เมื่อก้าวเท้าลงจากรถไฟ

28 ก.ย.

 จบทริปไปประจวบมาได้ 4 วันแล้ว 5 วันก่อนหน้ามันช่างเป็นช่วงเวลาที่เร็วเหลือเกิน รู้สึกยังไม่พอกับการเดินทาง 
7.00 น. ของวันที่ 20 แอบชิ่งกลับมาก่อน เพราะนัดกับพี่แนนไว้ แถมยังไม่ได้จัดกระเป๋า ปฏิบัติการเก็บนู้นนี่อย่างเร็ว สุดท้ายออกไปถึงบ้านพี่เค้าก็ประมาณ 08.37 ปั่นอย่างร้อนและเหนื่อยมาก พอถึงพี่เค้ามัวแต่หาที่พัก ยัง ยังไม่อาบน้ำ คนอื่นเค้ารีบมา รอกินข้าวจนเวลาล่วงไป 10โมง ก่อนไปขึ้นรถไฟ เราไปเดินดูงานนิทรรศการ ฝนตกลงมาไม่ขาดสาย โชคดีที่เดินเล่นอยู่ในงาน ไม่เปียกฝน ได้เวลาเคลื่อนตัวออกจาก มธ. ถึงสถานีรถไฟธนบุรี โอ๊ย…. O~O ฝนตกต้องรีบอีกละ ใจเต้นรัว กลัวทำอะไรเปิ่นๆ คนบนรถไฟก้อยังจะแซวอีก ººº เก็บจักรยานเสร็จ 13.05 รถไฟจะออกละ นี่นั่งคิดเลย จะไหวมั้ยไม่ไหวมั้งมันไกลอะ เส้นทางมันไกลมาก (ความคิดคนไม่เคยปั่นระยะยาว) และประเด็นเลยคือ เส้นทางเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เปลี่ยนตามอารมณ์และทางที่อยากปั่นไปดู เริ่มชินค่ะบอกเลย


เฮ้อ…. นั่งรถไฟจนเมื่อย ง่วง แต่ไม่หลับ มันร้อน มันนอนไม่สบาย ทางไกล อยากมองวิว มันทำให้คิดไรได้เยอะแยะ เหมือนตอนทำงานเราไม่มีโอกาสได้นั่งทบทวนครุ่นคิด พอมีโอกาส ก็เลยค่อยๆปล่อยความคิด คิดไรไปเรื่อยๆ ฝนตกหนักเมื่อเส่นทางเริ่มไปถึงราชบุรี ตกตลอดทาง หนักบ้าง เบาบ้าง จนถึงปราณ ใจเต้นรัวพอบอกว่าอีกสองสถานีจะถึง ใจเต้นเพราะต้องเตรียมขนของลง ไม่รู้เพราะอะไรสายตาที่มองเรามันเยอะมั้ง อิอิ เปล่าหรอกกลัวรถออกแล้วขนไม่ทันต่างหาก เสียงประกาศ “สถานีรถไฟปราณบุรี” ฝนยังตกแต่ก็พอมองเห็นป้าย


 เย้!!!! ถึงแล้ว เมื่อก้าวเท้าลงจากรถไป ทริปครั้งนี้ก้อได้เริ่มขึ้น ^0^!!

เนื้องเรื่องโดย “แตงไทย” ผู้ร่วมทริป

ประจวบคีรีขันธ์ 

26 ก.ย. img_1456-1


ไม่ปั่นมาให้ถึงไม่รู้เลยว่าอ่าวประจวบฯ ยามค่ำนี้แสนโรแมนติก บรรยากาศมันใช่เลย แสงไฟ น้ำทะเล ท้องฟ้า และ สายลม สวยจริงๆ นั้งมองไปเห็นเมือง มีความคึกคักแบบชุมชน ไม่ใช่สถานบันเทิง 

พวกเราปั่นมาถึงที่นี่เกือบหกโมงเย็น ณ ตอนนั้นดูจากไมล์ก็เกือบ 80 กม. แล้ว จอดนั่งพัก กินเงาะที่แวะซื้อจากตลาด ชมทะเล รู้สึก ว้าว ขึ้นมา มีใครมาถ่ายหนังแถวนี้ไหมนะ



สำหรับคนชอบปั่นจักรยานอย่างเรามาแล้วชอบมาก ที่นี่มีทางจักรยานเลียบชิดอ่าว ทางสีฟ้าระยะทางไม่ยาวมาก 1 กม. แต่สามารถปั่นชิดติดทะเลได้อีก ในเมืองก็ปั่นได้ไม่ยากเลย มาตรงกับวัน ศ. ส. มีตลาดนัดถนนคนเดินริมอ่าวด้วยนะ ของขายเพียบเลย ของกินก็ไม่แพง ราคาเป็นมิตร ถ้าเทียบกับกรุงเทพต้องเรียกว่าถูก ข้าวโพดฝักละ 10.- แบบนี้ใน กทม. หาไม่มีแล้ว


ที่นี่ยังมีทางปั่นเรียบกริบแบบเห็นแล้วไม่ต้องอิจฉาคนกรุงขนจักรยานไปปั่นสุวรรณภูมิเลย เพราะกองบิน 5 ที่นี่วิวกินขาด มีอ่าวมะนาว เขาล้อมหมวก พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สนามยิงธนู น้ำทะเล เล่นกันเพลิน คิดว่ามาสวนสนุก ราคาก็มิตรภาพสุดๆ นอนทั้งวันบนเตียงผ้าใบ หรือจะเช่าจักรยานปั่นแบบไม่ต้องกลัวรถสักคัน ทั้งหมดอยู่การดูแลของทหาร 


ประตูอีกฝั่งของกองบิน 5 ออกมาเป็นคลองวาฬ ใกล้กันแค่ทะลุผ่าน น่าเสียดายมีเวลาอยู่ในเมืองแค่น้อยนิด เส้นทางปั่นยังมีอีกเยอะมาก ปั่นไปชายแดนข้ามไปฝั่งพม่าก็ได้ อ.เจริญ บอกว่าผมมีเพื่อนนะ ถ้าจะมาให้บอกเราจ้างพม่านำทางได้ 4-5 คนก็ไปได้แล้ว แต่ถ้า 10 คนนะ จะขอเปิดเดินขึ้นไปจุดชมวิวเขาล้อมหมวกก็ได้ ที่มากกว่านั้น มาพักบ้านผมได้นะ อ.บอกว่าเปิดบ้านให้เพื่อนนักปั่นพักฟรี


มาประจวบฯ เดินทางสะดวกทั้งไปกลับ เพราะมีรถไฟจากสถานีธนบุรีมาถึงประจวบฯ ใช้เวลา 6 ชม. 

เส้นทางปั่น 3 อ่าว สวยจริงๆ แล้วคุณจะหลงรักเมืองนี้แบบเรา “ประจวบคีรีขันธ์”


ขอบคุณ อ.เจริญ นะคะ ที่พามารู้จักสถานที่สวยๆแบบนี้ 

ลุ้นกับรถไฟ…เมื่อไรจะถึง

24 มี.ค.

ทริปนี้ลองมาแบบแบ็กแพ็ค ตามน้องกลับบ้านที่เชียงใหม่ 

  
ตามกำหนดการตารางรถไฟ 9.25 น. ออกจากสถานีหัวลำโพง 10.29 น. ถึงสถานีดอนเมือง 11.30 ตามเวลาในตั๋วเครื่องบิน 1 ชม. เหลือๆ ที่เผื่อให้เลทกับการนั่งรถไฟ

  
9.30 น. น้องรายการตัวว่าถึงสนามบิน แต่รถไฟพี่ยังไม่ออกจากหัวลำโพง 9.38 น. รถไฟออก สบายๆ เดี๋ยวพี่ก็ถึงบอกน้องว่านั่งเล่นไปก่อน 10.00 น. รถไฟถึงบางซื่อ จอดนานเลยทีนี้ คาดว่าสายแน่งานนี้วิ่งแน่ วิ่งคนเดียวก็พอ บอกน้องว่าให้เข้าไปก่อน เธอบอกจะรอ ตกเครื่องก็ตกด้วยกัน

  
10.15 น. ยังคงอยู่บางซื่อ บอกอีกครั้งให้น้องรีบไปออกตั๋ว แล้วดูให้หน่อยว่า gate ที่เท่าไร รีบวิ่งเข้าไป เดี๋ยวตกเครื่องจะได้ซื้อตั๋วใหม่แค่คนเดียว เวลานั้นเราทำใจหาดูตั๋วรอบถัดไประหว่างทางแล้ว หรือนั่งรถไฟไปยาวๆดี แต่ไปให้ถึงค่อยคิดหาวิธี ระหว่างนั้นมีชายหนุ่มวัยกลางคนมาชวนคุยนั่นนี่ว่าจะไปไหนลงที่ไหน คือเวลานี้ไม่มีกระจิตกระวจคุยตอบคำถามอะไรเลย กำลังลุ้นว่าทันไหม
10.38 น. ถึงหลักสี่ อีกหนึ่งสถานีก็ดอนเมือง จะหาวินมอไซด์ให้บิดซิ่งไปดีไหม ระหว่างนั้นก็ถามน้องไปว่าเขาประกาศเรียกขึ้นเครื่องหรือยัง ถ้ายังก็น่าทันอยู่ 10.41 น. รถไฟกำลังออกจากหลักสี่ แอบมั่นใจว่าน่าทันเพราะเครื่องบินชอบออกเลทประจำ 10.49 รถไฟก็มาถึงสถานีดอนเมือง วิ่งอย่างเดียวทันทีที่ลงรถไฟ วิ่งไม่เท่าไรก็เดิน หายใจไม่ทัน 
คิดว่าโชว์ตั๋วจากมือถือก็ขึ้นเครื่องได้ รีบวิ่งไปที่จุดตรวจกระเป๋า โชว์หน้าจอมือถือแต่ไม่ผ่านโดนสั่งให้ไป print เป็นกระดาษออกมา รีบวิ่งมาที่เค้าเตอร์ของสายการบิน บอกว่าเครื่องจะออกแล้ว น้องเจ้าหน้าที่ก็ร้อนรนตาม แต่ทุกอย่างต้องตามคิว ได้ตั๋วแล้วรีบวิ่งกลับไปจุดตรวจกระเป๋า แถวยาวๆ 

  
ดีที่มีน้องเข้าไปก่อนแล้วช่วยรายงานว่ายังไม่เรียกขึ้นเครื่อง ก็ต่อแถวยาวๆตามคิวไป ดูแต่ละคนใจเย็นมาก เรานี่รีบสุดๆ พ้นจุดนั้นก็เด็นเร็วๆก้าวยาวๆ แซงทุกคนทางเลื่อน จนมาถึง gate แบบเหงื่อท่วม หยดติ๋งๆ ทางสายการบินก็ยังไม่ประกาศเรียกขึ้นเครื่อง เย่ๆ
ในที่สุดก็ทัน แต่การหวังพึ่งการเดินทางโดยรถไฟคงต้องเผื่อเป็น 2 ชม. แล้วละ ^^

ไฮเวย์ เฮฮา

21 มี.ค.

ฝากน้องจองตั๋ว เมื่อต้นปี มาดูเมื่อกี้ พรุ่งนี้เดินทาง 
ไหนขอดูใบจองสิ เอ้ยทำไม บ. ไฮเวย์ ไม่มี booking no. ไม่มีชื่อ จะได้ไปไหม โทรไปหา call center ด่วนเลย 

– โทรหาร้านในบิล ไม่มีใครรับสาย

แนนหาเบอร์ในเนตโทร แค่จะขอ booking no. เอามา check in online กระทู้แต่ละที่มีข้อมูลจองตั๋วและจ่ายเงินแบบเราก็ชื่อ thai… กันหมดเลย 

แน่ใจนะว่าจองสายการบินนี้ 

น้อง – จำได้ว่าใช่นะ

สายติดแล้ว

บิล มันขึ้น บ. ไฮเวย์ ไม่มี booking no. ไม่มีชื่อ จองและจ่ายเงินไปแล้วค่ะ 

– ดูใต้ชื่อ Thai… มีไหมคะ

ไม่มีค่ะ ขึ้น บ. ไฮเวย์ tax id 

น้อง – ชักไม่แน่ใจ สงสัยจองสายการบินไฮเวย์ 

เอ้ย มีสายการบินนี้ตั้งแต่เมื่อไร !

น้อง – เพื่อนเขาเคยบินก็เอาใบเสร็จไปแสดงที่ สนามบิน check in ได้นะ

แต่เราจะ check in online เผื่อไปสายไง

เจ้าหน้าที่ยังอยู่ในสาย ถามมาอีกครั้ง

– ขอนามสกุลผู้จอง วันที่บิล เที่ยวบิน

ung… พรุ่งนี้ 11.30 ช่วยส่ง email มาได้จไหมคะ

– ต้อง fax / email บัตรประชาชนส่งมา

แล้วถ้าจะขอแค่ booking no. ได้ไหมคะ

– Qxxxxx

น้อง – แต่เพื่อนเขาจองก่อนมันก็ขึ้น thai… นิ

ลองเข้า check in online 

เลือกสนามบิน กรอก booking no. และนามสกุล

– ระบบขึ้นนามสกุลผิด มีปุ่มกดกลับไปหน้าหลัก

เปิดดูหน้าที่น้องเคยถ่ายส่งมาให้ตอนจอง

เอ้ย นามสกุลสะกดผิด 

น้อง – วันนั้นหนูส่งให้ดูแล้วนะ พี่ตอบว่าเป็นตัวสติเกอร์มาว่า “โอเคครับ” 

แล้วกดไงให้ L เป็น N ได้นะ คนละบรรทัดเลย หรือเราพิมพ์ส่งไปผิด ไม่น่าใช่ ถ้าเป็น K หรือ J ยังพอน่าเชื่อ 

น้องมาพิพม์นาสกุลพี่ผิดได้ไงเนี่ย

น้อง – แต่พี่บอกโอเคเองนะ

ลองเข้า check in online และกรอกแบบผิดๆ สรุปว่าผ่าน ได้ตั๋วมาแล้ว

ไม่แน่ใจว่าจะได้บินไหม โทรหา call center อีกครั้ง ตัวเดียวคงไม่เห็นมั๊ง ไม่น่าเป็นไร

– สะกดผิด บินไม่ได้ครับ

แล้วทำไงคะต้องบินวันพรุ่งนี้

– ต้องถ่ายบัตร ปชช ส่งมา ตาม email แล้ว 5 นาที โทรมาแจ้งนะ ระบบจะปิดทำการ 3 ทุ่ม 

ขณะนี้เวลา 8.50 pm เหลือ 10 นาที รีบส่ง email รออีก 5 นาที โทรไป

– ไม่ได้รับ email ครับ ขีดกลางนะ รอส่งใหม่

ส่งอีกครั้ง 

– ระบบจะแก้ให้นะครับ รอรับ email

Refresh หน้าจอหลายทีไม่มี email เข้า รอดูพรุ่งนี้เช้า
โทรหาการรถไฟ จองเผื่อไว้อีกทาง 

– ขณะนี้เจ้าหน้าที่เต็มทุกคู่สาย แล้วเพลงรอสายก็ดังขึ้น “ปั่นๆ จักรยานไป ปั่นๆจักรยานกัน ทางจะใกล้หรือไกลไม่สำคัญ มันอยู่ที่หัวใจ” ร้องซ้ำๆ สลับกับบอกเจ้าหน้าที่ไม่ว่างรับสาย
ปั่นๆ จักรยานไป ปั่นๆจักรยานกัน ทางจะใกล้หรือไกลไม่สำคัญ มันอยู่ที่หัวใจ ^^
แต่รอบนี้ไม่พร้อมปั่นจาก กทม. นะสิ ^^
5 ทุ่มโทรไปอีกครั้ง สายติดมีคนรับ แต่ระบบจะเช็คราคาตั๋วให้ได้ตอน เที่ยงคืนครึ่งนะ
หรือเราจะไปสายการบิน ไฮเวย์ ดีนะ ^^ เอ้ย มันยังไม่เปิด เฮ้ย มันยังไม่มี !
น้องก็ย้อนดูใน line ที่เคยส่งรูป
– มันคนละใบเสร็จอะพี่

แล้ว บ. ไฮเวย์ นี่มันใบอะไร

– ใบค่างวดมอไซด์หนู

–”

เชื่อสนิทเลยเรา คิดว่าชื่อกิจการกับชื่อบริษัทคนละชื่อ หลายที่ตั้งชื่อบริษัทไม่ตรงเยอะแยะ

ตกลงคือเรา ! ^^

ขอไปสักครั้ง ยะลา

13 มี.ค.

3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ใครๆก็กลัว แต่แนนอยากไป ชวนใครก็มีข้ออ้างตลอด ทริปไม่ได้คลอดสักที เพื่อนใน f เจ้าถิ่นก็มี ทุกคนก็ดูใช้ชีวิตปกติ ปั่นได้ปั่นสบายดี ข่าวที่มีกับภาพจริงที่เห็น ใจมันร้องอยากไปเห็น สัมผัส ของจริงด้วยตัวเองเหลือเกิน

“พี่ชวนแนนไปด้วยนะครั้งหน้า” เมื่อเห็นพี่กบโพสว่าอยู่ยะลา ข่าวในสื่อทำเอาโดนที่บ้านขัดใจทุกครั้งเมื่อเอ่ยว่าอยากลงใต้ เสียงระเบิดที่ราชประสงค์และสาทร ทำให้ความรู้สึกเสมอภาคของความปลอดภัยของกรุงเทพ กับ 3 จังหวัดชายแดนใต้เกิดขึ้น เมื่ออยู่กรุงเทพก็สัมผัสระเบิดได้ไม่ต่างกัน กำแพงกั้นของความปลอดภัยในใจทลายลง มีแค่ความห่วงใย “ไปยะลา ดูแลตัวเองดีๆ นะ” เย่



จัดกระเป๋าเตรียมพร้อม รอบนี้ไม่ต้องขนจักรยานไป เพราะทางเทศบาลมีให้ยืม งานนี้ตามพี่กบไปทำงานสำรวจทาง ยิ้มแก้มปริยิ่งกว่าทริปไหนๆ มีความสุขมากมายตั้งแต่ออกเดินทาง ตื่นแต่เช้าขึ้นรถไฟ เผื่อเวลารถไฟเลทไว้เต็มที่ ถึงดอนเมืองก่อนเวลานัดกับพี่กบ 2 ชั่วโมง 45 นาทีจากหัวลำโพง สะดวกมาก แค่เดินจากบ้าน ซื้อตั๋ว 20.- จอดตรงข้ามสนามบิน เดินข้ามสะพานลอยก็ถึง ตลอดมาเลือกบ้นสุวรรณภูมิ เพราะสะดวกดีมี APL แต่หารู้ไม่ดอนเมืองก็สะดวกไม่ต่างกัน

จากหาดใหญ่พวกเรามีรถตู้จากเทศบาลมารับ พี่กบและทีมงานดูสนิทกับเจ้าหน้าที่มากๆ น้องพลอย และ เจ๊จอย เล่าเรื่องสนุกชวนหัวเราะให้ยิ้มแก้มปริตลอดทาง


  

ความกังวลเรื่องอาหารว่าจะเผ็ดหรือกินไม่เป็นลืมไปได้ เมื่อทีมงานรู้ว่าสามารถกินแบบไหนได้ ก็สรรหาคัดเลือกร้านที่เข้าเกณฑ์ จนต้องระวังจะกินเยอะเกินการใช้พลังงาน

ตลอดทางเพลินตาไปกับสองข้างทางที่เขียนร่มรื่นด้วยเงาไม้ ต้นไม้สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของทุกอย่าง มีป่ามีน้ำ มีน้ำมีปลา มีน้ำมีนา มีน้ำมีพืชผักผลไม้ มีต้นไม้มีสัตว์ เป็นวงจรชีวิตวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต

รถตู้จอดที่เทศบาล แผนที่ดูจะหายาก ถึงกับเจอคำถามว่าจะดูที่นี่หรือเอากลับ ในใจคิดว่า “แผนที่เส้นทางปั่น” คือสิ่งที่อยากฝากไว้ให้ แต่ต้องขอเวลาเก็บข้อมูลก่อน ที่เที่ยวที่ไหนน่าสนใจ ร้านอร่อยมีที่ไหน จุดไหนน่าถ่ายรูป

เปิดประชุมระดมความคิดกับเจ้าหน้าที่ ขอพิกัดคร่าวๆ เรื่องราวที่น่าสนใจ ปักหมุดลงในกระดาษที่ปริ้นท์ผังเมืองยะลาออกมา มีข้อมูลแล้วก็อยากออกปั่น แต่พี่ๆบอกให้รอเย็น แดดอ่อนตัวก่อน รอทางเทศบาลเลิกงาน กลับบ้านเปลี่ยนชุดพร้อมปั่น

    


ทุกคนพร้อม ตลอดมาไม่เคยได้ยินข่าวเรื่องการปั่นของเจ้าหน้าที่ที่นี่ ข้อมูลที่มีหาไว้รู้แต่ว่ามีสวนสาธารณะอยู่ไม่ไกลชื่อ สวนขวัญเมือง ใครนั่งประชุมด้วยกันเมื่อกี้ขอให้ปั่นด้วย เจ๊จอย ก็เลยจำต้องปั่น รวมกันก็ได้เกือบสิบคัน


  
 

   
ตามใจคนนำจะไปไหนเราก็ตาม จะพาไปไหนไม่รู้หรอก ปั่นตามอย่างเดียว คำถามและคำบรรยายมีมากมายตลอดทาง เพราะกอบกับเรื่องเล่าในที่ประชุมอยากเห็นของจริง สิ่งที่ทำให้อยากมายะลา คือ ผังเมืองมุมสูงที่อยากเห็น คงต้องขึ้นเครื่องบิน จุดสูงสุดที่ชมเมืองยะลามุมสูงที่ไปถึงได้ “เขาหัวล้าน” สู่เขาที่เขียวเต็มไปด้วยต้นไม้เพราะเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตร จากเขาที่โล้นก็มีการปลูกพืชผักต้นไม้
ยังไม่ถึงยอดก็อยากจอดถ่ายรูปแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี ระหว่างจอดถ่ายรูปก็เจอนักปั่นตามขึ้นมาหลายคัน มีทั้งแบบครอบครัว และกลุ่มนักปั่น ทายสิขึ้นมาถึงสุดทางเราเจอใคร ?

   
  
  

เจ๊จอย แนะนำให้รู้จัก “ปลัด” ชื่อยากนิดหน่อย กฤษฑวัฏ ได้แค่สวัสดีและขอถ่ายรูปคู่ และรูปหมู่ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินฟ้ายังไม่มืดสนิทก็ปั่นลงเขากัน ทำความเร็วได้ดีและสนุกมาก ฟ้าเริ่มมืดไฟถนนเริ่มติดสว่าง ปั่นอย่างช้าๆ สังเกตุถนนไปตลอดทาง ฝาท่อที่นี่อยู่บนฟุตบาท ปิดสนิทเนียนเรียบ ขยะไม่มีให้เห็น ถนนเรียบไร้หลุมดักล้อ เลนถนนกว้างมาก “share the road” กันในสายเลือด 

   

    
    
  
 
จะรีบไปไหน พักก่อนสิ จอดกินบัวลอยไข่หวาน และอาหารก่อน ขณะปั่นผ่านจุดที่สาธารณะสุออกเยี่ยมชุดชน ตรวจสุขภาพ รับฟังปัญหา นี่มันเวลาเลิกงานราชการไม่ใช่หรอคะเกือบทุ่มแล้ว เสียงเอ่ยถามจากความสงสัยของคนกรุงอย่างเรา คำตอบทำเอาชื่นใจแทนชาวบ้านทีนี่ “เราต้องมาตอนที่ทุกคนว่าง เสร็จงานแล้ว พร้อมให้ตรวจ” เวลามาก็นัดก่อนชาวบ้านก็ช่วยทำอาหาร กินไปคุยไปเป็นกันเองดี

  

        

ถ้าชิมเยอะกว่านี้ไม่มีท้องใส่ของอร่อยมื้อเย็นแน่เลย รู้สึกผิดที่กินเหลือ แต่ถ้ากินหมดตัวกลมแน่ๆ หลังจากเจ้าหน้าที่พาปั่นแยกย้ายกลับบ้าน ก็ได้เวลาลันลายามเย็น ตามหาของอร่อยเจ้าดัง คือ สลัดแขกอร่อยมาก สองจานเลยเรา โรตีทิชชู่ กรอบหวานอร่อยที่เข้าปากก็ละลายหายไป ถ้ามีสาขาในกรุงเทพต้องขายดีแน่นนอน ที่นี่ก็คนแน่นมาก ต้องมาจองโต๊ะกันก่อน มีอีกหลายอย่าง สะเต๊ะที่มีข้าวก้อน ข้าวยำ ชื่ออาหารภาษาถิ่น ที่ยังไม่เคยกินที่กรุงเทพ อีกหลายอย่าง อิ่มมากๆ
  
  

ปั่นย่อยก่อนกลับที่พัก ชมแสงไฟยามราตรี หอนาฬิกา We Love Yala ใช่เลย มาวันแรกก็หลงรักที่นี่แล้ว


  

4 ทุ่มบนถนนขากลับที่โรงแรม ดูเงียบ ไฟสว่าง สัมผัสจากความรู้สึกได้ว่าไม่น่ากลัวนะ แถมรู้สึกปลอดภัย มีทหาร ตำรวจ ประจำจุด


  
วันแรกยังสนุกลืมเวลาขนาดนี้ มาทำงานหรือมาเที่ยวนะ การได้ทำสิ่งที่รักให้เป็นงาน มันเหมือนเส้นความสุขขนานกับเส้นการทำงาน หรือบางครั้งซ้อนทับกันจนแยกไม่ออกแบบนี้นี่เอง ยังมีอีก 4 วันนะ

ระยะทางวันนี้ 16 กม. แค่นั้นเอง 

 
ขอบคุณเทศบาลนครยะลา พี่กุ้ง เจ๊จอย น้องพลอย และทีมงาน ขอบคุณพี่กบ พี่จั้ม ที่ให้โอกาสค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก พี่โอ๊ค ค่ะ

Route 12 เป็นไง

13 มี.ค.
  • “ไปเพชรบูรณ์ไหมแนน ?” เมื่อพี่น้ำเอ่ยปากชวน

“ไปค่ะ” ยังไม่เคยไป อยากเห็นที่เขาลำลือกัน เขาค้อ ทะเลหมอก


รถตู้ออกจากสวนลุม 2 ทุ่มกว่า มาถึงที่พักตี 1 กว่า หนาวจัง นี่เดือนมีนาคมนะ กว่าจะอาบน้ำนอนก็เกือบตี 2 นัดล้อหมุน ปล่อยตัว จุด start 8 โมง ระยะทางห่างจากที่พัก 2 กม. ปั่นไปตามทางที่ชื่อ route 12


เท่าที่เห็นระหว่างทางมองผ่านกระจกรถตู้ ทางสวยมาก ขึ้นแล้วลง เนินสูงต้ำสลับตลอดทาง แผนการก่อกำเนิดทันทีที่รู้ตัวว่านอนไม่อิ่ม 40 กม. ปั่นขึ้นเนินแบบนี้ ไม่รอดแน่ๆ


ความลับของแผนออกนอกเส้นทางถูกปิดไว้ นาฬิกาปลุกตอน 7 โมงเช้า แทบไม่อยากลุกจากที่นอน 7.30 ตื่นมาแปรงฟัน แล้วกลับไปนอนหลับตา อีกสิบนาทีลุกขึ้นมาเปลี่ยนชุด ให้ข้ออ้างตัวเองว่าก่อนนอนก็อาบแล้ว ออกไปปั่นก็เหงื่อออก กลับมาค่อยอาบ


เกือบ 8 โมง เข็นจักรยานออกไปหน้าห้องพัก โชคดีที่เป็นเนินพอดี ได้เวลาสนุกแล้วสิ ไหลลงส่งขึ้นอีกเนินถึงริมถนนใหญ่พอดี ปั่นย้อนทางขึ้นไปจุดเริ่มต้น ผ่านร้านข้าว ผ่านเจ้าหน้าที่คุมเส้นทางบนเนิน ทักทายคุยกัน พี่บอกอีก 2 กม. แต่ตอนนี้ 8 โมงกว่า เขาปล่อยตัวกันมาแล้ว ปั่นต่อไปเห็นเนินข้างหน้าก็เปลี่ยนใจ บังคับแฮนด์จักรยานหักเลี้ยวกลับมาจอดพักที่ร้านข้าว กะว่ากินอิ่มก่อนแล้วค่อยปั่นไปจุดเริ่มต้น


แม่ครัวไปจ่ายตลาดอีก 10 นาที ถึงกลับมา จะเปลี่ยนร้านก็ลังเล รอแล้วกัน เอาเป็นว่ารอดักถ่ายรูปตรงนี้ ไม่ต้องไปที่จุดเริ่มต้น แล้วค่อยปั่นตามไป ตรงไหนน่าสนใจหรือมุมสวยพร้อมจอดทันที ระหว่างรออาหารก็ได้ถามพี่เจ้าที่ถิ่นว่าแถวนี้มีที่เที่ยวอะไรบ้าง เสียงตอบสถานที่เที่ยวร่ายยาว แต่ที่ดูน่าจะไปถึงและกลับมาทัน 11 โมง คืนห้อง และพี่ย้ำว่าเป็นวัดที่สวยที่สุด ระยะทางจากที่เราอยู่ไปแค่ 5 กม. เอง


อิ่มแล้วมุ่งหน้าย้อนเส้นทางการแข่งขัน ข้ามถนนไปอีกฝั่ง ปั่นตามทางรถดีกว่า ไม่ควรผ่านจุด start เดี๋ยวจะโดนทักว่ามาผิดทาง เนินแล้วเนินอีก ความเร็วที่ใช้วัดได้เป็นหอยทากคลาน ผ่านร้านกาแฟและที่พักเยอะมากๆ ตลอดทางพาคิดว่าช่วงต้นปีอากาศเย็น นักท่องเที่ยวคงล้น


ตามป้ายไปใกล้ถึงแล้ว


“วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เห็นทางเข้าก็สนุกแล้วสิ ลงเนินอย่างชัน ส่งไปอีกเนิน ทางในซอยขรุขระ จะปล่อยไหลอย่างเดียวก็ต้องจับแฮนด์ทรงตัวให้ดี ล้มครั้งที่แล้วสอนไว้จนขึ้นใจว่ามาต่างถิ่นทางไม่คุ้นอย่าซ่า เบรคปล่อยๆชลอความเร็ว กดบันไดเลื้อเป็นงูส่งตัวเองขึ้นเนิน เพราะจุดแรกที่ถึงประตูทางวัดเข้มงวดมาก เดินได้ต้องชุดสุภาพเท่านั้น ห้ามเสียงดัง จักรยานจอดข้างนอก




เปลี่ยนใจไปต่อดีกว่า อีกไม่ไกลหลังจากถามพี่เจ้าถิ่นว่าอยากจะพาจักรยานขึ้นไปถ่ายรูปด้วย มองไปดูสวยดี ที่เห็นองค์พระและพระธาตุทอดตัวบนยอดเขา และเสียดายธรรมชาติตามไปด้วย พื้นดินที่มีต้นไม้ถูกไถหน้าดินเรียบรองรับเป็นที่จอดรถขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวเยอะมาก ร้านขายของก็เยอะมาก ยิ่งใกล้วัดขยะริมทางก็เยอะมาก กล่องโฟมทั้งนั้น ครั้งหน้าไปสถานที่ท่องเที่ยวน่าพกถุงขยะไปด้วย


  
ขากลับรวดเร็วมากเพราะลงเขา มาเจอทางแยกที่มีป้ายบอก ออกถนนใหญ่ได้ไม่ชัน เป็นทางเล็กผ่านหมู่บ้าน เห็นลุงป้า ตายาย นั่งนิ่งรับลมอยู่บนแคร่ในรั้วบ้านแทบทุกหลัง ได้แต่ทักทายสวัสดีค่ะเสียงดัง แล้วรอยยิ้มก็ส่งกลับมาก ป้ายประกาศขายที่มีให้เห็นเป็นระยะ คนในอยากออกคนนอกอยากอยากเข้าหรือเปล่าเมื่อคลื่นนักท่องเที่ยวเข้ามา
  
ปั่นกลับที่พักผ่านจุด Finish นักปั่นขาแรงใช้เวลาชั่วโมงนิดๆเข้าเส้นชัยกันแล้ว เจอพี่น้ำก่อนกลับถามว่าได้ปั่นไหม เพราะเมื่อเช้าที่จัดงานไม่เจอกันเลย ตอบเสียงดังไปว่า ได้ปั่นค่ะ ปั่นย้อนทางที่พี่จัดงานแข่ง ว่าแต่ route 12 เป็นไง ไว้กลับไปเราคุยกัน พี่น้ำทิ้งท้าย


ระยะทางไม่ไกลจริงๆด้วย ไปกลับเพิ่งจะ 13 กม.


ขอบคุณพี่น้ำที่ชวนไป เพชรบูรณ์ ค่ะ

ขอบคุณที่เขียนถึง

14 ม.ค.

มันง่ายมากเวลาที่เราทำเพจหรือสื่อที่จะโปรโมทเรื่องราวของคนอื่น หรือสิ่งที่คนอื่นทำ มีสื่ออยู่ในมือที่ปลุกปั้นทำขึ้นมาหลายปีทุ่มเทเวลาเก็บข้อมูลแทบทุกโพสต้องเห็นกับตาหรือแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้ แต่นั่นละมันทำใจยากมากเวลาจะลงเรื่องของตัวเอง โปรโมทให้ตัวเอง กว่าจะลงได้ต้องทำใจ และมั่นใจว่าสิ่งที่ลงไปส่วนรวมได้อะไรจากที่เราทำไหม 

ขอบคุณทุกสื่อที่ลงเรื่องของแนนให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และวันนี้ก็มีอีก ขอบใจ “แขก”มากนะคะ ที่คิดถึง ไว้ไปปั่นท่องโลกกว้างกันอีกนะ

ไปอ่านเรื่องของแนนได้ใน postoday นะ

  

พี่พวกหนูปั่นกันช้านะ

9 ม.ค.

หลายวันก่อนรับนัดว่าจะพานำทริปรอบเกาะรัตนโกสินทร์ พี่นัดบอกว่าเพื่อน 3 คน อยากมาปั่นด้วย 

  

วันนี้เรานัดกัน 10 โมง มีเวลาให้ 3 ชม. จบทริปบ่ายโมงนะ ถ้าอยากปั่นต่อก็ตามสบาย 

รีบปั่นจากบ้านไปหาที่ cafe’ velodome เพราะทุกคนต้องมายืมจักรยานที่นี่ พี่นัดมาถึงตั้งแต่ 9 โมง มาเร็วจังแนนเพิ่งตื่นนอนเอง 10 โมงค่อยเจอนะ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน เพราะจะสายแน่ถ้ามัวกิน 

กว่าจะออกทริปกันมี 11 โมงได้ ดูไม่รีบเร่งกันเลย สบายๆ แนนก็สบายๆตามใจเพื่อนๆที่มาปั่นอยู่แล้ว เพื่อให้เขาหลงรักจักรยานในสไลต์ที่เขาเป็น กลุ่มนี้ชอบถ่ายรูป แบบนี้ต้องจอดตามมุมสวย

หลังจากเอาบัตรประชาชนมาแลกยืมจักรยานดันทุกคน แล้วก็ให้ลองปั่น เผื่อจะปรับความสูง เติมลมยาง ทุกคนต้องไม่ลืมเลือกหมวกกันน็อตลายที่ชอบมาใส่ด้วย น้องคนหนึ่งก็บอกว่า “พี่พวกหนูปั่นกันช้านะ”

จุดแรกที่แวะ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากใต้สะพานปิ่นเกล้า – สวนสันติฯ ระยะทาง 700 ม. แชะ แชะ แชะ

  
ปั่นมาถึงสวนสันติ ก็ต้องลงจูงจักรยาน ตามกฏของสวนสาธารณะที่นี่ เล่าเรื่องป้อมที่กรุงเทพเคยมีถึง 14 ป้อม ทุกวันนี้เหลือ 2 ป้อม คือ ป้อมพระสุเมร กับ ป้อมมหากาฬ สิ่งที่ทำเอาต้องจอดและจอดนานเลย กับความรู้สึกของพี่เจ้าหน้าที่ดูแลสวน เธอนั่งอยู่ท่ามกลางดอกปีบที่ล่วงหล่น สองมือหยิบทีละดอกมาถัด ดูแล้วคล้ายพวงช่อดอกไม้ สะดุดตา มีชีวิตชีวามากๆ หน้าพี่ดูมีความสุข ยิ่งได้คุยยิ่งสัมผัสถึงเวลาผ่อนคลายกับความง่ายๆที่เธอทำได้ นังไงพี่ก็ต้องกวาดทิ้งอยู่แล้ว นายสั่งมาบอกว่าต้องกวาดให้สะอาด ในมุมของเรากลับมาว่า ดอกที่ล่วงหล่นมามีเสน่ห์ให้หยุดดีนะ พวกเราเก็บดอกปีบที่ล่วงหล่นมาทำเป็นกำ ทำเป็นช่อ แล้วถ่ายรูป นักท่องเที่ยวที่เห็นก็ทำตาม ทุกคนเก็บแล้วถือติดมือกลับไปด้วย กลิ่นก็หอมดี คืนนี้ยังติดอยู่แร็คทายจักรยาน เพราะพี่ใจดีบอกถ้าชอบยกให้ พี่แค่ชอบถัดเวลาว่าง

  

และแล้วแนนก็หิวเพราะนี่ก็ 11 โมงกว่าแล้ว มื้อเช้ายังไม่ตกถึงท้องเลย ไปกินกันเถอะ แถวนี้มี โรตีมะตะบะ หรือ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ให้เลือก พี่นัดเสนอ สลัดผัก โอเคตกลงไปกินผักกัน 

สองสาวเคยเจอพี่นัดก่อนมาปั่น วันนี้ชมกันใหญ่ว่าหล่อขึ้น ผอมลง พุงหาย ดูดีขึ้นตั้งอต่หันมาออกกำลังกายดูแลสุขภาพ ที่จริงน้องก็ชมแนนด้วยว่าพี่หน้าเด็กจัง ^^ 

ก่อนกินต้องถ่ายรูปก่อนนะ อิ่มแล้วคิดเงินเรียบร้อย นั่งรออีกคนที่กำลังเดินทางด่วนเรือด่วยมาลงท่าพระอาทิตย์ เวลานั้นก็เที่ยงกว่าแล้ว เธอยังอยู่สาทร เราบอกจุดหมายถัดไปว่าไปเจอแบงค์ชาติ แต่น้องไม่รู้จัก รอเกือบได้เวลาก็ชวนกันปั่นไปรีบที่ท่าเรือ 

น้องตัวสูงกว่าที่คิด ถ้าซ้อนอาจจะเมื่อยขา เลยชวนน้องอีกคนที่ตัวเล็กกว่าซ้อนจักรยานแนนกลับไปที่ cafe’ velodome ยืมจักรยานอีกคัน ส่วนคนที่เหลือก็ถ่ายรูปไป 

วนกลับมารับสมาชิกพามุ่งหน้าไป เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานเข้ามาทาง รร.วัดสังเวช มุดไปตามตรอก ได้ยินเสียงบอกสมาชิกหาย นี่เราคงปั่นเร็วไป ตามกลับมาได้ 1 คน รวมคนตามมาติดๆอีกคน ตอนนี้สมาชิกหาย 2 คน ปั่นมา 100 ม. เองนะ 

เสียงโทรศัพท์ของน้องดังขึ้น พี่นัดโทรมาถามทางแนนคุยบอกทางให้และปั่นไปรอที่ปากตรอก ลงสะพานมาจะได้เห็น สมาชิกครบแล้วไปต่อ 

  
จุดหมายอยู่ที่แบงค์ชาติ วันนี้วันเด็กผู้ใหญ่อย่างเราเลยได้โอกาสเข้าไปถ่ายมุมสวย ปกติ รปภ. ที่นี่ไม่อนุญาตให้ผ่าน พยายามตีเนียนหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ

  
บ่ายพอดีขอตัวไปอีกงาน ฝากพี่นัดนำทริปแทนต่อ ได้รับข้อความตอนบ่าย 3 โมงว่าจบทริปแล้วนะ จากที่อนนอยกมาก็ถ่ายรูปกันอย่างเดียว สาวๆบอกเหนื่อยแล้ว ปั่นกลับมา cafe’ velodome ดื่มน้ำให้ชื่นใจกว่า

จาก 10 โมง – บ่าย 3 ไปกลับได้ระยะทาง 2 กม. เอาไว้มาปั่นใหม่นะ ถ้าครบรอบเกาะอย่างที่ตั้งใจสงสัย 1 เดือนแน่เลย ปั่นสไตล์สาวโฟโต้ พี่เชื่อแล้วว่าน้องปั่นช้าจริงๆ

 
 พี่นัดวันนี้เป็นคนชวน เป็นคนนำทริป พี่คนนี้เมื่อปีก่อนแนนเพิ่งเริ่มชวนปั่นจักรยานเอง ติดใจ ทิ้งกลุ่มถ่ายภาพมาปั่นจักรยาน มาถึงวันนี้ชวนคนปั่นเยอะเลย  ^^

ยืดเส้นยามเช้าในทุกๆวัน

8 ม.ค.

เข้าสู่ปีที่ 8 ได้แล้วละ ของการปั่นจักรยาน เร็วมากๆเลยนะ สะสมระยะไมล์มาได้นานขนานนี้ 365 x 8 = 2920 วัน – วันไม่ปั่น มากสุดๆเลยนะ ไม่น่าจะเกิน 50 วัน แต่นับครั้งยืดเส้นได้เลยนะ !

เฮีย (พี่ชาย) ก็ทำให้ดูทุกครั้ง แต่เรากลับรู้สึกอายๆ แปลกจังทำไมตอนนั้นต้องอายเวลายืดเส้น ก่อนปั่นและหลังปั่น ดูเป็นเด็กอนามัย มองไปไม่เห็นมีใครทำ หรือเขายืดกันมาจากบ้านแล้วเราไม่รู้ จะทำก็ต่อเมื่อเกิดอาการแล้วจริงๆ แบบปั่นทางไกล จนปวด หรือตึงไปหมด 

ปัญหาอีกข้อ คือ ไม่รู้ว่าต้องทำท่าไหนบ้าง ทำแค่นี้มันช่วยได้จริงๆหรอ เราปั่นทุกวันก็แข็งแรงดี ไม่เป็นหวัดแล้วนิ กว่าจะรู้กว่าจะเข้าใจ ว่ายืดเส้นสำคัญไฉน ยืดเส้นอย่างมั่นใจ ไม่อายใครๆ มันเริ่มมาจากได้ไปเป็น นร. โรงเรียนต้นไม้ มีวิชายืดเส้นอยู่ในหลักสูตรด้วย อ.ที่สอนก็เป็นนักกายภาพของ รพ.สมเด็จเจ้าพระยา สอนทีละท่า ทำเอารู้หลัก 1-10 เป็นขั้นตอนแบบนี้ง่ายขึ้นเยอะ พร้อมทั้งตอบทุกข้อสงสัย เจ้าหนูจำไม ได้กระจ่างชัดเจน จนเข้าใจและอยากบอกต่อ “เราควรยืดเส้นทุกวัน ก่อนทำภารกิจประจำวัน ไม่ว่าจะทำหน้าที่การงานอะไรก็ตาม ไม่เฉพาะคนที่เล่นกีฬา” เพราะจะช่วยลดการปวดเมื่อยเอ็นและกล้ามเนื้ออักเสบได้เยอะเลย 

มันก็มีขี้เกียจบ้างในวันที่เร่งรีบออกจากบ้าน แต่ ก่อนขึ้นปีนต้นไม้ไปตัดแต่งกิ่งในวิชาเรียน จะมีการยืดเส้นพร้อมกันทุกคน นับเสียงดังด้วย ความอายหายไปเพราะคนทำ พอทำแล้วก็รู้สึกดี ตลอดการอบรมเกือบ 1 เดือน มันเลยการเป็นส่วนหนึ่งของในสารระบบ คล้ายๆทำครบ 21 วันจะติดเป็นนิสัย 

รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเยอะ ก็จะยืดเส้นก่อนปั่น หรือตื่นนอนตอนเช้าแบบไม่อายใคร ตรงไหนก็ทำได้ ใครจะมองว่าแปลก ก็ไม่สนใจ มันเป็นการป้องกันอุบัติเหตุของเอ็นและกล้ามเนื้อได้อีกทาง

ทุกๆท่า ต้องทำช้าๆ ค้างไว้ในตำแหน่งตึงสุด นับ 1-10 แล้วค่อยเปลี่ยนท่า ง่ายมากๆ มาเริ่มกันเลย

1. หมุนไหล่ หน้า 10 ที หลัง 10 ที

2. หมุนเอว ซ้าย 10 ที ขวา 10 ที

3. หมุนเข่า ซ้าย 10 ที ขวา 10 ที

4. ยกมือขึ้นสุดประสานเหนือหัว บิดตัวไปทาง ซ้าย ค้างไว้ 10 วิ บิดตัวมาทางขวา ค้างไว้ 10 วิ

5.  ยกมือขึ้นสุดประสานเหนือหัว เอียงตัวไปทาง ซ้าย ค้างไว้ 10 วิ เอียงตัวมาทางขวา ค้างไว้ 10 วิ

6.  ยกมือขึ้นสุดประสานเหนือหัว ก้มตัวลงมาข้างหน้า มือยืดให้ตึงสุด มือประสานกันอยู่นะ หัวเงยมองไปข้างหน้า ค้างไว้ 10 วิ

จากนี้สงสัยต้องมีภาพประกอบ อธิบายคงยากไปหน่อย

7. ยืดต้นแขน 

8. ยืดหลังแขน

9. ยืดต้นขา

10. ยืดน่อง

มีนัดพอดี เอาไว้แค่นี้ก่อนนะ ไว้มาลงภาพประกอบอีกที 

ไปปั่นกาญจน์กันเถอะ

27 มิ.ย.

ไปปั่นกาญจนบุรีกันเถอะ ถ้าชอบความเขียว ชอบธรรมชาติ ขอแนะนำนะคะ

ทริปนี้ที่ได้กลับไปกาญจน์อีกครั้งต้องขอบคุณอาศรมศิลป์ที่ชวนไปสำรวจทางค่ะ เหมือนได้กลับบ้านแบบนั้นเลย เพราะเริ่มหลงไหลกลับมาปั่นจักรยานอีกครั้งก็เพราะจังหวัดนี้แหละ

1

2

3

การเดินทางถ้าให้ได้รสชาติก็ต้องมาด้วยรถไฟนะคะ ช้าหน่อยแต่ได้บรรยากาศเมืองกาญจน์ดีค่ะ ตอนนี้ทางการรถไฟมีบริการตู้โดยสารจักรยานแล้วนะคะ ทริปนี้ก็เลยได้ลองใช้บริการตู้ขนจักรยานของการรถไฟ ข้อดีของการนั่งรถไฟ คือ เดินไปมาคุยกับเพื่อนๆได้ แค่นี้ก็สนุกแล้วค่ะ มีแค่นิดหน่อยเองค่ะที่การรถไฟต้องปรับปรุง คืออยากให้มีทางลาดเข็นจักรยานขึ้นลง และสายล็อกที่แน่นหนาเวลายกขึ้นแร็ควาง ส่วนเรื่องรถไฟเลท ถ้าแก้ได้ก็สุดยอดเลยค่ะ

เก็บของเข้าที่พักแล้วตามแนนกับแจนไปปั่นได้เลยค่ะ เส้นทางที่แนะนำเน้นสำหรับมือใหม่ ขาอ่อน ปั่นชิวล์ กินลม ชมเมืองกาญจน์นะคะ ส่วนขาแรงเปิด google map แล้วยิงเลยค่ะ จะเขื่อนหรือ สังขละ ก็ตามแต่กำลังขา

จุดที่นักท่องโลกแบกเป้ชอบมาพัก คือ โค้งปะปา เปรียบได้กับ ถ.ข้าวสาร ในกรุงเทพค่ะ บรรยากาศเดียวกันเลย ผับ บาร์ ร้านอาหาร เกสต์เฮาสต์เพียบ แค่ปั่นจากจุดเริ่มสะพานข้ามแม่น้ำแควนะคะ ซอยตามถนนเส้นนี้จะเป็นชื่อประเทศ น่าจะเพื่อรำลึกถึงทหารนานาชาติที่เคยมาสู้รบเมื่อครั้งสงคราม เราไม่ต้องเลี้ยวไปซอยไหนนะคะ ตรงอย่างเดียวจนเห็นโค้งประปา ปั่นไปตามทางถึงแยกแล้วเลี้ยวขวาค่ะ

12

13

9

10

11

ช่วงประมาณหลังสุสานสัมพันธมิตร เราจะเจอ Bicycle Cafe’ ค่ะ เป็นร้านที่จุดประกายวัยรุ่นเมืองกาญจน์ให้มาปั่นจักรยานกัน งานนี้ต้องขอบคุณพี่ไก่ เจ้าของร้านผู้ปลุกปั่นและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ แวะนั่งคุยเล่นดื่มน้ำ สอบถามเส้นทาง ช่วยดูจักรยาน หรือระหว่างทางต้องการช่างไป service พี่ไก่และทีมงานก็ยินดีค่ะ และที่นี่เราได้เจอน้องเป้ นักปั่นเจ้าถิ่นค่ะที่มารอร่วมทริป จากนั้นแนนก็เลยชวนเป้ไปด้วยกัน

23

a1

25

19

ตั้งใจไว้ว่าจุดหมายแรกต้องขอมาไหว้ศาลหลักเมืองฝากเนื้อฝากตัวให้ท่านช่วยคุ้มครองความปลอดภัยก่อนค่ะ แถวนี้ีมีมุมน่าถ่ายรูปเยอะเลย ตั้งแต่กำแพงเมืองเก่า ที่ทำการไปรษณีย์หลังเก่า

a2

5

6

และแล้วเส้นทางก็เปลี่ยนทันทีเมื่อแจนไปเจอป้าย “หาดทรายชุกโดน” แนนจะกะไปท่าเรือชุกโดน อยากรู้ว่าข้ามแล้วจะไปไหนต่อ สรุปแล้วไม่ไปต่อละคะ อยากโดดลงเล่นน้ำกับเด็กๆทีเดียว อ๊ายย มีสไลเดอร์ด้วย มีดึ๋งๆ ด้วย อยากเล่นจัง มองไปไกลๆก็เห็นภูเขา มองไปข้างๆ ก็มีเรือเป็ดในปั่นเหมือนในสวนลุม แต่ที่นี่แม่น้ำจริงๆ ที่ดูปลอดภัยมากๆ มีกั้นพื้นที่ไม่ให้เด็กๆว่ายไปลึกเกิน เห็นแล้วรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตดีจัง โดกับธรรมชาติไม่ใช่สระว่ายน้ำ อยากบอกว่าชีวิตเด็กๆดีกว่ากรุงเทพฯ อีกนะ อากาศก็ดี ที่เล่นก็เยอะ แนนกลัวจะเปียก แต่แจนนี่สิอดใจไม่ได้กางเกงก็ถกไม่ได้ แต่ใจไปแล้วเลยทิ้งจักรยานถอดรองเท้าถุงเท้าลุยน้ำไปเลยเข่า แจนบอกว่าปั่นไปเดี๋ยวก็แห้ง น้องเป้บอกว่าผมเคยเล่นตอนเด็กๆ สนุกดี แสดงว่ามีมานานมากๆแล้วสินะ

a3

a4

26

ต้องขอบอกว่าวัดเราก็แค่ปั่นผ่านจอดแวะถ่ายรูปนะ เพราะพวกเราถูกสีเขียวของธรรมชาติดึงดูด แบบว่าจอดดูต้นไม้ใหญ่ ดูทุ่งนา ดูสวน ดูชีวิตผู้คน สังเกตรายละเอียดรอบๆที่ปั่นผ่าน

29

21

a6

a7

เรามาปั่นต่อที่เส้นทางเลาะริมแม่น้ำ ผ่านสะพานสองแควที่สั้นมากๆ  มีร้านเหล้าบาร์เยอะมากและบริการแพก็เยอะ มองมุมสูงจากสะพานสมเด็จพระสังฆราชจะเห็นชัดเจนมากๆ ว่าเยอะขนาดสองฝั่งน้ำ ข้ามสะพานลงมาดีกว่ามาดูสวนสาธารณะที่คนกาญจน์ออกกำลังกายกัน กว้างใหญ่แบบเครื่องบินลงได้เลย แจนเห็นแม่น้ำกว้างใหญ่บอกว่าทำไมที่นี่ไม่ทำสนามบอลลอยน้ำเหมือนเกาะปันหยีนะ

a8

a5

รู้สึกชื่อสนามกีฬาที่นี่เท่กว่าที่ไหนๆ สนามกีฬาสมเด็จพระญาณสังวร เราจะไปไหนก็ต่อนะ อ๋อ เป้าหมายของเราไปวัดถ้ำเขาปูน ดูท่าทางไม่น่าไกลนะ ตลอดทางนึกถึงสนามเขียวสุวรรณภูมิเลย ถ้าได้ร่มรื่นแบบนี้ละก็สุดยอด ยังบอกน้องเป้ว่า ชาวกรุงคงอิจฉานะมีเส้นทางปั่นเรียบและร่มรื่นแบบนี้ เก็บรักษาดูแลต้นไม้ใหญ่ให้ดีนะ อย่ายอมให้ใครมาตัดทำลาย

a9

24

จะว่าไปไฮไลท์ที่ไม่ได้อยู่ในแผนก็ได้นะ เราเจอฝูงวัวกำลังกลับไร่ มอ มอ เสียง กรุบกรับๆ ดังมาจากกระดิ่งที่ห้อยคอ น่ารักจัง เป็นกระดิ่งไม้ น่าเอามาติดจักรยานบ้างจัง  มีกลัวที่ไหน แจนบอกว่ากล้าไปปั่นไปใกล้ๆ ถ่ายรูปให้สวยมาก ได้ๆ เริ่มจากปั่นไปใกล้ๆ เจ้าของวัวก่อน ทักทายสวัสดี เจ้าของบอกว่าตัวหน้าสุดนี้ไม่ยอมให้ใครในฝูงแซงนะ มีขวิด แล้วจักรยานสีแดงคันนี้มันจะแสบตาไล่มาขวิดไหม แนนลองชลอเพื่อจะขอถ่ายรูปใกล้ๆ ไม่ทันไรวัวก็วิ่งมาไล่ทัน เราแยกกันตรงแยกเข้าสวนพอดี คิดว่าจะไปด้วยกันถึงวัดซะอีก

22

ก่อนจะถึงวัดเราเจอเนินแล้ว ทางขึ้นวัดปรับเกียร์เบาๆ หมุนขาไปเบาๆ ไม่นานก็ถึง ตัววัดดูยังไม่น่าสนใจสำหรับเรา เพราะอยากรู้ว่าสุดทางมีอะไร ถึงจะเจ้าถิ่นจะว่าไม่มีอะไร แนนบอกแจนว่าขอไปดูจุดสูงสุดของทางก่อนว่าเห็นอะไร ถ้าไม่มีอะไรเราค่อยไปต่อ และแล้วก็พบความงามแบบว่าต้องบอกต่อ เป็นวิวโค้งน้ำที่สวยมาก ปั่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นคงจะฟินสุดๆ น้องเป้ยังบอกว่าผมเกินมายี่สิบกว่าปีเพิ่งรู้จักที่นี่วันนี้ ไว้ต้องพาเพื่อนมาดูบ้าง

30

28

18

 

c9

ขากลับไหลลงจากเนินที่ปั่นขึ้นไปชมวิว แล้วก็มาหยุดตรงนี้ดูน่าจะสนใจมาก เพราะชื่อวัดบอกว่ามันน่ามีอะไรมากกว่านี้ ใช่แล้ว เราจะไปเที่ยวถ้ำกันต่อ ค่าเข้าพระบอกว่าช่วยบำรุงวัด ยี่สิบบาท เดินเข้าไปหน่อยก็ลงบันได แค่นั้นก็ได้กลิ่นขี้ค้างคาวแล้ว เข้าไปก็ลงสัยว่าทางเข้าเล็กนิดเดียวเอง พระองค์ใหญ่มากมาตั้งประดิษฐานอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มีเด็กๆที่เป็นคนท้องที่บอกว่า มาสร้างในนี้พี่ นั่นสินะ น้องสองคนน่าจะอยู่ประถมแค่นั้น อาสานำทางให้ บอกว่าผมไม่คิดเงิน เราเลยได้ไกด์นำทาง ถ้ามั่วเองกับแจนอาจจะยังไม่ได้ออกมา ข้างในถ้ำเดินแล้วสนุกดี อาจเพราะเราชอบปั่นทางแคบๆ คราวนี้ได้เดินทางแคบๆ มุดบ้าง หัวหลบบ้าง แล้วก็คิดว่าใครนะช่างขุด แต่มันน่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้มากกว่า

b1

ที่จริงๆก็ิอยากไปต่อแต่เวลาไม่พอ ขากลับเราได้เจอวัดเจ้าแม่กวงอิมด้วย แจนขอแวะเพื่อไปสักการะให้ฐานะลูกศิษย์ โชคดีได้เป็นที่หลบฝนให้พวกเราไปด้วย

40

b2

b3

39

ได้เวลาที่เราต้องกลับไปที่พักตามนัดรายงานเส้นทางปั่นกับทีมงานแล้ว แนนบอกน้องเป้ว่าทางไม่ซ้ำกับที่เราปั่นมานะ น้องเป้จัดหัด ถนนสายเล็กๆ โล่งๆ สองข้างเป็นสวนผัก แนนเลยได้ลองทดสอบทรงตัวด้วยการปล่อยมือปั่น ได้ 5 วินาที ฟิ่วๆ ปั่นกันไปลมพัดกระทบหน้าเย็นสบาย แจนบอกว่านี่ปั่นมาจะจบทริปแล้วยังไม่มีเหงื่อเลยนะวันนี้ นั่นสิอากาศดีมากไม่เจอแต่โหดๆ เจอแค่ฟ้าครึ้ม

b7

b8

 

b9

b6

b5

และแล้วแจนก็หักเลี้ยวลงข้างทางแบบตั้งใจ เพราะโดนสีเขียวถึงดูดเท่านั้นเอง แนนก็สนุกตามเรื่องไปด้วยใจอยากจะปั่นไปใกล้ๆภูเขา ทุกทีทุกครั้งชอบมากตรงไหนแฉะฉันปั่นไปหา รู้ว่าเละก็จะลุย ลืมไปว่าคันนี้จักรยานพับนะ ไม่ทันแล้วละ ขากลับแจนบอกให้ยกแนนก็ยังเดินไปย้ำที่แฉะอีกจนได้ ฮ่า ฮ่า ได้ดินติดเต็มล้อและรองเท้า แจนบอกให้ขูดกับหญ้า คราวนี้เลยได้หญ้าติดมาด้วย พร้อมปลูกที่บันได ^^ สนุกให้เต็มที่เสร็จแล้วก็แค่เอาน้ำล้างก็ออก

17

b4

แล้วก็เราต้องจอดอีกครั้งเพราะบึงบัวสวยจัง คนแถวนั้นอาจมองว่าไม่มีอะไร แต่การปั่นจักรยานทำให้บึงบัวดูน่าสนใจขึ้นมาเลย

b10

16

มีคนออกกำลังกายบนสะพานด้วย แต่อยู่บนสะพานเก่านะ สวนสะพานใหม่ก็มีแต่พวกเรา ทำเอาต้องขอย้อนกลับไปใช้สะพานเก่าชมแสงตะวันอยู่พักใหญ่ กระโดดถ่ายรูปเล่นกับแสงเงา แล้วค่อยกลับเข้าไปรายงานตัว ใช้เวลาจนคุ้มนาทีสุดท้าย ได้เวลานัดหมายพอดี

คืนนี้เราจะออกไปปั่นกันอีก หลังจบการประชุมกลุ่ม เราออกปั่นเที่ยวตลาดโตรุ่ง แต่ด้วยความที่อิ่มท้องมากทำให้ได้แต่ดูๆ แล้วก็ปั่นกลับ พอใกล้จะถึงที่พักแนนก็บอกแจนว่าหิวจัง ในที่สุดเราก็มีมื้อมิดไนท์ ส้มตำทอด นมปั่น และ ขนมปังเนยช็อก กลับที่พักตัวกลมอีกแล้ว🙂

c1

c3

c2

43

เข้าวันรุ่งขึ้นเราตั้งใจจะไปดูต้นไม้ใหญ่ แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนแผนเพราะตื่นสาย เราเลยมาเก็บตกสถานที่ในเมืองที่ยังไม่ได้ปั่นไป เริ่มจากความสนุกของการปั่นข้ามสะพานข้ามแม้น้ำแคว หลายครั้งเคยเดินมาแล้ว ครั้งนี้ขอปั่นข้ามบ้าง ความน่ากลัวลดลงมากหลังจากมีเหล็กมาปิดบังระหว่างหมอนรถไฟไม่ให้มองลงไปตามล่อง ที่เห็นแม่น้ำสูงห่างจากสะพานตามลำดับน้ำขึ้นน้ำลงแล้วเสียว แต่ปลายทางมีไม่มีอะไรกั้นตอนปั่นก็ยังเสียวนะ ทั้งๆที่รู้ว่าเราก็แค่ปั่นตรงๆ พอมองลงเสียวแว๊บ แต่สนุกต้องลอง

45

44

42

38

สุดทางอีกฝั่งมองลงไปใต้ทางรถไฟเราเห็นต้นไม้ใหญ่สวยจัง ข้างๆดึงดูดความสนใจแจนมากเพราะมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่สง่าที่มองเห็นแต่ไกลตั้งแต่ฝั่งนู้น พวกเราขึ้นไปดูข้างบนกัน แจนบอกว่ายังไม่เบิกเนตรเลยนะ พระทั้งหมดยังห่อผ้าสีแดงไว้ และช่างก็ยังทำศิลปะกรรมปูนปั้นที่ฝาผนังอยู่ คาดว่าน่าจะเปิดให้ทันกินเจปีนี้นะ

32

จุดหมายต่อไปกล้วยปิ้งท่ารถ จัดไปเลย 5 ถุง รู้สึกมีความสุขกับการได้กล้วยปิ้งราดน้ำเชื่อมที่นี่มากๆ

31

จากนั้นเราจะปั่นไปสัมผัสบรรยากาศถนนคนเดินปากแพรก เราตั้งใจจะไปนั่งชิลกับร้านกาแฟ แต่ไปสั่งน้ำอ้อยปั่นแทนนะ เพราะรู้สึกว่าปั่นมาเห็นไร่อ้อยเยอะ น่าจะเป็นเครื่องดื่มขึ้นชื่อของที่นี่ แล้วก็ไปกินอาหารญี่ปุ่น เกี่ยวอะไรไม่รู้ แต่ตอนเช้าถึงกลางวันของกินเมืองกาญจน์ไม่ค่อยเปิดร้านกัน และเหมือนจะเป็นอาหารหลักของที่นี่เลย ปั่นไปเห็นแต่ร้านขายสเต็ก หรือเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบกัน แต่แจนไม่กินเนื้อสัตว์เลย ตัวเลือกมีแค่ปลา

c5

c6

แล้วปั่นไปเก็บตกวัดที่ผ่าน ไปถ่ายรูปกับมุมสวยๆ นะ

c7

34

เส้นทางรวมสองวันไม่ไกลนะอยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตร จากสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อนๆจะไปเช่าจักรยานที่นั่นปั่นเล่นก็ได้สบายๆ ทริปสองวันสำรวจกาญจน์ต้องของคุณอาศรมศิลป์ และน้องเป้ อีกครั้ง แจนแจนประทับใจจนอยากกลับมาปั่นอีก ส่วนแนนเองก็อยากไปสำรวจเส้นทางเมืองกาญจน์เส้นอื่นๆ อีก ไว้นั่งรถไฟมาใหม่