รสชาติของความหลง

8 เม.ย.

หลายคนอาจชอบเส้นทางนั้นแล้วไปซ้ำๆ ส่วนเรานั้นชอบไม่ซ้ำ หาที่ใหม่ไปเรื่อยๆ หากต้องเริ่มจุด A ไปจุด B แบบครั้งนี้ไปหาหมอแล้วกลับบ้าน ขาไปที่ต้องรักษาเวลาก็ใช้ทางที่เร็วสุด ส่วนขากลับลืมไปได้เลยว่าจะซ้ำทางเดิม

ก่อนเริ่มปั่นเราชอบตั้งโจทย์ให้ตัวเองก่อน เช่น ขอชุมชนล้วนๆนะ ขอเกาะทางรถไฟ ขอเลาะริมคลอง หรือ ปักแลนด์มาร์คต้องผ่านให้ครบ หรือ ตามหาต้นไม้ใหญ่ พอมีโจทย์แบบนี้ละ ทำให้มีรสชาติ ต้องพยายามหาทางเชื่อมต่อให้ได้ 

ต่อให้ดูเหมือนมีสัญญานเตือนว่าทางนี้ไปต่อไม่ได้ก็ตาม ขอเห็นด้วยตาว่าสุดทางไปต่อไม่ได้นี่หน้าตาเป็นอย่างไร เห็นแล้วก็สบายใจ จะย้อนทางเข้าอีกครั้งก็ไม่รู้สึกว่าไกลขึ้น เช่นกันกับการหลงทาง ทำให้รู้จักอีกเส้นทาง

หลายครั้งรู้สึกเกรงใจเวลาว่าไปกับเพื่อนๆ เขาพาออกถนนแอบรู้สึก ทำไมไม่เลี้ยวเข้าซอยนี้ละ ได้แต่เก็บไว้ในใจ เรียนรู้ทางใหม่ที่เพื่อนพาไป บางครั้งก็ออกนอกเส้นทางกลุ่มซะงั้น เจอกันปลายทางนะ ถ้ากติกาไม่เข้ม รู้แหละว่าไม่ควรทำ แต่พอปั่นบนถนนรถเยอะแล้วมันไม่ใช่เลย 


หลังๆมาใน กทม. เราเลยลุยเดี่ยว สำรวจทางเอง ทางไม่รู้จัก ไม่เคยไปมันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ตื่นเต้นยิ่งนัก มีความสดให้ค้นหา ทำความรู้จัก และชอบไปวันธรรมดานี่สิ วันที่ทุกคนไปทำงาน มันเงียบดีนะ คนใช้ทางก็น้อย บางที่ไม่มีเพื่อนร่วมทางเลย ส่วนวันหยุดเพื่อนๆตื่นเช้าไปปั่นกัน ส่วนเราก็นอนตื่น สายพักร่าง ก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน ทำไมชอบย้อนแย้งกับคนส่วนใหญ่ 

เห็นแดดก็ไม่อยากออกจากบ้าน แต่พอได้ออกเท่านั้นละ ปั่นลืมว่ามีแสงแดดไปเลย เมื่อสายตาอยู่ในแว่นกันแดด ร่างถูกคลุมด้วยผ้ามิดชิด มีเพียงปลายนิ้ว 5 นิ้วที่รับแสงโดยตรง นอกจากสถานที่ไม่คุ้นทำให้ปั่นไม่เลิกลาแล้ว ความลื่นของจักรยานก็มีส่วน วันไหนล้างโซ่ หยอดน้ำมัน ตั้งเกียร์เป๊ะๆ กดบันไดแล้วมันรู้สึกพุ่งไหล ความรู้สึกนี้ก็ชวนให้ไม่อยากจอดเช่นกัน 


ขอบคุณ inerbike studio เมื่อไรสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แปลกไปก็พาเข้าไป เซตกลับให้เหมือนเดิมทุกครั้ง ที่มากกว่านั้นพอปั่นแล้วรู้สึก เหมือนจักรยานคันใหม่เลย พุ่งกว่าเคย เกียร์เป๊ะกว่าก่อนเข้า service 


แผนที่คืออีกหนึ่งสิ่ง เปิดดูแล้วมีเรื่องสนุกทุกครั้ง ทางนี้ฉันยังไม่เคยไปนิ ต้องหาโอกาสซะแล้ว และครั้งนี้เอง เปิดเจอแผนที่เดินเรือคลองพระโขนง ฟังไม่ผิดนะ แผนที่เดินเรือ ^^ จะลองนั่งเรือสำรวจทางดูว่า สองฝั่งคลองมีแผ่นปูนสามารถปั่นได้ตลอดทางไหม 


คลองพระโขงอยู่ตรงไหนนะ น่าจะใกล้ BTS พระโขนง แล้วไปสุดที่ไหนนะ ตลาดศรีเอี่ยมคือตรงไหน เคยเห็นชื่อนี้บนรถสองแถว แต่ยังไม่เคยไป ตัวช่วยที่ใช้ประจำคือ google map คนเดิน + คนท้องที่ แล้วออกปั่น จุดหมายตั้งไว้เป็นแค่ให้ถึงแบบช่วยให้รู้ทิศตอนตั้งคำถาม แต่รสชาติที่สัมผัสได้อยู่ระหว่างทางนี่แหละ รสหลงนี่อร่อยมากนะ 


ทฤษฏีที่ชอบใช้ คือ ไปไหนก็ได้ที่นี่กรุงเทพบ้านเรา ที่นี่เมืองไทยของเรา และที่นี่โลกของเรา มิตรภาพมีอยู่ทุกที่ โลกมันกลม เดี๋ยวมันก็วนมาทางเดิม ในความเป็นจริงก็แบบที่เราเชื่อนี่ละ เจอมิตรภาพน่ารักทุกรุ่นทุกวัยทุกอาชีพทุกครั้ง แค่เอ่ยออกไป น้องครับ พี่คะ ลุงคะ ป้าขา 


เส้นทางนี้ก็เช่นกัน มีสะพานให้ข้ามก็ไม่ข้าม เมื่อเห็นว่าใต้สะพานผ่านตรงไปได้ แปลกดี ในความคิดมีสะพานก็ต้องมีคลองสิ แต่ทำไมเราเห็นเป็นทาง จึงตัดสินใจปั่นตรงไป แล้วก็เจอเจ้าหน้าที่เก็บขยะทางน้ำ : พี่คะ ทางปูนนี้ยาวไหมคะ ? ยาวเลย ไปได้ไกลนะ คือคำตอบ ขอบคุณแล้วลุยเลย ทั้งๆที่คลองเดิมที่ตั้งใจคือคลองพระโขนง แต่ป้ายคลองที่นี่ คลองประเวชบุรีรมย์ 


จากที่เราปั่นชวนคิดถึงว่าไทยพุทธ-มุสลิม เราก็อยู่ด้วยทุกที่แบบนี้ทั่วไทยนิน่า ตอนเด็กๆที่โรงเรียนเราก็มีเพื่อนมุสลิมนะ เรียนแค่ 2 ปี แยกย้ายไม่เจอกันอีกเลย ตอนเรียนพาณิชย์ก็มี ตอนทำงานก็มี ไปใต้ที่ผ่านมายิ่งได้เพื่อนมุสลิมเพิ่มขึ้นเยอะ 


ยิ่งพอปั่นเส้นทางนี้แล้ว พาคิดถึงบรรยากาศที่เคยปั่นด้วยกัน เพราะขวามือเป็นมัสยิดตลอด ส่วนซ้ายมือก็เป็นวัด ที่น่ารักคือมีสะพานข้ามคลอง สองฝั่งเชื่อมถึงกัน น่ารักดี มองเห็นไม่แค่สะพาน แต่เป็นการเชื่อมมิตรภาพ ความรู้สึกเหมือนแค่ชอบคนละอย่าง แต่เราก็เป็น เพื่อนกัน ไปเที่ยวด้วยกันได้ ถึงเวลากินก็สั่งในแบบที่ชอบ อิ่มแล้วก็ไปต่อ 


เส้นทางฝั่งขวาที่ผ่านมัสยิดทางปูนเท่าที่ปั่นดูจะใหม่กว่าหรือเพิ่งปรับปรุง มีราวเหล็กกั้นตลอดทาง ต่างจากฝั่งซ้ายที่ดูสภาพผ่านการใช้งานมานานและบางช่วงก็ไม่มีราวกั้น ทางแคบกว่า ทางปูนจะผ่านชุมชน พอเป็นบ้านเดี่ยวหลังโตมีรั้วกั้น ทางปูนก็หายจากไป อาจเพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้คลองเป็นทางสัญจร เลยไม่อยากให้คนสัญจรต้องผ่านบ้านตัวเองด้วย และเด่นชัดมากขึ้นคือมีทางปูนริมคลอง แต่ไม่มีทางเข้า นอกจากเจ้าบ้านจะเปิดให้ผ่าน 


เส้นทางนี้เลยจบที่อ่อนนุช 25 ที่แรกคิดว่าจะถึง BTS พระโขนง 

 

Advertisements

ธารโต-อัยเยอร์เวง

5 เม.ย.

ทีมงานแจ้งว่าเส้นทางก่อนจะถึงอัยเยอร์เวงที่เปิดดูในแผนที่คดเคี้ยวดังงูเลื้อย ชวนเมา ถ้านั่งรถคงสลบหลับไม่ได้มองวิวข้างทางแน่ๆ แต่วันนี้เราปั่นจักรยานมา ทางเลี้ยวคดและลงเนินแบบนี้ สนุกสิ ลงมาแล้วอยากขนจักรยานใส่รถวนอีกรอบ 


เคยชอบหลงรักเส้นทางเลาะริมฝั่งโขง มาวันนี้เจอที่นี่แอบปันใจ ยกให้เป็นเส้นทางที่นักปั่นต้องมาเยือน ข้างๆไม่ได้เป็นภูเขาหินแบบเลียบโขง แต่เป็นภูเขาใบไม้เปลี่ยนสี อีกข้างบางช่วงเห็นแม่น้ำปัตตานี ยืนยันอีกทีที่นี่เมืองไทย ว้าวๆ ปั่นแล้วชุ่มชื่นปอด สูดอากาศเฮือกใหญ่ คนอยู่แถวนี้สุขภาพดีไม่แปลกใจ มีลำธารน้ำใสให้ว่ายเล่น มีถ้ำเย็นๆให้หลบยามร้อน ช่วงใบไม้ร่วงนี่สวยสุดๆ จนต้องหยิบมือถือออกเก็บภาพ ที่ชอบและกินหลายถุงมาก แอบตุนอีก 2 ด้วยนะ กล้วยหินฉาบ จำได้ตอนไปเดินในงานแสดงสินค้าของดีนี่ราคาสูงกว่ากล้วยฉาบทั่วไปมากนะ แต่ที่นี่จะว่าถูกกว่าก็ใช่เลย หนึ่งในสมาชิกปั่น น้องพน คุณแม่ของน้องเป็นคนคิดสูตร ทุกวันนี้ก็ขายส่งทั่วไทย ใครอยากสั่งก็บอกได้ แล้วจะตกใจขายราคานี้มีกำไรเหลือไหม กล้วยหิน ที่นี่เอาไว้เลี้ยงนก คนปลูกกันเยอะ เอามาต้มก็อร่อยนะ แต่แปรรูปก็อยู่ได้นานหน่อย มีหลายยี่ห้อ หลายสูตร ทั้งหวานและเค็ม เลือกได้ตามชอบ



จอดๆ ปั่นไปแล้วต้องจอด ไม่ได้ยางรั่วนะ แต่เป็นเพราะวิว สะพานพาดผ่านสายน้ำท่ามกลางความเขียวของภูเขา ในที่สุดก็มาถึงอัยเยอร์เวง


เช้าวันใหม่ที่ปกติยากจะตื่น ว้าวๆ สวยจังเลย คุ้มค่าการตื่นตี 3 ขึ้นมาถึงยอดเขาตี 4 อากาศเย็นๆ ไม่ถึงกับหนาว สักพักใหญ่เริ่มเห็นไฟสว่างเป็นจุดๆเมื่อก้มหน้ามองลงไป ไฟบ้านคนนี่เอง ตื่นกันเช้ามากๆ พอตี 5 พระอาทิตย์เริ่มขึ้นจากขอบฟ้า ภาพหมอกด้านหน้าเริ่มเห็นชัดเจน เปลี่ยนความมืดของทองฟ้าเป็นสีแดงอมส้ม อากาศค่อยๆอุ่นขึ้น นักท่องเที่ยวที่มาชมทะเลหมอกเริ่มมากขึ้น ทำเลดีๆริมขอบถูกจับจอง ปีนขึ้นไปยืนด้านบนก็มี เสียงรัวชัตเตอร์ เซลฟี่ วีฟี่ 



ถ่ายจุดสูงสุดแล้วต้องเป็นภาพจุดที่สองจุดที่สามกันต่อ หรือแม้กระทั่งก้อนหิน ป้ายชื่อสถานที่ ยังต้องต่อคิว คนเยอะจริงๆ ถึงขนาดทางขึ้นลงรถติด จอดกันหลายสิบคัน บางครั้งอาจต้องเดินกันหลายร้อยเมตร มีทั้งคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะมาเลเซียมาเป็นคันรถตู้ บ้างก็บิดมอเตอร์ไซด์มาเอง คึกคักมาก เงินสะพัดสู่ชุมชนคนท้องที่ที่มาขายอาหาร ข้าวยำ โรตี แตออ ชาชัก ที่นั่งถูกจองเต็ม 



หลังชมทะเลหมอกลงมายังมีสะพานไม้ ซ่อนตัวแบบเจ้าถิ่นยังไม่รู้จักทางเข้า สะพานแตปูซู อายุยี่สิบกว่าปี มีหักผุเชือกขาดบ้าง คนพื้นที่ใช้สัญจร ทีแรกคิดว่าไว้เดินได้อย่างเดียวแต่ก็เห็นมอเตอร์ไซด์สวนไปมา ข้างล่างเป็นแม่น้ำสามารถเล่นล่องแก่งด้วยห่วงยาง หรือเรือแคนนู ที่น่าสนใจและอยากไปมากๆ ย้อนทางน้ำขึ้นไปป่า ฮาราบารา ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ต้องไปค้างคืน น้องๆในพื้นที่เล่าว่าสนุกมากๆ น้ำใสมากๆ ย้ำมาว่าพี่ต้องไปให้ได้นะ​

นอกจากนี้ยังมีอีก 8 สถานที่เที่ยวในอัยเยอร์เวง ที่เรายังต้องกลับมาเก็บให้ครบ ที่นี่ดูจะเหมาะกับการเที่ยวตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนแนะนำให้เที่ยวชมแสงสีที่เบตง ถ้าปั่นจักรยานก็ใช้พลังเยอะพอสมควร ต้องขึ้นลงเนิน ระยะทาง 30++ กม. ได้ รู้แต่ว่าติดใจต้องกลับมาอีก แล้วไม่ถึง 3 วัน เราก็กลับมายืนดูทะเลหมอกที่นี่อีกครั้ง ครั้งที่สองก็ไม่เหมือนครั้งแรก ธรรมชาติไม่มีซ้ำเปลี่ยนตลอด หลงรักทะเลหมอกที่นี่เข้าแล้ว น้องลีบอกว่ามีอีกที่ ฆูนูซีลีปัต ทะเลหมอก 360 องศา แค่นี้ก็รู้แล้วว่าต้องกลับมาที่นี่อีก ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

สุคิริน

4 เม.ย.

สุคิริน ชื่อนี้ไม่เคยได้ยิน แต่เมื่อได้ปั่นมาถึง ทำเอานักปั่นเจ้าถิ่นนราธิวาสพากันอิจฉา เพราะคนในพื้นที่รู้จักแต่ยังไม่เคยมาสัมผัส


ยามเช้าที่เราตื่นนอนเห็นหมอกตั้งแต่นอนอยู่บนเตียง ที่นี่เป็นพระตำหนักอีกหลังของสมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี บรรยากาศที่นี่คล้ายดอยตุง อยู่บนเขาเห็นวิวเมืองจากมุมสูง อากาศเย็น และพัฒนาจากพื้นที่ไม่มีอะไรให้กลายเป็น นิคมสร้างตนเอง สุคิริน คำว่า “ สุคิริน ”  เป็นนามพระตำหนักที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานเมื่อครั้งเสด็จประทับแรมในพื้นที่นี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งมีความหมายว่า “ พันธุ์ไม้อันเขียวชอุ่ม ”  ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขา ป่าไม้ และพืชพันธ์ไม้นานาชนิด



คนที่อยู่ที่นี่มีทั้งทั้งพุทธและมุสลิม ประเพณียิ่งใหญ่ที่น่าสนใจของชาวพุทธ ฟังแล้วก็แปลกใจ คือ บุญบั้งไฟ ที่นี่มีคนอีสานย้ายมาอยู่เยอะ นอกจากอาชีพเกษตรกรรมที่เหมือนกันทุกที่ ที่นี่ยังมีอาชีพพิเศษไม่เหมือนที่ไหน “ร่อนทอง” ในสายน้ำแห่งทองคำ เป็นกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเข้าถึงวิถีชีวิตในสายน้ำ น้ำที่นี่ใสมาก ขยะสักชิ้นก็ไม่เห็น มีแค่สัตว์น้ำกับทองคำ ​​​​​


ได้ลองร่อนทองก็เข้าใจว่ากว่าจะได้ทอง 1 กรัม ต้องใช้เวลามากเพียงใด ใช้แรงมากขนาดไหน ปัจจุบันนี้ไม่สามารถใช้เครื่องยนต์ช่วยขุด อนุญาตให้แค่เสียมขุด ดินที่ขุดได้จะเอามาใส่ถาดไม้กลมๆ ร่อนเอาเศษดิน ก้อนหิน ก้อนกรวดออก จนเหลือแค่ทอง ที่แรกก็งงและสงสัยกลัวว่าร่อนๆอยู่ทองจะหลุดออกไปกับดินกรวดด้วย ความจริงแล้ว ทองมีน้ำหนักใน ตัวเอง ทองจะตกลงไปอยู่ข้างสุดติดขอบถาด น้ำเซาะซันก็ไม่ลอยไปไหน ทองที่นี่เป็นทองคำ 60% – 80% แค่ลงน้ำก็ไม่อดตายสำหรับคนที่นี่ ถึงจะขุดร่อนมากันยี่สิบสามสิบปีทุกวันนี้ก็ยังมีทอง


​​​

ความสนุกอีกอย่างที่ไม่ควรพลาด ล่องแก่งในสายน้ำทองคำ ให้เล่นจนเต็มอิ่ม พายกันเมื่อยแขนทีเดียว 3 ชม. 7 ชม. ไม่เคยเล่นล่องแก่งราคามิตรภาพกับระยะทางยาวแบบนี้มาก่อน มีจอดให้โดดลงเล่นน้ำ ไม่ได้โดดจากเรือแคนนูนะ แต่กระโดดจากต้นไม้ที่อยู่ริมแม่น้ำ มองจากข้างล่างดูไม่สูงมาก แต่กว่าจะปีนขึ้นไปยืนบนกิ่งและทำใจโดดลงมาได้ ขาสั่นดุ๊กดิ๊ก กองเชียร์ลุ้นอยู่นาน นับหนึ่งสองสามแล้วกั้นหายใจ ตัดใจปล่อยมือจากต้นไม้ ทิ้งตัวลงไปดำดิ่งสู่ใต้น้ำ ลึกมากจริงๆ รีบดีดตัวเองขึ้นมา ครั้งเดียวก็พอเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับทริปนี้

เข้าไปลึกมากขึ้นอีกจะมีเหมืองทองที่โด่งดัง “เหมืองทองโต๊ะโม๊ะ” อุโมงค์เหมืองทองแห่งนี้ทะลุไปมาระหว่างไทยกับมาเลเซียได้ ระยะทาง 1 กม.และต้นกะพงยักษ์ อายุ 200++ ปี ขนาด 35 คนโอบ ยังไม่หมดแค่นี้ สุคิรินยังมีน้ำตกสิรินธร และที่อยากไปมาก ต้องกลับไปอีกครั้ง ป่าฮาลา-บาลา, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา เป็นป่าดงดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดผืนหนึ่งบนคาบสมุทรมลายู น้องที่เจอกันที่เบตงเล่าว่าโรงเรียนเคยพาไปพักค่ายที่นี่ อากาศดีมาก สวยมาก น้ำใสมาก หนาวด้วย พี่ต้องหาโอกาสไปให้ได้นะ หนูยังติดใจอยากกลับไปอีกครั้งเลย

มิตรภาพพี่บังเลาะ

3 เม.ย.

เครื่องวัดความดันของคุณหมอต้องเสียแน่เลย ผมปั่นทุกวันความดันไม่น่าจะสูงขนาดนี้ ผมไม่เชื่อหมอนะ ผมจะไปร่วมทริป

 

จากที่ได้ร่วมปั่นก็สัมผัสได้ว่าเป็นคุณพ่อที่ใจดีมาก เป็นสุภาพบุรุษ มีน้ำใจ ช่วยเหลือ และแบ่งปัน พี่บังเลาะเล่าว่าอีก 1 ปีก็เกษียณราชการตำรวจแล้ว เตรียมตั้งโรงงานผลิตน้ำแร่ บังเอิญเจอจากการขุดที่ในพื้นที่บ้าน ลองกรอกใส่ขวดก็พบว่าตั้งไว้หลายวันน้ำยังใส และส่งไปตรวจสอบก็พบว่าใช่ 

 

ปั่นอยู่ท้ายตลอด ก็ได้บังเลาะนี่ละอยู่ท้ายเป็นเพื่อน คอยเล่าเรื่องให้ฟังตลอดทาง เฮฮา คนนี้ละที่สอนให้เราทักทายเป็นภาษาท้องถิ่น ฟังกันอยู่นานออกเสียงได้มา อัสลามมาลัยกลม ไม่ใช่ต้อง กุม เอาใหม่ อัลสลามาลัยกุม ไหนลองพูดช้าๆสิบังเลาะบอกเด็กๆฟังไม่ทันเลยไม่ตอบรับเรา พอลองช้าๆ อีกทีเด็กผู้ชายไม่ตอบรับ พี่ก็บอกเด็กชายตอบได้ช้า ลองทักเด็กผู้หญิงสิ แล้วก็มีเสียงตอบรับ มาลัยกุมอัสลาม 

 

พอถึงที่จอดพัก หลายคนก็ถ่ายรูปกัน เราก็ยืนเฉยๆ ก็มีบังเลาะนี่แหละเรียกมาถ่ายรูป พี่บอกว่านานๆเราถึงจะมาที ไม่รู้จะได้มาอีกไหม เลยถ่ายภาพให้เยอะมาก เมื่อถึงเวลาอาหารเราก็ไม่อยากแย่งใคร รอคนสุดท้ายก็ได้กินเหมือนกัน แต่บางทีที่นั่งก็เต็ม ก็ได้พี่นี่ละที่ลุกให้นั่ง เอาน้ำมาบริการ มีวันหนึ่งที่หนาวมากเพราะไปเล่นล่องแก่งกลับมา ที่พักผู้หญิงก็อยู่ไกลต้องนั่งรถไปต่อ ออกมาจากห้องสุขาก็ไม่เจอใคร นั่งหนาวอยู่นาน เข้าไปขอหลบลมให้ห้องกลาง พี่ก็บอกว่ามาอาบที่นี่ก่อนเลยห้องว่างแล้ว มีอุปกรณ์อาบน้ำใช่ไหม นอนที่นี่ก็ได้นะ ถ้าไม่เจอใคร พี่ยกที่นอนให้ 

 

ถ้ามายะลาอีกมาพักบ้านพี่ที่ยะหาได้นะ มีบ้านพักสำหรับนักปั่น ที่นอนพร้อมห้องน้ำในตัว จักรยานมีหลายคันอยากปั่นคันไหนเลือกเลย อาหารมีพร้อมต้อนรับ เอาตัวกับเป้มาก็พอแล้ว

 

ยะหามีเส้นทางปั่นเยอะอยู่ มีป่าลาบูเป็นทางเนินชันจะมาพิชิตเมื่อไรเชิญได้ พี่ปั่นจักรยานทุกวันอยู่แล้ว วันที่ทริปปั่นเขายะลาพี่ก็ขอให้ปรับเส้นทางผ่านหน้าบ้าน เพราะอยากเลี้ยงตอนรับเพื่อนนักปั่นที่มาเยือนยะหา สั่งไอติมถังโตพร้อมเครื่อง ผ้าเย็น น้ำเย็น เปิดบ้านให้เข้าห้องน้ำ พักสักครู่ค่อยปั่นต่อ คนที่บ้านตื่นเต้นกันนอนไม่หลับ ดีใจที่ได้ต้อนรับคณะนักปั่นรวมใจไทย

 

ทริปนี้ก็เลยโชคดีได้รู้จักพี่บังเลาะและลูกชาย หฤษฎ์ ก็น่ารักคอยดูแล กันรถตามแยก มองตอนปั่นมาดดูเท่มาก ใช้เกียร์หนักตลอด ที่แท้แล้วเป็นนักแข่ง ได้รางวัลมาหลายสนาม บางสนามพี่ก็ลงแข่งเป็นเพื่อนลูกด้วย

 

หลังจบทริปที่เบตงมีการเลี้ยงฉลอง ต่อจากงานฉลองพี่ก็พาไปต่ออีกหลายร้าน พาไปชิมของอร่อย พาไปเต้น ไปร้องเพลง พี่บอกว่าเคยอยู่รับราชการที่นี่ถึงยี่สิบปี คืนนั้นคืนสุดท้ายแวะเปลี่ยนไปลองกันถึง 7 ร้าน สนุกเพลิน กินเพลินพุง 

 

ขอบคุณพี่บังเลาะที่ดูแลตลอดทริปค่ะ

 

 

มิตรภาพคุณมะลิ

2 เม.ย.

ระหว่างนั่งรถไฟกลับกรุงเทพ ได้เปิด line กลุ่มปั่นรวมใจไทย หลายคนจะคงส่งรูปและข้อความ นำพาความรู้สึกย้อนกลับไปคิดถึงเส้นทางที่ปั่นยังไม่ผ่าน หมายถึงมีอีกหลายเขาหลายแยกที่ยังไม่ได้เลี้ยวเข้าและขึ้นไปด้วยจักรยาน คิดถึงมิตรภาพที่พี่ในกลุ่มมอบให้ มาครั้งหน้ามานอนบ้านพี่ที่ยะหาได้นะ มาแต่ตัวก็พอ ที่นี่มีจักรยานหลายคันมายืมได้เลย ไม่ต้องขนมาเอง อาหารพร้อม 

 

และครั้งนี้ก็ได้อยู่ต่ออีกหลายวัน ยังติดใจบรรยากาศ ธรรมชาติ ต้นไม้เขียวครึ้ม และอยากไปสตูล ในทริปนี้เรามีต่างชาติมารวมด้วย 1 คน พวกเราตั้งชื่อให้เป็นภาษาไทยว่า คุณมะลิ เป็นคน Australia เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ Malaysia และ ม.หาดใหญ่ เขียนหนังสือไว้เป็นร้อยเล่ม ปัจจุบันเบื่อสอนแล้วใช้เวลาที่เหลือ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ถ้าใครได้ร่วมปั่น Audax น่าจะคุ้นหน้า เพราะเข้าเป็นที่หนึ่งเกือบทุกสนามที่ลง เจ้าตัวบอกว่าปั่นเร็วๆไม่ถนัด แต่ปั่นแบบต่อเนื่องได้ เคล็ดลับที่เข้าคันแรกคือปั่นต่อเนื่องไม่จอดพัก พกเจลไว้กินเติมพลัง  

จากที่ไปพักอยู่ที่บ้านด้วยสามวันทำให้เห็นว่า ถึงเราจะชอบปั่นแต่บางครั้งเราก็อยากพัก แดดออกก็ไม่อยากปั่น แต่คนนี้ไม่ใช่ ปั่นคือปั่นตื่นตั้งแต่ตีห้ามาปั่น แดดออกก็ปั่น ไปไหนก็ต้องหาที่ปั่น มีตารางซ้อมปั่นให้ตัวเองทุกวัน 80-100 กม. แบบนั่นเลย ยิ่งถ้ามีเพื่อนปั่นด้วยแล้ว ยากที่จะหยุดหมุนบันได เป้าหมายของเขามีแค่เข้าคนแรกในทุกรายการที่ลงสมัคร นี่ขนาดอีก 2 ปี อายุจะ 60 นะ แต่อย่าถามอายุไปละ เขาจะโกรธเอา เพราะความรู้สึกกลับเป็นหนุ่มอีกครั้งนี่ละทำให้เขารักการปั่นสุดๆ พอๆดับวิ่ง 

การมาร่วมทริปปั่นครั้งนี้ก็เกิดจากความชอบบรรยากาศภาคใต้ของไทย ถึงขนาดปั่นเล่นเป็นประจำ จากหาดใหญ่-ปัตตานี-ยะลา ทำให้ได้รับการชักชวนมาร่วมทริป เพราะนราธิวาสเขาอยากมาปั่นแต่ยังไม่เคยมา ก็เลยตกลงแบบผิดคาดเพราะคิดว่าเป็นกิจกรรมของจักรยานยี่ห้อหนึ่ง หารู้ไม่เป็นการชวนปั่นของทหาร 

3 วันแห่งความอึดอัด เพราะกลัวว่าสื่อสารกับใครไม่ได้ ทหารต้องโหดเหี้ยม เข้มในกฏ ดุมากแน่ๆ ที่แย่กว่านั้นปั่นเร็วก็ไม่ได้ จากวันนั้นมาเปลี่ยนความคิด และเปิดใจ เรียนรู้ ก็พบว่ามีนักปั่นที่มาร่วมหลายคนในพื้นที่พูดภาษายาวีได้ ทำให้เขาสามารถเข้าใจ คุยสนุก คุยเล่น มีเพื่อนคุยตลอดเส้นทางปั่น ความรู้สึกดีๆกลับมาอีกครั้งและเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะกินนอนด้วยกัน ความจริงแล้ว 24 ชม. 12 วัน ตลอดทริป รักกันไปเลย ยิ่งได้พูดคุยยิ่งสนิทยิ่งเข้าใจ สุดๆประทับใจไม่เคยเห็นไม่เคยสัมผัส ทหารไทยสอนให้เขามอบความรัก เพราะทหารมอบความรักให้เขาอย่างเกินคาด เพื่อนๆในทริปคอยดูแลไถ่ถาม ชวนถ่ายรูป ชวนกินข้าว อบอุ่นเกินบรรยาย หลายตัวอย่างที่ทหารทำให้เห็น



ตลอดหลายวัน ทำให้เขาคิดได้และทำตาม ถ่ายรูปกับทุกคนที่อยากถ่ายกับเขา ทักทาย สวัสดี โบกมือ แจกของให้เด็กๆ 

 

หลังจบทริปเราได้อยู่ต่อกับพี่ปุ๋ม เขาเปิดบ้าน ให้ยืมจักรยาน พากิน พาเที่ยว พาปั่น ตลอดทุกวัน และยังชวนให้มาร่วมลงสมัครปั่น Audax อีกหลายรอบ ชวนมาหาดใหญ่ ระยอง มาเลเซีย เขามีบ้านอยู่ทั้ง 3 ที่ อยากมาเมื่อไรให้ส่งข้อความไปบอก เขาพร้อมต้อนรับพาปั่น เหมือนอย่าง 3 วันที่อยู่หาดใหญ่ในทริปนี้ เขาพาไปสตูลอย่างที่อยากไป ได้ปั่น ได้งาน ได้เพื่อน พาไปรู้จักอธิการ ม.หาดใหญ่ ให้เราชวนทางนี้ทำเรื่องจักรยาน

 

Thank you very much Mr. Murray Hunter 

 

ใช้ใจฉันแลกใจเธอ 

1 เม.ย.

ปั่นแลกใจ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา


เพิ่งได้รู้และเข้าใจว่าทริปนี้เราไม่ได้มาปั่นจักรยานเล่นเหมือนเคย แต่เป้าหมายคือการเรียนรู้เขาและเรา คนในพื้นที่ และคนนอกพื้นที่ จักรยานสำหรับทริปนี้เป็นแค่เครื่องมือให้เราเดินทางไม่ช้าเกินไม่เร็วเกิน สัมผัสความจริงความรู้สึกในพื้นที่ ความต่างที่เคยได้ยินเขาเล่าได้อ่านผ่านตัวหนังสือหรือได้เห็นภาพนิ่งและเคลื่อนไหว ทริปนี้เป็นโครงการต่อเนื่องจาก 2 ปีก่อน ที่ปั่นจากแม่สาย-เบตง ระยะเวลา 38 วัน สำหรับทริปนี้แค่ 10 วัน หลังจบทริปจักรยานทั้งหมดจะนำไปขายเพื่อเป็นทุนการศึกษา มอบให้แก่ รร.พระดาบส ตั้งเป้าไว้น่าจะได้ 1 ล้าน


เสียงจากพี่เติร์ด ทหารที่เคยอยู่ในพื้นที่ถึง 2 ปี เล่าว่าตอนนั้นพี่ก็เตรียมมารบเต็มที่ ปล่อยให้ลูกกับแม่ของลูกอยู่กรุงเทพกันสองคน แต่เมื่อมาประจำอยู่ที่นี่พี่มีแต่เพื่อน และพี่ก็เคยยืนเป็นทหารตัวเล็กๆ ตากแดดตากลมข้ามวันกินข้าวในใบไม้ ใช้ชีวิตในป่า แทบไม่ได้พูดกับใคร เวลาเราลงพื้นที่เราต้องขนของให้น้อยที่สุด คล่องตัวให้มาก แต่ทหารก็มีวันพักนะ ในแต่ละวันจะได้พัก 12 ชัวโมง เราจะทำหน้าที่กัน 30 วัน พักยาว 10 วัน ช่วงเวลานั้นก็กลับบ้านหรือไปเที่ยวก็ตามใจ


ทหารหญิงแข็งแรงแบบนี้นี่เอง พี่ปลาเดินเร็วมาก น้องแทบต้องวิ่งตาม ถามว่าหนักไหมก็บอกเบาๆ ยังมีของในถังอีกนะ

ตื่นกันตี 4 นอนก็ดึกอีก ทำงาน 30 วัน ทั้งลงพื้นที่ขับรถเองอีก ขึ้นเขาก็สามารถ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส แล้วต้องสรุปทำเอกสารอีก นายมาก็ต้องไปต้อนรับ ภารกิจเร่งด่วนนัก เช้าสั่งบ่ายออกเดินทาง เทกระเป๋าเอาเสื้อผ้าชุดเก่าออกใส่ชุดใหม่แทนลงไป ถามพี่ว่าเหนื่อยไหมพี่บอกชินแล้ว มาเป็นทหารหญิงตั้งแต่ปี 2550

พี่บอกว่าเป็นทหารใต้ดีนะ เงินได้มาก็เก็บอย่างเดียว เขาหักแค่ค่าข้าวเดือนละ 900.- มีอาหารให้ 3 มื้อ ส่วนเรื่องงานก็มีให้ทำตลอด งานนี้ต่องานนั้นเดินทางกันสนุกสนาน บางทีงานเข้าก็ทำต่อไป เลย 30 วันก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยพัก
เรื่องความกลัวก็มีแค่กลัวผี นอกนั้นก็พร้อมลุยทุกพื้นที่เข้าช่วยเหลือ ให้ความรู้ ดูแล

งานบางวันก็เยอะมากๆ เวลาเครียดก็ใช้วิธีออกกำลังกาย ลงแข่งวิ่งหลายสนามที่ภาคใต้ก็ได้ที่ 1 /2 ทุกครั้งไป ใช้เวลาเช้าซ้อมเย็นซ้อม

ที่น่ารักมากๆ คือด้วยความที่ลงพื้นที่เจอ นร. เด็กๆ หลาย รร. ไม่พร้อม พี่ก็แบ่งเงินเดือนไปซื้อของ สมุด นม ดินสอสี ฯลฯ พี่บอกว่าเรามี 10 แบ่งสัก 2 ก็ไม่เดือนร้อนนิ อย่างวันนี้ก็ซื้อตุ๊กตาเตรียมไปแจกเด็กๆ ที่ รร. ช่วยกันเลือกตัวอะไรก็ได้แค่ไม่ใช่ โฮ่งๆ บางทีพี่ก็ไปเลี้ยงอาหารนะ

เก่งแกร่งและแถมใจดีอีกด้วยนะ ^^

บ้านพักในค่ายของทหารพราน หนึ่งหลังนอน 2 คน ที่ค่ายมีอาหารให้กินอิ่ม มีเมนูที่หลากหลาย หลายค่ายมีผักสวนครัวของตัวเอง แบ่งหน้าที่กันดูแล ใครชอบเลี้ยงสัตว์ก็สามารถเลี้ยงได้ นกเขา ไก่ ปลา กุ้ง ก็ตามใจ มีครัวส่วนกลางใหัทำเอง เครื่องซักผ้า ตู้เย็นก็มี อ๋อ มีร้านค้าสวัสดิการเล็กๆให้ซื้อขนม ตัดผม

สำหรับทหารที่มาใหม่ก็อบรมให้รู้ภาษาท้องที่ มารยาทที่ควรทำ และวัฒนธรรม ทหารที่เราคุยด้วยหลายคนสามารถเล่าได้ลึกเหมือนว่าเป็นไกด์พาเที่ยวได้สบาย

มิตรภาพที่พี่ทหารใช้ใจฉันแลกใจเจอตลอดทริปที่เราได้สัมผัสชัดๆ ก็คนพื้นที่ที่มาต้อนรับมาดูแลคณะ ซื้อขนมน้ำ เปิดบ้านให้พัก นำการแสดงมาให้ชม พาไปชมสถานที่ท่องเที่ยวของดีของอร่อยในพื้นที่ก็จัดหามาให้ได้กินไม่แค่อิ่มแต่ยังสามารถพกไปกินระหว่างทางปั่นได้อีก หลายคนเป็นผู้ใหญ่ในพื้นที่ก็คงไม่แปลก แต่ที่ประทับใจก็คนธรรมดาแบบเราๆ ที่ทำค้าขายปกติแต่ชอบปั่น รู้สึกที่นี่แหละคือบ้าน มีความสุขที่จะพัฒนา สร้างสรรค์ ส่งเสริม ดีใจที่คนมาเที่ยว และอยากให้กลับมาซ้ำอีก กำนันมะ-อัยเยอร์เวง เบตง โกยี พี่อี๊ด-ปัตตานี โกเอ็กซ์ โกช้าง-เบตง พี่สุชาดา-สุไหงโกลก ฯลฯ ทุกคนเป็นคนพื้นที่ทั้งปั่นและไม่ปั่น รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มาร่วมทริปนี้ ได้เห็นได้สัมผัสความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน ทั้งคนในให้คนนอก และคนนอกให้คนใน น่ารักอบอุ่น สวยงาม ธรรมชาติสมบูรณ์พร้อม ต่างภาษา ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม เป็นเพื่อนกันได้

ทหารลงไปคลุกคลีกับคนพื้นที่ กินอยู่หลับนอน ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ เล่นกับเด็ก จัดกิจกรรม ตั้งวงเสวนา ปรับความเข้าใจ เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจกัน



อยากบอกว่าปั่นแลกใจยังรวมถึงคนในทริปด้วย พี่เจี๊ยบ ป๊าปื๊ด น้องพล พี่บังเลาะ น้องลี  ที่สนิทมากๆ ในทริป พวกเขาก็ต่างศาสนากับเรา ปั่นไปเรียนรู้กันไปสิบกว่าวัน ก็เริ่มเข้าใจ เขาและเรามากขึ้น ง่ายๆอย่างคำทักทายที่เราเคยใช้ สวัสดี พี่บังเลาะก็สอนว่าลองทักทายเป็นภาษาพื้นที่ดูสิ “อัสลามูอาลัยกุม ” แต่กว่าจะฟังเข้าใจก็ออกเสียงผิดตั้งหลายรอบ แก้อยู่หลายที ออกเสียงอยู่หลายวันคิดว่าแปลว่าสวัสดี กว่าจะรู้แปลว่า ขอความสันติสุข หรือความสุข จงมีแด่ท่าน ก็ผ่านไปหลายวันคืน

เรื่องดีๆ แบบที่เราพบเจอก็คงต้องใช้เวลาให้ทุกคนได้มาสัมผัสเองเช่นกัน ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พร้อมต้อนรับ รอทุกคนแวะมาสัมผัสอยู่นะ

ทหารชวนปั่น

31 มี.ค.

“ไปด้วยค่ะ” ยังไม่รู้เลยว่าไปไหนบ้างแค่ได้ยิน ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ตาก็เป็นประกาย ใจก็เตรียมเดินทางทุกเมื่อ จาก ก.พ. เป็น มี.ค. คำยืนยันของเราก็คงเดิม “ไปค่ะ” โอกาสดีที่รอมานาน 3++ ปีแล้วที่อยากไป

จักรยานไม่ได้ต้องขน จัดกระเป๋าพร้อมเดินทางเตรียมตัวกับใจให้พร้อม พอรู้ว่าจะได้ไปตั้งแต่ ก.พ. ก็ออกปั่นทุกวัน มุดไปมุดมาใน กทม. 30++ กม./วัน แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง 6 มีนาคม เจอกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเที่ยงพร้อมเดินทาง

ไม่รู้จักฉัน ฉันก็ไม่รู้จักเธอ แค่ไปพบเจอตามที่นัดให้ตรงเวลา สวัสดีทักทายพี่ๆ เพราะเห็นรูปจาก line มิตรภาพแรกที่พบจากพี่ๆภาคอีสาน ระหว่างรอรถออกก็คุยไปเรื่อยตามภาษาจักรยาน ไปปั่นที่ไหนมา ปั่นมากี่ปี ทำไมถึงปั่น หนึ่งคืนบนรถไฟตู้นอนจากหัวลำโพง – ยะลา ก็ได้เพื่อนใหม่ต่างวัยต่างพื้นที่มาหลายคน

อบรม 2 วัน กินอยู่อย่างทหารในค่ายทหาร รู้สึกทุกอย่างเร่งรีบมาก แต่เวลาพักก็มาก ต้องปรับตัวกันมากพอสมควร กินอาหารรสเผ็ดในเวลา 30 นาที ตื่นตีสี่อาบน้ำ โชคดีที่หลับสนิทไม่ได้ยินเสียงใครกรน และวันแรกก็ครองตำแหน่ง กินช้าสุด อาบน้ำช้าสุด และตื่นสายสุด

3 วัน 2 คืน ในการละลายพฤติกรรมและทำความรู้จัก ในเกมที่เตรียมไว้ให้เขาถามชื่อเพื่อนและต้องจำให้ได้ ทำให้หลายคนต่างที่มารู้จักกันไร้พรมแดน มีคู่บัดดี้ที่ต้องดูแลห่วงใยกัน รู้สึกย้อนวัยกลับไปอยู่ค่ายลูกเสือ แต่วันนี้โตแล้วอยู่ค่ายทหาร ฝึกปรับตัวอยู่ร่วมกัน ต่างศาสนา ต่างวัย ต่างวัฒนธรรม กว่าจะได้เริ่มปั่นก็ต้องวัดความดัน ให้รู้จักความสามารถของหัวใจเราเอง ไม่ไหวอย่าฝืน

จักรยานที่เตรียมไว้ไม่สามารถจัดให้ตรงขนาดแต่เราต้องปรับตัวเองให้พอดีกับจักรยาน ตลอดมาหลายปีปั่นแต่จักรยานพับ หมอบนี่เก็บขึ้นชั้นมานานมาก แต่คันที่เตรียมไว้เป็นทัวร์ริ่ง ปั่นได้อยู่ แต่ไม่คุ้นชิน ยิ่งระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตรเมตรแล้ว ต้องใช้ใจล้วนๆในการเดินทาง ไหนจะเนิน ไหนจะแดด และภูเขา


ได้คันไหนก็คันนั้นปรับจักรยานให้เข้ากับเรามากที่สุด ทดสอบปั่นแล้วปรับแล้วก็ปรับ ปั่นไปก็ยังปรับ เพราะว่ามีสัญญานเตือนจากเข่า บางคนเจ็บเข่าหน้า ส่วนเราเจ็บด้านในเข่า ระยะทางที่ใช้ทดสอบ 45 กม. จากค่ายสิรินธร – กรมทหารราบที่ 15 ผ่านเขื่อนปัตตานี และวัดช้างไห้

ยังปั่นคู่กับบัดดี้ไปตลอดทาง ยังไม่สนิทกันมากเท่าไร แค่ทุกครั้งที่ออกจากจุดแวะพักเราต้องดูว่าเพื่อนข้างๆเรามาด้วยไหม หลายคนไม่เคยปั่นจักรยานทางไกลแบบนี้ วันแรกก็มีระบบโอดโอยทายา พรุ่งนี้ซ้ำอีกน่าจะชินชาขึ้น ส่วนหลายคนที่เป็นขาแรงก็อัดกันสนุกสนาน

กินอิ่ม นอนหลับ ตื่นเช้า เพื่อนใหม่ เส้นทางใหม่ จักรยานคันใหม่ และประสบการณ์ใหม่ กำลังเริ่มต้นขึ้นในอีก 10 วันข้างหน้า

ที่เด็ดยำชะคราม

4 ต.ค.

เช้าวันที่ 21 เราตื่นกันแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวออกไปยังเป้าหมายที่ 2 “วนอุทยานปราณบุรี” เก็บของเรียบร้อย ถ่ายรูปๆ ไหนๆก็มาแล้ว ^^ 1 แฉ๊ะ คืออารมณ์แบบโอ๊ย…อ้วนจังอะ จะถ่ายใหม่ก็คิดว่ายังไงก็คงอ้วนเหมือนเดิม 55 ป่ะ ไปเถอะ! ออกเดินทาง ความคิดแรกพอปั่นพ้นรีสอร์ท (ต้องเหนื่อยแล้วดิ) ระยะทางประมาณ 11 กิโล สำหรับคนไม่ค่อยได้ปั่นนี่ก้อถือว่าไกลพอตัว แล้ว แล้วจะดำมั้ยอ่ะ 555 ห่วงมากเพราะเป็นคนดำง่าย ทั้งที่ปกติก็ไม่ค่อยจะมีพื้นที่สีขาวบนตัวเท่าไร พอจบทริปทำให้รู้เลยว่า ดำขึ้นเป็นกอง 



เราปั่นตามเส้นทางที่พี่กรูบอกไปเรื่อยๆ จนพี่กรูพามาสุดทางลาดซีเมนต์ จากซีเมนต์ลงไปเป็นหาด เดี๋ยว!ข้างหน้าไปไม่ได้แล้วนะ! เราตะโกนบอก ได้! นี่ไงแผนที่บอกให้เลาะริมทะเลไป พี่แนนพูด! บ้าและลงไปก็ตกน้ำพอดี ไม่เอากลับไปทางอื่นดีกว่า! มีรถขายไอศครีมโบราณกำลังวิ่งผ่านมา มีเสียงตะโกนถามเราว่า พี่! จะไปไหน ทางนั้นมันไปไม่ได้แล้ว (ในใจคิด…เดี๋ยวนะ พี่น่าจะแก่กว่าหนูนะ แต่เรียกหนูซะพี่เลย55 ??? ) อ๋อ จะไปอุทยานค่ะ เราตอบ ทางนี้เลย ตามผมมาทางนี้ เค้าขับมอร์เตอร์ไซค์ พร้อมบอกให้เราปั่นตามเค้าไป เอ่อ……???? ไม่นะ เส้นทางแบบนี้ กรูเกิ้ลพามา ถนนเป็นเส้นทางลัดไปอุทยาน สภาพ เป็นหลุม เป็นบ่อ ฝนตก น้ำขัง ต้องลงจูงกันเลยทีเดียว จากทางเลี้ยวเข้าทางลัด ลองนึกว่าเราอยู่บนอุกกาบาต =_=” หลบหลุมซ้ายหลุมขวา พี่มอเตอร์ไซคันนั้นตะโกนมา เอ้าพี่ไม่ปั่นละ…ในใจคิด (นี่ก้อพูดไม่คิด ถ้าให้พี่ปั่นจะปั่นได้มั้ยละ) เดินจูงจักยานจนพ้นช่วงซอยอุกกาบาตมา โอ้…เย่…ทางดีแล้ว^0^ แต่ยังจูงอยู่ จูงตามมอเตอร์ไซค์ไป ยึ๋ย…ดินโคนแฉะ ไปไม่ได้ 

พี่แนน! ไปไม่ได้ ติดอยู่กลางทางกว้างๆ สองข้างทางเป็นป่าโกงกางใหญ่ๆ

 : มาทางนี้สิ มันไม่เปียก

เราก้อเดินเลี่ยงๆ ไป เย่…พ้นแล้ว

แต่…..เดี๋ยวนะ เสียงอะไร เสียงมัน…ลมจากล้อรถ ฟี่ ฟี่ ฟี่ เย้ยยางรถรั่ว พี่แนนมานี่ก่อน ได้ยินเสียงอะไรมั้ย เสียงเหมือนลม มันออกเลยเนี่ยๆ ดูสิ น้ำที่ฝ่ามาก่อนหน้าแสดงให้เห็นฟองอากาศตอนลมรั่วออกมา..ไม่เห็นได้ยินเลย คิดไปเองแล้วแตงไทย ไม่นะมันรั่วแน่เลย เราไม่ยอมคิดว่าไงมันก็รั่ว! ปั่นไปก่อน ปั่นไปก่อน ถ้ามันรั่วจริงจะมาอยู่ในป่าได้ไง ปั่นไปให้พ้นป่าเผื่อมีคนช่วย หน้าบู้บี้แล้วเรา ปั่นไม่ไหวละ ยางก็รู้สึกแบน ก็บอกแล้วมันรั่วก้อไม่เชื่อ ว่าเราคิดไปเองอยู่นั่น บ่นๆ ๆ พามาทางอะไรก้อไม่รู้เนี่ย ยางรั่วเลยทำไงละ 

เดินไปไม่นานถึงอุทยานพอดี งั้นพักที่นี่เลยมั้ยพี่แนนถาม เดี๋ยวถามคนแถวนี้ว่ามีร้านซ่อมมั้ย ทำการติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยาน ห้องพักส่วนมากมีแต่ห้องใหญ่ ซึ่งราคาพักอยู่ที่ 1500 ขึ้น ทางอุทยาน ลดให้เรา เหลือ 800 คงเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมาพัก เก็บของเสร็จหาวิธี เอาจักยานไปซ่อม ทางเจ้าหน้าที่อุทยานน่ารักมากๆ ^^ รับอาสาเอารถจักรยานของเราไปเปลี่ยนยางให้ บริการฟรี ฝ่าฝนเอาจักรยานไปซ่อมกันเลยทีเดียว ช่วงระหว่างรอจักรยาน เราเดินไปร้านอาหารสวัสดิการอุทยาน สั่งอาหารเย็นไว้เพราะทางเจ้าหน้าที่บอกร้านจะปิด 4 โมงเย็นจากนั้นจะไม่มีอะไรขาย สั่ง…ปลาหมึกผัดไข่เค็ม แกงชะครามกุ้งสด และที่เด็ดมากกสุดคือ ยำชะคราม อร่อยมาก(ลากเสียง) 55 อยากกลับไปกินอีก เป็นอาหารที่ทางร้านแนะนำ กินแล้วฟินมากๆ หลังจากสั่งอาหารเสร็จ มีบริการส่งถึงห้องพัก เจ้าหน้าที่บอกกินข้างนอกยุงเยอะ 



จากนั้นเราเดินไปดูป่าโกงกาง โห…รากใหญ่จัง สีขาวเชียว สวยอ่ะ ^○^ ถ่ายรูปๆ ถ่ายรูปเสร็จ แตงไทย !รากต้นไม้มันใหญ่จนตัวแตงไทยเล็กไปเลย!!!! เดี๋ยวนะ นั่นชมหรือเปล่า หรือยังไงหึ หึ เดินวนในพื้นที่อนุรักษ์ป่าโกงกางเกือบรอบ มีหอสูงให้ขึ้นไปชมวิวเหนือป่า ขาสั่นๆ โห….ว้าว ^0^ สวยจังจังเห็นพื้นที่เป็นสีเขียวอ่อนทั่วเลย สวยมากๆ บรรยากาศดีสุดๆ ถ่ายรูปๆ พักหลังนี่ไม่ค่อยอยากถ่าย ถ่ายแล้วอ้วนตลอด =~=” ลงจากหอสูง


เดินออกจากป่าโกงกาง ไปหยุดที่ร้านค้า จักรยานได้แล้ว เย่ดีจัง ค่าเปลี่ยนยาง 100 บาทเรียบร้อย แตงไทยมีจักรยานแล้วไปปั่นเล่นกัน ป่ะๆ วนอุทยานจะมีเส้นทางปั่นสำหรับจักรยาน เส้นทางปั่นริมทะเลสวยมาก ฝนตกลงมาปรอยๆตลอดวัน แต่ไม่ถึงกับทำให้เที่ยวเล่นไม่ได้ แตงไทย! ห๊ะ! ว่า เล่นน้ำกัน!

อยากเล่นอยู่นะ แต่หาดมันเงียบมาก ทั้งหาดนี่ไม่มีใครเลย ….เอาสิเล่นกัน เราตอบ เปลี่ยนชุดๆ เปลี่ยนชุดเล่นน้ำเสร็จปั่นหาที่ลงเล่น เลือกๆตรงไหนดี ตรงนี้ดีกว่ามีโขดหินด้วย! อะเครๆ! เดินลงไป…โห..??? เหมือนหาดส่วนตัว ทั้งหาดมีคนยืนและกำลังจะเล่นน้ำ แค่สองคน วังเวงแฮะ 55 แตงไทยจะให้มีคนได้ไง มีเราพักอยู่ห้องเดียว…พี่แนนบอกพยายามอยากให้ลงเล่นน้ำ ลงไปก่อนละนะ เดินลงไปเรื่อยๆ ทำไม…น้ำมันแค่เข่าเอง 555 จะเล่นยังไง หัวเราะลั่นเลยเรา เดินไกลออกไปจะเลยโขดหิน ไม่เอากลับมา ไกลไปละ กลัว(เป็นคนมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับน้ำ) โอเค แคนี้ก็ได้ลงมาสิ อืมๆ เล่นน้ำกันได้ซักพัก ก้อกลับห้อง มีข้าวเย็นมาส่งจากที่สั่งไว้ก่อนหน้า มาแล้วหน้าตาน่ากินมากก อร่อยๆ กินข้าวเสร็จไม่นานเพลียจนหลับไป ทั้งที่เพิ่ง 6 โมงเย็นเองเด็กอนามัยนอนแต่หัววัน 55 รู้แค่ว่ามันง่วงมากเพราะเพลียมั้ง นอนจนเช้าอีกวัน 


เก็บกระเป๋าแต่เช้า 7.30 ออกเดินทางแล้ว ทางอุทยานยังไม่มีเจ้าหน้าที่มา เสียบกุญแจห้องคาไว้แล้วปั่นออกมาเลย ฝนตกปลอยๆลงมาอีกแล้ว ก็หน้าฝนนิเนอะ ได้เวลาไปที่ต่อไปแล้ว สรุประยะทางวันที่สองสั้นเหมือนเดิม เพราะฉุกเฉินลงจอด เอ้ย..ยางรั่วซะก่อนเลยไปต่อไม่ได้ เป็นความโชคดีที่มาเจออุทยาน ไม่ติดอยู่กลางทางที่พี่กรูบอก 55 ไม่งั้นวังเวงแน่ๆ 

เมื่อทริปเริ่มขึ้น

30 ก.ย.


20/09/59 เราลงจากรถไฟสถานีปราณบรุรี ขนของลงท่ามกลางสายฝนที่โปรยปลายลงมาอย่างไม่ขาดสาย แตงไทยเร็วๆ!!! เดี๋ยวเปียก โห….ใช่สิไม่ได้ขนอะไรนิ แถมถ่ายรูปก่อน รายงานๆ ว่าถึงแล้ว เราก้อเอ่อคือ….ช่วยขนหลบฝนก่อนได้มั้ย ห่วงจริ๊ง(เสียงสูง)ถ่ายรูป กับเช็คอินเนี่ย =_=? 
หลบฝนกับเก็บสัมภาระ เสร็จเตรียมพร้อมจะไปต่อ แต่ก็นะ…มืดจัง ไปไงทางไหน พี่แนนบอกว่า ห้องพักไม่ไกลจากสถานี จองเรียบร้อยตั้งกะอยู่บนรถไฟ โอเคร! ออกเดินทางไปห้องพักก่อนได้ ตามจิงที่วางแผนไว้คือห้องพักจะห่างจากสถานีปราณประมา 11 กิโล ในที่พักวันแรก แต่ด้วยสภาพอากาศและบรรยากาสเลยต้องใช้แผนสำรอง หาที่พักใกล้ที่สุด


ยกจักรยานข้ามทางรถไฟ และปั่นไปเรื่อยๆ เอ่อ…ของกินตามทางของสถานีมีแต่ก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นปิ้ง เลยบอกพี่แนนไม่กินดีกว่า ปั่นไปห้องพักเลย ฝ่าสายฝนปั่นตามทางที่พี่กรู บอกไปเรื่อยๆ เอ่อ……>~<??มันใช่ทางนี้จริงๆใช่มั้ย เราตะโกนถาม พี่แนน:ใช่ๆ ทางนี้แหละ แต่เงียบมากเนอะ นี่ขนาดแถวสถานีนะ! เรา: นั่นสิเงียบแล้วก็มืดมาก ไม่มีคนสัญจรบนเส้นทางที่เราปั่นเลย!

คือ บรรยากาศมันมืดมากจริงๆ นับรถที่วิ่งผ่านพวกเราได้เลยว่ามีกี่คัน ปั่นไปเรื่อยๆ จากมืด…ก็ยิ่งมืด มืดเพราะไม่มีแสงไฟถนน มีไฟถนนแค่หัวซอยทางเข้าก่อนเลี้ยวเข้ามาเส้นที่กำลังปั่น กับแสงไฟจักรยานของเราทั้งคู่ เริ่มคิด คิด คิด ความมืดไม่น่ากลัวเท่า อะไรที่อยู่ในความมืด ให้ตายเถอะกลัวๆ0_0″ รีบปั่นๆ เย้!! มีมอร์ไซผ่านมาด้วย 1 คัน คันเดียวและก้อไม่มีอีกเลย=_=…. 


ปั่นจนถึงปากซอยเริ่มมีแสงไฟจากไฟถนน เฮ้อ..โล่งละความกลัวเริ่มค่อยๆเบาลง อย่างน้อยก้อเริ่มมีบ้านคนที่อยู่อาศัยบริเวณนั้น เลี้ยวขวาเลยแตงไทย เสียงพี่แนนตะโกนบอกข้างหลังแล้ว ปั่นตรงไปเลย จะถึงแล้ว เย้!!! ถึงแล้วๆ
เลี้ยวเลย นั่นแหละ!พอปั่นเข้าไปในที่พักที่จองไว้…????? เงียบจัง มืดตึ๊ดตื๋อเลย ออฟฟิตอยู่ไหนน้า เบอร์โทร! ลองโทรบอกเค้าสิ! ไม่มีเบอร์อ่ะ…=_=” ทำไงละ หมาในโฮมสเตก็เห่าไม่หยุด โอ่ย…เห่าเก่งจิง! สวัสดีคร้า เสียงคุณป้าคนหนึ่งร้องทัก หาที่พักหรอคะ ใช่ค่ะพอดีจองจากเว็บไว้เมื่อ 1 ชั้วโมงกว่าๆ ที่แล้ว อ๋อสักครูนะคะคุณป้าลากเสียงยาว.. พอดีลูกชายไม่อยู่ เสร็จคุณป้าก้อเรียกลูกชายน่าจะเป็นคนเล็กให้โทรหาพี่ชายถามว่ามีชื่อนี้ ชำระค่าห้องผ่านเว็บหรือเปล่า สรุปว่ามี เราได้ห้องพักเบอร์ 5 เย้!จะได้นอนซะที อิอิ 

จากช่วงบ่ายเดินทางถึงที่ปราณตอน หกโมงเย็นกว่าๆ ปั่นฝ่าสายฝนถึงที่พักก็ตอนทุ่มเศษ กว่า6 ชม. ของการเดินทางวันแรก เหนื่อยและเพลียแดด ตอนนี้จะได้พักแล้ว ตื่นขึ้นมาจะได้เริ่มโปรแกรมปั่นวันใหม่ จะเป็นที่ไหนบ้าง ยังไม่รู้เลย เพราะเป้าหมายกับเส้นทางปั่นของพี่แนนเปลี่ยนได้ตลอดเวลา…เก็บไว้ลุ้นเสมอเลยจริงๆ …

เรื่องเล่าโดย “แตงไทย” ผู้ร่วมทริป

เมื่อก้าวเท้าลงจากรถไฟ

28 ก.ย.

 จบทริปไปประจวบมาได้ 4 วันแล้ว 5 วันก่อนหน้ามันช่างเป็นช่วงเวลาที่เร็วเหลือเกิน รู้สึกยังไม่พอกับการเดินทาง 
7.00 น. ของวันที่ 20 แอบชิ่งกลับมาก่อน เพราะนัดกับพี่แนนไว้ แถมยังไม่ได้จัดกระเป๋า ปฏิบัติการเก็บนู้นนี่อย่างเร็ว สุดท้ายออกไปถึงบ้านพี่เค้าก็ประมาณ 08.37 ปั่นอย่างร้อนและเหนื่อยมาก พอถึงพี่เค้ามัวแต่หาที่พัก ยัง ยังไม่อาบน้ำ คนอื่นเค้ารีบมา รอกินข้าวจนเวลาล่วงไป 10โมง ก่อนไปขึ้นรถไฟ เราไปเดินดูงานนิทรรศการ ฝนตกลงมาไม่ขาดสาย โชคดีที่เดินเล่นอยู่ในงาน ไม่เปียกฝน ได้เวลาเคลื่อนตัวออกจาก มธ. ถึงสถานีรถไฟธนบุรี โอ๊ย…. O~O ฝนตกต้องรีบอีกละ ใจเต้นรัว กลัวทำอะไรเปิ่นๆ คนบนรถไฟก้อยังจะแซวอีก ººº เก็บจักรยานเสร็จ 13.05 รถไฟจะออกละ นี่นั่งคิดเลย จะไหวมั้ยไม่ไหวมั้งมันไกลอะ เส้นทางมันไกลมาก (ความคิดคนไม่เคยปั่นระยะยาว) และประเด็นเลยคือ เส้นทางเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เปลี่ยนตามอารมณ์และทางที่อยากปั่นไปดู เริ่มชินค่ะบอกเลย


เฮ้อ…. นั่งรถไฟจนเมื่อย ง่วง แต่ไม่หลับ มันร้อน มันนอนไม่สบาย ทางไกล อยากมองวิว มันทำให้คิดไรได้เยอะแยะ เหมือนตอนทำงานเราไม่มีโอกาสได้นั่งทบทวนครุ่นคิด พอมีโอกาส ก็เลยค่อยๆปล่อยความคิด คิดไรไปเรื่อยๆ ฝนตกหนักเมื่อเส่นทางเริ่มไปถึงราชบุรี ตกตลอดทาง หนักบ้าง เบาบ้าง จนถึงปราณ ใจเต้นรัวพอบอกว่าอีกสองสถานีจะถึง ใจเต้นเพราะต้องเตรียมขนของลง ไม่รู้เพราะอะไรสายตาที่มองเรามันเยอะมั้ง อิอิ เปล่าหรอกกลัวรถออกแล้วขนไม่ทันต่างหาก เสียงประกาศ “สถานีรถไฟปราณบุรี” ฝนยังตกแต่ก็พอมองเห็นป้าย


 เย้!!!! ถึงแล้ว เมื่อก้าวเท้าลงจากรถไป ทริปครั้งนี้ก้อได้เริ่มขึ้น ^0^!!

เนื้องเรื่องโดย “แตงไทย” ผู้ร่วมทริป