน มีทั้งกางเตนท์ และบ้านพักที่ดูดี

ไม่คิดว่าบ้านพักจะสะดวกสบายขนาดนี้ อะไรมันจะดีเพรียบพร้อมขนาดนี้เชียว ต้องขอบคุณพี่เอก และ พ่อแม่เพื่อนๆ ของลูกสาวทั้งสองด้วยคะ

น่าเสียดายที่ขึ้นไปฟ้ามืดหมดละ ไม่งั้นคงพอมีเวลาได้ปั่นเล่นแถวนั้น เห็นวัยรุ่นกลุ่มใหญ่วิ่งเล่นกัน สาวๆ ทั้งนั้น เยอะไปหมด พี่ๆ ลงเสียดาย อดไปแจมด้วยเลย

นอนกันตรงไหนดี บ้านหลังโตเชียว สรุปแล้วนอนในบ้านกันหมด ไม่ต้องกางเต้นท์เพิ่ม สมาชิกส่วนใหญ่ มีถุงนอน เรื่องนอนเลยไม่มีปัญหากลัวว่าจะหนาว ตรงไหนก็นอนได้ สบาย

มาดูสิหลังบ้านมีเม่นด้วย ฮ้อตระโกนบอก โอโห้ ธรรมชาติดีจริงๆ เด็กๆ วิ่งไล่เม่นกันสนุกนสนาน

ต่อคิวอาบน้ำ ระหว่างรอคิว ก็มีข้าวโพดปิ้งร้อนๆ ที่พี่เอกเตรียมไว้ให้คนละฝัก กินรองท้องก่อนอาหารเย็น

ได้คิวอาบน้ำ ดีจังมีน้ำร้อน ให้อาบ ออกมาสดชื่น หายหนาว แต่มาต่อด้วยข้าวกระเพราะไข่ดาว จากนั้นก็ มีเมนูอาหารมาให้กินไม่หยุด ทีแรกว่าจะไปซื้อขนมอะไรมากิน รอพี่ตรีอาบน้ำแล้วจะเดิมไปร้านสวัสดิการด้วยกัน พี่เอกแนะนำให้รู้จัก เพื่อนๆ พ่อแม่ของลูกสาว เท่านั้นคะ

ขนมปังปิ้ง เนยนม หรือ เนยน้ำตาล หมูสะเตะ น้ำผลไม้ ผลไม้สดๆ แม้กระทั้ง ข้าวและกับนานาชนิด ทำเอาอิ่มจนไม่คิดออกไปเดินหาของกินเล่นแล้วคะ กินกันเยอะพอๆ อาจจะเกินพอกับพลังงานที่ใช้ไปอีกคะ

แต่เวลานั้น ดื่มโกโก้ ร้อนๆ อร่อยที่สุดเลย ช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้น แต่ไม่มีโกโก้ มีแต่ ไมโล ซอง

กว่าจะนอนหลับ ก็นั่งเม้าส์กันสนุกสนาน ไม่ได้เอาของเล่นพัฒนาสมองไปเลย ได้แต่ เล่นโทรศัพท์ และคุย เรื่อยเปื่อย จนเผลอหลับไปทีละคนๆ

อยู่ดีๆ ประตูก็เปิดแฮะ ดีนะที่ยังตื่นกันหลายคน และยังเปิดไฟอยู่ เลยไม่น่ากลัว ประตูกางออกเหมือนมีใครมาเปิด แต่ไม่มีเสียง สงสัยจะล๊อกไม่แน่นพอ

แล้วก็ได้เวลานอน ก่อนนอนพี่ตรียังมีเติมนมกล่องอีกนะ วันนี้พี่เรากินเยอะเป็นพิเศษ

แปรงฟันแล้วก็นอน อยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียง ลุกขึ้นมา เกิดอะไรขึ้น ตี 4 เองนะ ออกมาสัมผัสความเย็นกันเถอะ นอนต่อดีกว่า เวลานัดไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ตี 5 ครึ่งนะ

นอนริมติดประตูทางเข้า ใครเข้าออกหรือทำอะไรก็รู้หมด ได้เวลาตื่นแล้ว ไม่อยากจะลุกเลย ในเวลานั้นคิดว่าอยากนอนต่อ พระอาทิตย์ ที่ไหนก็ขึ้นเหมือนกันหมดละ ไม่น่าไปดู 555 เริ่มโยเย เกเร

แต่เห็นเด็กๆ ตื่นหมดนั่งอยู่บนท้ายกระบะ พร้อมออกเดินทางเหลือแต่พี่ๆ นี่แหละ ที่ยังไม่ลุกจากที่นอนกัน จะเอายังไง นานๆ มาเที่ยวที มันก็ต้องลุกขึ้นมาสิ สรุปก็เลยขึ้นท้ายกระบะ ห่อห่มเป็นเหมือนตุ๊กตา south park อยู่ข้างหลัง

น้องๆ ดูสนุกตื่นเต้นกันดีจัง ไม่กลัวหนาวกันเลยนะนั่น ดีนะ ที่เอาถุงนอนไปด้วย หอบหิ้วถุงนอนเดินไปตามทางเข้าผาเดียวดาย

ผาเดียวดายวันนี้ ไม่เดียวดาย อย่างชื่อ คนเต็มผา จนอุ่น ยังแอบคิดว่า ผารับน้ำหนักได้กี่คนนะ ยืนเยอะมากผาจะหักลงไหมหนอ ลมคงแรกมากน่าดู เสียลมดังยังกลับคลื่นทะเล ตอนแรกเดินไป ยังสงสัย ว่ามีทะเล อยู่ใก้ลๆ แถวนี้ด้วยหรอ ที่แท้เสียงลมนี่เอง

กิ่งไม้หัก ค้างคาอยู่บนอีกต้น ธรรมชาติ สร้างความสวยงามแบบนี้ได้ด้วยแฮะ เราออกไปก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวขาขึ้นคนจะเยอะ เรารีบขึ้นไปก่อน

ปวดท้อง ระเบิด ลง หนึ่งสาวในทริป เกิดอยากจะเข้าห้องน้ำเวลานี้ อดทนไว้ไม่ไหวแล้ว พี่ตรี โบกรถทุกคัน ถามทุกคันว่าขึ้นข้างบนไหมครับ และแล้วก็เจอกะบะ ขึ้นไปบนเขาเขียว แนนก็ขึ้นไปด้วย

รู้ทีหลังว่าเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ของที่นั่น ใจดีมีน้ำใจจริงๆ ยินดีจะมาลงมาส่งด้วยคะ แต่ คุณพ่อคุณแม่ เพื่อนของลูกพี่เอกก็ขับรถขึ้นมารับ ก่อนกลับก็เลยเก็บภาพ แชะไปรูป

นั่งรถ ลงมาก็เริ่มบทสนทนา เรื่องโรงเรียน ปัญโญทัย ว่าเขาสอนอะไร เหมือนพ่อแม่ ต้องเรียนไปกับลูกๆ ด้วยเลย ทำให้นึกย้อนไปเป็นเด็กอีกครั้ง ถ้ามีโรงเรียนแบบนี้สมัยนั้นบ้าง นั่นมันโรงเรียนในฝันเลยนะ ไม่ต้องมีสอบ ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน ไม่มีโดนตี มีแต่กิจกรรมให้ทำ สอนด้วยภาคปฏิบัติ ไม่ได้ให้ท่องจำจากหนังสือ

ฟังนิทานหนึ่งเรื่อง ก็รู้สึกอยากไปลงเรียนบ้างแล้วสิ มีสอนปลูกข้าว เด็กๆ ต้องลงไปทำนาด้วยตัวเอง แต่ลืมถามว่ามีวิชา บ้านดินด้วยไหม

กลับมาก็อาบน้ำ แต่ส่วนใหญ่กลัวหนาวไม่อาบกัน อาบแล้วหายหนาวนะ แต่ไม่มีใครเชื่อเลย 555

ได้เวลาอาหารเช้า ข้าวต้มร้อนๆ อร่อยๆ ฝีมือ แฟนพี่เอก ขอบคุณนะคะ กินไป 2 ชามเลย

อิ่มแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง ยังๆ ต้องซดกาแฟร้อนๆ ก่อน ปล่อยเวลาชิวๆ กับอากาศหนาวที่เขาใหญ่ เด็กๆ ก็ได้เอาจักรยานไปลองปั่นกันสนุกไปเลย

9 โมง พวกเราถึงเริ่มล้อหมุมอีกครั้ง ก่อนออกก็ถ่ายรูปกัน เป็นที่ระลึก

แวะร้านค้า เติมน้ำ คาดว่าตลอดทางไม่มีน้ำให้ซื้อ ต้องตุนกันไว้ก่อน จนกว่าจะถึงทางออก เราย้อยกลับทางเดิม ด่านปราจีน

ความสนุกเริ่มขึ้น เหมือนยังกับเล่นรถไฟเหาะ เห็นเนินแอ่งกระทะนั่นไหม เราจะดิ่งลงไปทางนั้น

เสียกริ่งดัง กรี๊งๆ เหมือนเครื่องเล่นสวนสนุกกำลังจะเดินเครื่อง จิตนาการเอาเองนะ รัดเข็มขัดนิรภัยให้ดี ขอให้สนุกรถไฟเหาะเที่ยวนี้ ปี๊บ 

แต่เวอร์ชั่นของจักรยานเป็น ใส่หมวกกันกระแทกให้ดี สองมือจับแฮนด์ให้แน่น ลืมตามองตรงไปข้างหน้า 3….2….1 ฟิ้วววววววววววววว………………………………………

ตอนขึ้นส่งไม่ถึง ต้องออกแรกปั่นกัน จนหัวใจเต้นรัว พักสักหน่อย ฮอบแฮกๆ จนสภาวะร่างกายกลับสู่ปกติ แล้วเริ่ม สนุกกันต่อ

ลงกันแบบ ไม่เบรคกันเลย ผ้าเบรคเก็บไว้ที่บ้านไม่ได้ใช้ ปล่อยไหลไปตามทาง ความเร็วสะสมมากขึ้นๆ ก็ยิ่งสนุก บวกเสียวนิดๆ ทำเอาตลอดทางไม่ต้องดื่มน้ำกันเลย มีปั่นเพิ่มเติมให้ล้อหมุนบ้างเป็นนางเนิน

ติดใจกันใหญ่ คราวหน้าจะมากันอีก มาแบบรถไฟ แล้ว เกาะรถกะบะ ขึ้นไป ดิ่งลงมาอย่างเดียว

ถึงด่านทางเข้าออก ถ้าไม่ติดต้องจอดที่จุดนัดหน้าประตู คงไหลยาวไปอีกเป็นกิโลแน่ๆ มีป้ายให้ลดความเร็วๆ ถี่ตลอด แนนก็ยังปล่อยมันไหลไป จน มัฮดี โบกมือเรียกไว้ เลยกดเบรค

ไม่ทันละเลยด่านไปแล้ว ก็เลยไปนั่งรอพี่ๆ ที่ชิงช้าหน้าป้ายอุทยานแทน แดดเริ่มออก ร้อนซี๊ดๆ ถ่ายรูป แล้วรีบเดินทางกันต่อ

ปั่นไปเรื่อยๆ แต่ร้อนแฮะ อยากจะแวะ แต่ไม่มีอะไรให้แวะ เห็นเขียนป้ายว่าสวนไผ่ ปั่นวนเข้าไป ง่า มีแต่ให้ติดต่อเยี่ยมนักโทษ วนออกมาดีกว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีสักคนด้วย

ปั่นร้อนๆ ต่อไป จดสุดทาง ว่าจะพักก็ไม่พัก เพราะเพิ่ง 10 โลผ่านไปยังไหวอยู่ สาวๆ ไหวป่าวไม่รู้ แต่พี่ๆ ยังชิวๆ สบายๆ งั้นไปต่อ

พักที่ร้านจักรยาน ข้างหน้า กินไอติม สตอเบอร์รี่ ชื่นใจ ดีจริงๆ แล้วก็ปั่นย้อนมากินข้าวกลางวัน ยังไม่หิวเลยนะนั้น อาหารเช้ายังไม่ย่อยเลย

นั่งเล่นรอพี่ๆ กินไปเรื่อยๆ แล้วออกปั่นต่อ อีก 4 โล ก็ถึงสถานีรถไฟ กินอีกแล้ว ไก่ย่าง ส้มตำ น้ำตก ลาบ ข้าวเหนียว สงสัยจะสั่งเยอะเกิน กินไม่หมด แต่แนนว่า น้ำตกเขาเค็มปี๋ เกินไปกินไม่ไหว

อิ่มแล้วก็ไปนั่ง นอนเล่นทอดอารมณ์ กับในสวน และ ค่าย แยกเป็น 2 กลุ่ม อีกแล้ว ตามที่พี่ร้านจักรยานตรงข้ามค่ายแนะนำ

แนนไปพักที่ค่ายเพราะไม่อยากไปนั่งในร้านกาแฟ ปั่นเข้าไปในค่าย แล้วรู้สึกบรรยากาศ ผู้กองยอดรักเลยแฮะ วิวมองไปสุดสายตา เราหยุดพักกายา ที่ตรงนั้น นอนกันบนหญ้าสนามบอลของโรงเรียนกันเลย

เห็นแมลงและมดแดง ทำเอาไม่กล้านอนอย่างพี่ๆ เลยหลบไปพักที่ศาลา จนได้เวลารถไฟมา แล้วเราก็ปั่นไปที่สถานีกัน

ไปถึงก่อนเวลา ครึ่งชั่วโมง นั่งทอดอารมณ์แถวนั้น คนมารอรถกันเยอะเชียว เราก็ไม่มีที่นั่ง มองไปเห็นร้านกาแฟ พวกเราก็เลย ดื่มน้ำโกโก้ ใสแจ๋ว แก้กระหาย หวานจังร้านนี้ หวานทุกรายการ

เต๊งๆ เสียกระดิ่งรถไฟ ได้เวลาแล้วสิ โยกย้ายไปรอที่ชาญชรา และแล้วก็ได้ยินเสียงประกาศ ขวบนรถไฟที่มาจาก อรัญ ปลายทาง กรุงเทพ จะมาช้า 10 นาที ยังดี แค่ 10 นาที ลุงขายน้ำบนรถไฟ น่าจะใช่ดูจากของที่แบกมาด้วย มีขู่บอกว่า ระวังมาถึงรถไฟเสียนะ

คราวที่แล้วกว่าจะซ่อมเสร็จตั้ง 3 ทุ่ม คนซ่อมกับคนขับคนเดียวกัน ทั้งขบวนมีคนเดียว เก่งจริง พนง รถไฟไทย นั่งคุยกันเพลินๆ รถไฟก็มา

พี่ๆน้องๆ  ทำหน้าที่สุภาพบุรุษ ไม่มีเกี่ยงกัน ช่วยขนจักรยานขึ้นรถไฟให้ บอกให้พวกเรา 3 สาวขึ้นไปหาที่นั่งได้ ขอบคุณพี่น้องชาวจามฯ ที่น่ารักทุกคน

นั่งห่างกัน จนกระทั่ง ฉะเทริงเทรา คนก็เริ่มลง พวกเราก็เลยได้ร่วมกลุ่มนั่งใก้ลกันอีกครั้ง ยิ่งใก้ลกรุงเทพฯ มากเท่าไร ที่นั่งก็ว่างมากขึ้น

ระหว่างทาง เห็นชาวจักรยานด้วย แต่ไม่ได้ทัก เพราะเขาอยู่คนละตู้ ไม่ได้เดินมาใก้ลๆ แต่เครื่องแต่งกายมันบ่งบอกว่าพวกจักรยานเหมือนกัน

ถึงหัวลำโพงแล้ว สุภาพบุรุษก็ช่วยขนจักรยานลง แล้วจูงเดินออกจากสถานี มองป้ายอีกที อรัญ ที่ตั้งใจไว้ว่าไปปั่นกันตั้งแต่กลางปี จะหมดปียังไม่ได้ไปเลยคะ

ถึงแล้วก็ไปกินกันต่อ โอโห้ กินอีกแล้ว นั่งรถไฟมาย่อยหมดละอาหาร ไม่ไหวๆ ยังอิ่มอยู่เลย ก็เลยนั่งคอยเฉยๆ พอคะ

ได้เวลาแยกยากกลับบ้าน พี่ตรีมาส่งถึงบ้านพร้อมแบบถุงนอนมาให้ ตั้งแต่อยู่บนเขาใหญ่ ขอบคุณอีกครั้ง

สนุกสนานเหมือนเคยกับทริป ชาวจามฯ ใครอ่านจบแล้วอยากไปบ้าง หรือ อยากมาออกทริป กับ ชาวจามฯ ก็ยินดีนะคะ

Advertisements

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “ดิ่งลงยาวๆ ที่เขาใหญ่”

  1. akemini พฤศจิกายน 15, 2010 ที่ 11:48 pm #

    อยากจะบอกว่า อิจฉาประสบการณ์ของน้อง ๆ มาก
    คราวหน้า ถ้าไปเขาใหญ่อีก จะขอปั่นไปนะ เมียอนุญาตแล้วบอกว่าให้ปั่นไปเอง และ ไปกางเต๊นท์นอนด้วย
    ความตั้งใจแรกเริ่มเดิมที คิดว่า จะขับรถตัวเองไปพร้อมจักรยานอีก สองคัน เมื่อไปถึงด่าน …เจอน้อง ๆ แล้วจะปล่อยให้เขาขับรถพาลูก ๆ ขึ้นที่พักไป แล้วเราก็ปั่นตามไป หรือ ไม่ก็ขอปั่นดิ่งลงเขามากับน้อง ๆ มาเจอที่หน้าด่าน เพื่อกลับบ้านด้วยกัน แต่ด้วยความที่ แม่บ้าน(อื่น) ไม่ถนัดขับรถบนเขา เราก็เลยต้องรับหน้าที่ขับรถเองตลอดทริป…แถมเอาจักรยานไปได้แค่คันเดียวด้วย เพราะเกรงใจเจ้าของรถเขา …เสียดาย เลยอดมันส์ กับประสบการณ์ในครั้งนี้กับน้อง ๆ เลย เสียดายมาก ๆ
    วันนี้คุยกับวิว ….อยากมีทริปแบบนี้ขึ้นเขาใหญ่อีกสักครั้ง แล้วดิ่งลงมาซึ่งเจ้าวิวเอง ก็ติดใจอารมณ์นั้น ใช่น้อยเลยทีเดียว…

    ต้องมีอีก แ่น่ ๆ และ คนจะมากกกว่าคราวนี้ด้วย พี่น้องจามฯ อีกหลายคนยังไม่ได้ไปปลดปล่อย ยังไม่ได้ไปรับอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ …

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: