ลุ้นกับรถไฟ…เมื่อไรจะถึง

24 มี.ค.

ทริปนี้ลองมาแบบแบ็กแพ็ค ตามน้องกลับบ้านที่เชียงใหม่ 

  
ตามกำหนดการตารางรถไฟ 9.25 น. ออกจากสถานีหัวลำโพง 10.29 น. ถึงสถานีดอนเมือง 11.30 ตามเวลาในตั๋วเครื่องบิน 1 ชม. เหลือๆ ที่เผื่อให้เลทกับการนั่งรถไฟ

  
9.30 น. น้องรายการตัวว่าถึงสนามบิน แต่รถไฟพี่ยังไม่ออกจากหัวลำโพง 9.38 น. รถไฟออก สบายๆ เดี๋ยวพี่ก็ถึงบอกน้องว่านั่งเล่นไปก่อน 10.00 น. รถไฟถึงบางซื่อ จอดนานเลยทีนี้ คาดว่าสายแน่งานนี้วิ่งแน่ วิ่งคนเดียวก็พอ บอกน้องว่าให้เข้าไปก่อน เธอบอกจะรอ ตกเครื่องก็ตกด้วยกัน

  
10.15 น. ยังคงอยู่บางซื่อ บอกอีกครั้งให้น้องรีบไปออกตั๋ว แล้วดูให้หน่อยว่า gate ที่เท่าไร รีบวิ่งเข้าไป เดี๋ยวตกเครื่องจะได้ซื้อตั๋วใหม่แค่คนเดียว เวลานั้นเราทำใจหาดูตั๋วรอบถัดไประหว่างทางแล้ว หรือนั่งรถไฟไปยาวๆดี แต่ไปให้ถึงค่อยคิดหาวิธี ระหว่างนั้นมีชายหนุ่มวัยกลางคนมาชวนคุยนั่นนี่ว่าจะไปไหนลงที่ไหน คือเวลานี้ไม่มีกระจิตกระวจคุยตอบคำถามอะไรเลย กำลังลุ้นว่าทันไหม
10.38 น. ถึงหลักสี่ อีกหนึ่งสถานีก็ดอนเมือง จะหาวินมอไซด์ให้บิดซิ่งไปดีไหม ระหว่างนั้นก็ถามน้องไปว่าเขาประกาศเรียกขึ้นเครื่องหรือยัง ถ้ายังก็น่าทันอยู่ 10.41 น. รถไฟกำลังออกจากหลักสี่ แอบมั่นใจว่าน่าทันเพราะเครื่องบินชอบออกเลทประจำ 10.49 รถไฟก็มาถึงสถานีดอนเมือง วิ่งอย่างเดียวทันทีที่ลงรถไฟ วิ่งไม่เท่าไรก็เดิน หายใจไม่ทัน 
คิดว่าโชว์ตั๋วจากมือถือก็ขึ้นเครื่องได้ รีบวิ่งไปที่จุดตรวจกระเป๋า โชว์หน้าจอมือถือแต่ไม่ผ่านโดนสั่งให้ไป print เป็นกระดาษออกมา รีบวิ่งมาที่เค้าเตอร์ของสายการบิน บอกว่าเครื่องจะออกแล้ว น้องเจ้าหน้าที่ก็ร้อนรนตาม แต่ทุกอย่างต้องตามคิว ได้ตั๋วแล้วรีบวิ่งกลับไปจุดตรวจกระเป๋า แถวยาวๆ 

  
ดีที่มีน้องเข้าไปก่อนแล้วช่วยรายงานว่ายังไม่เรียกขึ้นเครื่อง ก็ต่อแถวยาวๆตามคิวไป ดูแต่ละคนใจเย็นมาก เรานี่รีบสุดๆ พ้นจุดนั้นก็เด็นเร็วๆก้าวยาวๆ แซงทุกคนทางเลื่อน จนมาถึง gate แบบเหงื่อท่วม หยดติ๋งๆ ทางสายการบินก็ยังไม่ประกาศเรียกขึ้นเครื่อง เย่ๆ
ในที่สุดก็ทัน แต่การหวังพึ่งการเดินทางโดยรถไฟคงต้องเผื่อเป็น 2 ชม. แล้วละ ^^

ไฮเวย์ เฮฮา

21 มี.ค.

ฝากน้องจองตั๋ว เมื่อต้นปี มาดูเมื่อกี้ พรุ่งนี้เดินทาง 
ไหนขอดูใบจองสิ เอ้ยทำไม บ. ไฮเวย์ ไม่มี booking no. ไม่มีชื่อ จะได้ไปไหม โทรไปหา call center ด่วนเลย 

– โทรหาร้านในบิล ไม่มีใครรับสาย

แนนหาเบอร์ในเนตโทร แค่จะขอ booking no. เอามา check in online กระทู้แต่ละที่มีข้อมูลจองตั๋วและจ่ายเงินแบบเราก็ชื่อ thai… กันหมดเลย 

แน่ใจนะว่าจองสายการบินนี้ 

น้อง – จำได้ว่าใช่นะ

สายติดแล้ว

บิล มันขึ้น บ. ไฮเวย์ ไม่มี booking no. ไม่มีชื่อ จองและจ่ายเงินไปแล้วค่ะ 

– ดูใต้ชื่อ Thai… มีไหมคะ

ไม่มีค่ะ ขึ้น บ. ไฮเวย์ tax id 

น้อง – ชักไม่แน่ใจ สงสัยจองสายการบินไฮเวย์ 

เอ้ย มีสายการบินนี้ตั้งแต่เมื่อไร !

น้อง – เพื่อนเขาเคยบินก็เอาใบเสร็จไปแสดงที่ สนามบิน check in ได้นะ

แต่เราจะ check in online เผื่อไปสายไง

เจ้าหน้าที่ยังอยู่ในสาย ถามมาอีกครั้ง

– ขอนามสกุลผู้จอง วันที่บิล เที่ยวบิน

ung… พรุ่งนี้ 11.30 ช่วยส่ง email มาได้จไหมคะ

– ต้อง fax / email บัตรประชาชนส่งมา

แล้วถ้าจะขอแค่ booking no. ได้ไหมคะ

– Qxxxxx

น้อง – แต่เพื่อนเขาจองก่อนมันก็ขึ้น thai… นิ

ลองเข้า check in online 

เลือกสนามบิน กรอก booking no. และนามสกุล

– ระบบขึ้นนามสกุลผิด มีปุ่มกดกลับไปหน้าหลัก

เปิดดูหน้าที่น้องเคยถ่ายส่งมาให้ตอนจอง

เอ้ย นามสกุลสะกดผิด 

น้อง – วันนั้นหนูส่งให้ดูแล้วนะ พี่ตอบว่าเป็นตัวสติเกอร์มาว่า “โอเคครับ” 

แล้วกดไงให้ L เป็น N ได้นะ คนละบรรทัดเลย หรือเราพิมพ์ส่งไปผิด ไม่น่าใช่ ถ้าเป็น K หรือ J ยังพอน่าเชื่อ 

น้องมาพิพม์นาสกุลพี่ผิดได้ไงเนี่ย

น้อง – แต่พี่บอกโอเคเองนะ

ลองเข้า check in online และกรอกแบบผิดๆ สรุปว่าผ่าน ได้ตั๋วมาแล้ว

ไม่แน่ใจว่าจะได้บินไหม โทรหา call center อีกครั้ง ตัวเดียวคงไม่เห็นมั๊ง ไม่น่าเป็นไร

– สะกดผิด บินไม่ได้ครับ

แล้วทำไงคะต้องบินวันพรุ่งนี้

– ต้องถ่ายบัตร ปชช ส่งมา ตาม email แล้ว 5 นาที โทรมาแจ้งนะ ระบบจะปิดทำการ 3 ทุ่ม 

ขณะนี้เวลา 8.50 pm เหลือ 10 นาที รีบส่ง email รออีก 5 นาที โทรไป

– ไม่ได้รับ email ครับ ขีดกลางนะ รอส่งใหม่

ส่งอีกครั้ง 

– ระบบจะแก้ให้นะครับ รอรับ email

Refresh หน้าจอหลายทีไม่มี email เข้า รอดูพรุ่งนี้เช้า
โทรหาการรถไฟ จองเผื่อไว้อีกทาง 

– ขณะนี้เจ้าหน้าที่เต็มทุกคู่สาย แล้วเพลงรอสายก็ดังขึ้น “ปั่นๆ จักรยานไป ปั่นๆจักรยานกัน ทางจะใกล้หรือไกลไม่สำคัญ มันอยู่ที่หัวใจ” ร้องซ้ำๆ สลับกับบอกเจ้าหน้าที่ไม่ว่างรับสาย
ปั่นๆ จักรยานไป ปั่นๆจักรยานกัน ทางจะใกล้หรือไกลไม่สำคัญ มันอยู่ที่หัวใจ ^^
แต่รอบนี้ไม่พร้อมปั่นจาก กทม. นะสิ ^^
5 ทุ่มโทรไปอีกครั้ง สายติดมีคนรับ แต่ระบบจะเช็คราคาตั๋วให้ได้ตอน เที่ยงคืนครึ่งนะ
หรือเราจะไปสายการบิน ไฮเวย์ ดีนะ ^^ เอ้ย มันยังไม่เปิด เฮ้ย มันยังไม่มี !
น้องก็ย้อนดูใน line ที่เคยส่งรูป
– มันคนละใบเสร็จอะพี่

แล้ว บ. ไฮเวย์ นี่มันใบอะไร

– ใบค่างวดมอไซด์หนู

–”

เชื่อสนิทเลยเรา คิดว่าชื่อกิจการกับชื่อบริษัทคนละชื่อ หลายที่ตั้งชื่อบริษัทไม่ตรงเยอะแยะ

ตกลงคือเรา ! ^^

ขอไปสักครั้ง ยะลา

13 มี.ค.

3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ใครๆก็กลัว แต่แนนอยากไป ชวนใครก็มีข้ออ้างตลอด ทริปไม่ได้คลอดสักที เพื่อนใน f เจ้าถิ่นก็มี ทุกคนก็ดูใช้ชีวิตปกติ ปั่นได้ปั่นสบายดี ข่าวที่มีกับภาพจริงที่เห็น ใจมันร้องอยากไปเห็น สัมผัส ของจริงด้วยตัวเองเหลือเกิน

“พี่ชวนแนนไปด้วยนะครั้งหน้า” เมื่อเห็นพี่กบโพสว่าอยู่ยะลา ข่าวในสื่อทำเอาโดนที่บ้านขัดใจทุกครั้งเมื่อเอ่ยว่าอยากลงใต้ เสียงระเบิดที่ราชประสงค์และสาทร ทำให้ความรู้สึกเสมอภาคของความปลอดภัยของกรุงเทพ กับ 3 จังหวัดชายแดนใต้เกิดขึ้น เมื่ออยู่กรุงเทพก็สัมผัสระเบิดได้ไม่ต่างกัน กำแพงกั้นของความปลอดภัยในใจทลายลง มีแค่ความห่วงใย “ไปยะลา ดูแลตัวเองดีๆ นะ” เย่



จัดกระเป๋าเตรียมพร้อม รอบนี้ไม่ต้องขนจักรยานไป เพราะทางเทศบาลมีให้ยืม งานนี้ตามพี่กบไปทำงานสำรวจทาง ยิ้มแก้มปริยิ่งกว่าทริปไหนๆ มีความสุขมากมายตั้งแต่ออกเดินทาง ตื่นแต่เช้าขึ้นรถไฟ เผื่อเวลารถไฟเลทไว้เต็มที่ ถึงดอนเมืองก่อนเวลานัดกับพี่กบ 2 ชั่วโมง 45 นาทีจากหัวลำโพง สะดวกมาก แค่เดินจากบ้าน ซื้อตั๋ว 20.- จอดตรงข้ามสนามบิน เดินข้ามสะพานลอยก็ถึง ตลอดมาเลือกบ้นสุวรรณภูมิ เพราะสะดวกดีมี APL แต่หารู้ไม่ดอนเมืองก็สะดวกไม่ต่างกัน

จากหาดใหญ่พวกเรามีรถตู้จากเทศบาลมารับ พี่กบและทีมงานดูสนิทกับเจ้าหน้าที่มากๆ น้องพลอย และ เจ๊จอย เล่าเรื่องสนุกชวนหัวเราะให้ยิ้มแก้มปริตลอดทาง


  

ความกังวลเรื่องอาหารว่าจะเผ็ดหรือกินไม่เป็นลืมไปได้ เมื่อทีมงานรู้ว่าสามารถกินแบบไหนได้ ก็สรรหาคัดเลือกร้านที่เข้าเกณฑ์ จนต้องระวังจะกินเยอะเกินการใช้พลังงาน

ตลอดทางเพลินตาไปกับสองข้างทางที่เขียนร่มรื่นด้วยเงาไม้ ต้นไม้สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของทุกอย่าง มีป่ามีน้ำ มีน้ำมีปลา มีน้ำมีนา มีน้ำมีพืชผักผลไม้ มีต้นไม้มีสัตว์ เป็นวงจรชีวิตวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต

รถตู้จอดที่เทศบาล แผนที่ดูจะหายาก ถึงกับเจอคำถามว่าจะดูที่นี่หรือเอากลับ ในใจคิดว่า “แผนที่เส้นทางปั่น” คือสิ่งที่อยากฝากไว้ให้ แต่ต้องขอเวลาเก็บข้อมูลก่อน ที่เที่ยวที่ไหนน่าสนใจ ร้านอร่อยมีที่ไหน จุดไหนน่าถ่ายรูป

เปิดประชุมระดมความคิดกับเจ้าหน้าที่ ขอพิกัดคร่าวๆ เรื่องราวที่น่าสนใจ ปักหมุดลงในกระดาษที่ปริ้นท์ผังเมืองยะลาออกมา มีข้อมูลแล้วก็อยากออกปั่น แต่พี่ๆบอกให้รอเย็น แดดอ่อนตัวก่อน รอทางเทศบาลเลิกงาน กลับบ้านเปลี่ยนชุดพร้อมปั่น

    


ทุกคนพร้อม ตลอดมาไม่เคยได้ยินข่าวเรื่องการปั่นของเจ้าหน้าที่ที่นี่ ข้อมูลที่มีหาไว้รู้แต่ว่ามีสวนสาธารณะอยู่ไม่ไกลชื่อ สวนขวัญเมือง ใครนั่งประชุมด้วยกันเมื่อกี้ขอให้ปั่นด้วย เจ๊จอย ก็เลยจำต้องปั่น รวมกันก็ได้เกือบสิบคัน


  
 

   
ตามใจคนนำจะไปไหนเราก็ตาม จะพาไปไหนไม่รู้หรอก ปั่นตามอย่างเดียว คำถามและคำบรรยายมีมากมายตลอดทาง เพราะกอบกับเรื่องเล่าในที่ประชุมอยากเห็นของจริง สิ่งที่ทำให้อยากมายะลา คือ ผังเมืองมุมสูงที่อยากเห็น คงต้องขึ้นเครื่องบิน จุดสูงสุดที่ชมเมืองยะลามุมสูงที่ไปถึงได้ “เขาหัวล้าน” สู่เขาที่เขียวเต็มไปด้วยต้นไม้เพราะเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตร จากเขาที่โล้นก็มีการปลูกพืชผักต้นไม้
ยังไม่ถึงยอดก็อยากจอดถ่ายรูปแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี ระหว่างจอดถ่ายรูปก็เจอนักปั่นตามขึ้นมาหลายคัน มีทั้งแบบครอบครัว และกลุ่มนักปั่น ทายสิขึ้นมาถึงสุดทางเราเจอใคร ?

   
  
  

เจ๊จอย แนะนำให้รู้จัก “ปลัด” ชื่อยากนิดหน่อย กฤษฑวัฏ ได้แค่สวัสดีและขอถ่ายรูปคู่ และรูปหมู่ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินฟ้ายังไม่มืดสนิทก็ปั่นลงเขากัน ทำความเร็วได้ดีและสนุกมาก ฟ้าเริ่มมืดไฟถนนเริ่มติดสว่าง ปั่นอย่างช้าๆ สังเกตุถนนไปตลอดทาง ฝาท่อที่นี่อยู่บนฟุตบาท ปิดสนิทเนียนเรียบ ขยะไม่มีให้เห็น ถนนเรียบไร้หลุมดักล้อ เลนถนนกว้างมาก “share the road” กันในสายเลือด 

   

    
    
  
 
จะรีบไปไหน พักก่อนสิ จอดกินบัวลอยไข่หวาน และอาหารก่อน ขณะปั่นผ่านจุดที่สาธารณะสุออกเยี่ยมชุดชน ตรวจสุขภาพ รับฟังปัญหา นี่มันเวลาเลิกงานราชการไม่ใช่หรอคะเกือบทุ่มแล้ว เสียงเอ่ยถามจากความสงสัยของคนกรุงอย่างเรา คำตอบทำเอาชื่นใจแทนชาวบ้านทีนี่ “เราต้องมาตอนที่ทุกคนว่าง เสร็จงานแล้ว พร้อมให้ตรวจ” เวลามาก็นัดก่อนชาวบ้านก็ช่วยทำอาหาร กินไปคุยไปเป็นกันเองดี

  

        

ถ้าชิมเยอะกว่านี้ไม่มีท้องใส่ของอร่อยมื้อเย็นแน่เลย รู้สึกผิดที่กินเหลือ แต่ถ้ากินหมดตัวกลมแน่ๆ หลังจากเจ้าหน้าที่พาปั่นแยกย้ายกลับบ้าน ก็ได้เวลาลันลายามเย็น ตามหาของอร่อยเจ้าดัง คือ สลัดแขกอร่อยมาก สองจานเลยเรา โรตีทิชชู่ กรอบหวานอร่อยที่เข้าปากก็ละลายหายไป ถ้ามีสาขาในกรุงเทพต้องขายดีแน่นนอน ที่นี่ก็คนแน่นมาก ต้องมาจองโต๊ะกันก่อน มีอีกหลายอย่าง สะเต๊ะที่มีข้าวก้อน ข้าวยำ ชื่ออาหารภาษาถิ่น ที่ยังไม่เคยกินที่กรุงเทพ อีกหลายอย่าง อิ่มมากๆ
  
  

ปั่นย่อยก่อนกลับที่พัก ชมแสงไฟยามราตรี หอนาฬิกา We Love Yala ใช่เลย มาวันแรกก็หลงรักที่นี่แล้ว


  

4 ทุ่มบนถนนขากลับที่โรงแรม ดูเงียบ ไฟสว่าง สัมผัสจากความรู้สึกได้ว่าไม่น่ากลัวนะ แถมรู้สึกปลอดภัย มีทหาร ตำรวจ ประจำจุด


  
วันแรกยังสนุกลืมเวลาขนาดนี้ มาทำงานหรือมาเที่ยวนะ การได้ทำสิ่งที่รักให้เป็นงาน มันเหมือนเส้นความสุขขนานกับเส้นการทำงาน หรือบางครั้งซ้อนทับกันจนแยกไม่ออกแบบนี้นี่เอง ยังมีอีก 4 วันนะ

ระยะทางวันนี้ 16 กม. แค่นั้นเอง 

 
ขอบคุณเทศบาลนครยะลา พี่กุ้ง เจ๊จอย น้องพลอย และทีมงาน ขอบคุณพี่กบ พี่จั้ม ที่ให้โอกาสค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก พี่โอ๊ค ค่ะ

Route 12 เป็นไง

13 มี.ค.
  • “ไปเพชรบูรณ์ไหมแนน ?” เมื่อพี่น้ำเอ่ยปากชวน

“ไปค่ะ” ยังไม่เคยไป อยากเห็นที่เขาลำลือกัน เขาค้อ ทะเลหมอก


รถตู้ออกจากสวนลุม 2 ทุ่มกว่า มาถึงที่พักตี 1 กว่า หนาวจัง นี่เดือนมีนาคมนะ กว่าจะอาบน้ำนอนก็เกือบตี 2 นัดล้อหมุน ปล่อยตัว จุด start 8 โมง ระยะทางห่างจากที่พัก 2 กม. ปั่นไปตามทางที่ชื่อ route 12


เท่าที่เห็นระหว่างทางมองผ่านกระจกรถตู้ ทางสวยมาก ขึ้นแล้วลง เนินสูงต้ำสลับตลอดทาง แผนการก่อกำเนิดทันทีที่รู้ตัวว่านอนไม่อิ่ม 40 กม. ปั่นขึ้นเนินแบบนี้ ไม่รอดแน่ๆ


ความลับของแผนออกนอกเส้นทางถูกปิดไว้ นาฬิกาปลุกตอน 7 โมงเช้า แทบไม่อยากลุกจากที่นอน 7.30 ตื่นมาแปรงฟัน แล้วกลับไปนอนหลับตา อีกสิบนาทีลุกขึ้นมาเปลี่ยนชุด ให้ข้ออ้างตัวเองว่าก่อนนอนก็อาบแล้ว ออกไปปั่นก็เหงื่อออก กลับมาค่อยอาบ


เกือบ 8 โมง เข็นจักรยานออกไปหน้าห้องพัก โชคดีที่เป็นเนินพอดี ได้เวลาสนุกแล้วสิ ไหลลงส่งขึ้นอีกเนินถึงริมถนนใหญ่พอดี ปั่นย้อนทางขึ้นไปจุดเริ่มต้น ผ่านร้านข้าว ผ่านเจ้าหน้าที่คุมเส้นทางบนเนิน ทักทายคุยกัน พี่บอกอีก 2 กม. แต่ตอนนี้ 8 โมงกว่า เขาปล่อยตัวกันมาแล้ว ปั่นต่อไปเห็นเนินข้างหน้าก็เปลี่ยนใจ บังคับแฮนด์จักรยานหักเลี้ยวกลับมาจอดพักที่ร้านข้าว กะว่ากินอิ่มก่อนแล้วค่อยปั่นไปจุดเริ่มต้น


แม่ครัวไปจ่ายตลาดอีก 10 นาที ถึงกลับมา จะเปลี่ยนร้านก็ลังเล รอแล้วกัน เอาเป็นว่ารอดักถ่ายรูปตรงนี้ ไม่ต้องไปที่จุดเริ่มต้น แล้วค่อยปั่นตามไป ตรงไหนน่าสนใจหรือมุมสวยพร้อมจอดทันที ระหว่างรออาหารก็ได้ถามพี่เจ้าที่ถิ่นว่าแถวนี้มีที่เที่ยวอะไรบ้าง เสียงตอบสถานที่เที่ยวร่ายยาว แต่ที่ดูน่าจะไปถึงและกลับมาทัน 11 โมง คืนห้อง และพี่ย้ำว่าเป็นวัดที่สวยที่สุด ระยะทางจากที่เราอยู่ไปแค่ 5 กม. เอง


อิ่มแล้วมุ่งหน้าย้อนเส้นทางการแข่งขัน ข้ามถนนไปอีกฝั่ง ปั่นตามทางรถดีกว่า ไม่ควรผ่านจุด start เดี๋ยวจะโดนทักว่ามาผิดทาง เนินแล้วเนินอีก ความเร็วที่ใช้วัดได้เป็นหอยทากคลาน ผ่านร้านกาแฟและที่พักเยอะมากๆ ตลอดทางพาคิดว่าช่วงต้นปีอากาศเย็น นักท่องเที่ยวคงล้น


ตามป้ายไปใกล้ถึงแล้ว


“วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เห็นทางเข้าก็สนุกแล้วสิ ลงเนินอย่างชัน ส่งไปอีกเนิน ทางในซอยขรุขระ จะปล่อยไหลอย่างเดียวก็ต้องจับแฮนด์ทรงตัวให้ดี ล้มครั้งที่แล้วสอนไว้จนขึ้นใจว่ามาต่างถิ่นทางไม่คุ้นอย่าซ่า เบรคปล่อยๆชลอความเร็ว กดบันไดเลื้อเป็นงูส่งตัวเองขึ้นเนิน เพราะจุดแรกที่ถึงประตูทางวัดเข้มงวดมาก เดินได้ต้องชุดสุภาพเท่านั้น ห้ามเสียงดัง จักรยานจอดข้างนอก




เปลี่ยนใจไปต่อดีกว่า อีกไม่ไกลหลังจากถามพี่เจ้าถิ่นว่าอยากจะพาจักรยานขึ้นไปถ่ายรูปด้วย มองไปดูสวยดี ที่เห็นองค์พระและพระธาตุทอดตัวบนยอดเขา และเสียดายธรรมชาติตามไปด้วย พื้นดินที่มีต้นไม้ถูกไถหน้าดินเรียบรองรับเป็นที่จอดรถขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวเยอะมาก ร้านขายของก็เยอะมาก ยิ่งใกล้วัดขยะริมทางก็เยอะมาก กล่องโฟมทั้งนั้น ครั้งหน้าไปสถานที่ท่องเที่ยวน่าพกถุงขยะไปด้วย


  
ขากลับรวดเร็วมากเพราะลงเขา มาเจอทางแยกที่มีป้ายบอก ออกถนนใหญ่ได้ไม่ชัน เป็นทางเล็กผ่านหมู่บ้าน เห็นลุงป้า ตายาย นั่งนิ่งรับลมอยู่บนแคร่ในรั้วบ้านแทบทุกหลัง ได้แต่ทักทายสวัสดีค่ะเสียงดัง แล้วรอยยิ้มก็ส่งกลับมาก ป้ายประกาศขายที่มีให้เห็นเป็นระยะ คนในอยากออกคนนอกอยากอยากเข้าหรือเปล่าเมื่อคลื่นนักท่องเที่ยวเข้ามา
  
ปั่นกลับที่พักผ่านจุด Finish นักปั่นขาแรงใช้เวลาชั่วโมงนิดๆเข้าเส้นชัยกันแล้ว เจอพี่น้ำก่อนกลับถามว่าได้ปั่นไหม เพราะเมื่อเช้าที่จัดงานไม่เจอกันเลย ตอบเสียงดังไปว่า ได้ปั่นค่ะ ปั่นย้อนทางที่พี่จัดงานแข่ง ว่าแต่ route 12 เป็นไง ไว้กลับไปเราคุยกัน พี่น้ำทิ้งท้าย


ระยะทางไม่ไกลจริงๆด้วย ไปกลับเพิ่งจะ 13 กม.


ขอบคุณพี่น้ำที่ชวนไป เพชรบูรณ์ ค่ะ

ขอบคุณที่เขียนถึง

14 ม.ค.

มันง่ายมากเวลาที่เราทำเพจหรือสื่อที่จะโปรโมทเรื่องราวของคนอื่น หรือสิ่งที่คนอื่นทำ มีสื่ออยู่ในมือที่ปลุกปั้นทำขึ้นมาหลายปีทุ่มเทเวลาเก็บข้อมูลแทบทุกโพสต้องเห็นกับตาหรือแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้ แต่นั่นละมันทำใจยากมากเวลาจะลงเรื่องของตัวเอง โปรโมทให้ตัวเอง กว่าจะลงได้ต้องทำใจ และมั่นใจว่าสิ่งที่ลงไปส่วนรวมได้อะไรจากที่เราทำไหม 

ขอบคุณทุกสื่อที่ลงเรื่องของแนนให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และวันนี้ก็มีอีก ขอบใจ “แขก”มากนะคะ ที่คิดถึง ไว้ไปปั่นท่องโลกกว้างกันอีกนะ

ไปอ่านเรื่องของแนนได้ใน postoday นะ

  

พี่พวกหนูปั่นกันช้านะ

9 ม.ค.

หลายวันก่อนรับนัดว่าจะพานำทริปรอบเกาะรัตนโกสินทร์ พี่นัดบอกว่าเพื่อน 3 คน อยากมาปั่นด้วย 

  

วันนี้เรานัดกัน 10 โมง มีเวลาให้ 3 ชม. จบทริปบ่ายโมงนะ ถ้าอยากปั่นต่อก็ตามสบาย 

รีบปั่นจากบ้านไปหาที่ cafe’ velodome เพราะทุกคนต้องมายืมจักรยานที่นี่ พี่นัดมาถึงตั้งแต่ 9 โมง มาเร็วจังแนนเพิ่งตื่นนอนเอง 10 โมงค่อยเจอนะ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน เพราะจะสายแน่ถ้ามัวกิน 

กว่าจะออกทริปกันมี 11 โมงได้ ดูไม่รีบเร่งกันเลย สบายๆ แนนก็สบายๆตามใจเพื่อนๆที่มาปั่นอยู่แล้ว เพื่อให้เขาหลงรักจักรยานในสไลต์ที่เขาเป็น กลุ่มนี้ชอบถ่ายรูป แบบนี้ต้องจอดตามมุมสวย

หลังจากเอาบัตรประชาชนมาแลกยืมจักรยานดันทุกคน แล้วก็ให้ลองปั่น เผื่อจะปรับความสูง เติมลมยาง ทุกคนต้องไม่ลืมเลือกหมวกกันน็อตลายที่ชอบมาใส่ด้วย น้องคนหนึ่งก็บอกว่า “พี่พวกหนูปั่นกันช้านะ”

จุดแรกที่แวะ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากใต้สะพานปิ่นเกล้า – สวนสันติฯ ระยะทาง 700 ม. แชะ แชะ แชะ

  
ปั่นมาถึงสวนสันติ ก็ต้องลงจูงจักรยาน ตามกฏของสวนสาธารณะที่นี่ เล่าเรื่องป้อมที่กรุงเทพเคยมีถึง 14 ป้อม ทุกวันนี้เหลือ 2 ป้อม คือ ป้อมพระสุเมร กับ ป้อมมหากาฬ สิ่งที่ทำเอาต้องจอดและจอดนานเลย กับความรู้สึกของพี่เจ้าหน้าที่ดูแลสวน เธอนั่งอยู่ท่ามกลางดอกปีบที่ล่วงหล่น สองมือหยิบทีละดอกมาถัด ดูแล้วคล้ายพวงช่อดอกไม้ สะดุดตา มีชีวิตชีวามากๆ หน้าพี่ดูมีความสุข ยิ่งได้คุยยิ่งสัมผัสถึงเวลาผ่อนคลายกับความง่ายๆที่เธอทำได้ นังไงพี่ก็ต้องกวาดทิ้งอยู่แล้ว นายสั่งมาบอกว่าต้องกวาดให้สะอาด ในมุมของเรากลับมาว่า ดอกที่ล่วงหล่นมามีเสน่ห์ให้หยุดดีนะ พวกเราเก็บดอกปีบที่ล่วงหล่นมาทำเป็นกำ ทำเป็นช่อ แล้วถ่ายรูป นักท่องเที่ยวที่เห็นก็ทำตาม ทุกคนเก็บแล้วถือติดมือกลับไปด้วย กลิ่นก็หอมดี คืนนี้ยังติดอยู่แร็คทายจักรยาน เพราะพี่ใจดีบอกถ้าชอบยกให้ พี่แค่ชอบถัดเวลาว่าง

  

และแล้วแนนก็หิวเพราะนี่ก็ 11 โมงกว่าแล้ว มื้อเช้ายังไม่ตกถึงท้องเลย ไปกินกันเถอะ แถวนี้มี โรตีมะตะบะ หรือ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ให้เลือก พี่นัดเสนอ สลัดผัก โอเคตกลงไปกินผักกัน 

สองสาวเคยเจอพี่นัดก่อนมาปั่น วันนี้ชมกันใหญ่ว่าหล่อขึ้น ผอมลง พุงหาย ดูดีขึ้นตั้งอต่หันมาออกกำลังกายดูแลสุขภาพ ที่จริงน้องก็ชมแนนด้วยว่าพี่หน้าเด็กจัง ^^ 

ก่อนกินต้องถ่ายรูปก่อนนะ อิ่มแล้วคิดเงินเรียบร้อย นั่งรออีกคนที่กำลังเดินทางด่วนเรือด่วยมาลงท่าพระอาทิตย์ เวลานั้นก็เที่ยงกว่าแล้ว เธอยังอยู่สาทร เราบอกจุดหมายถัดไปว่าไปเจอแบงค์ชาติ แต่น้องไม่รู้จัก รอเกือบได้เวลาก็ชวนกันปั่นไปรีบที่ท่าเรือ 

น้องตัวสูงกว่าที่คิด ถ้าซ้อนอาจจะเมื่อยขา เลยชวนน้องอีกคนที่ตัวเล็กกว่าซ้อนจักรยานแนนกลับไปที่ cafe’ velodome ยืมจักรยานอีกคัน ส่วนคนที่เหลือก็ถ่ายรูปไป 

วนกลับมารับสมาชิกพามุ่งหน้าไป เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานเข้ามาทาง รร.วัดสังเวช มุดไปตามตรอก ได้ยินเสียงบอกสมาชิกหาย นี่เราคงปั่นเร็วไป ตามกลับมาได้ 1 คน รวมคนตามมาติดๆอีกคน ตอนนี้สมาชิกหาย 2 คน ปั่นมา 100 ม. เองนะ 

เสียงโทรศัพท์ของน้องดังขึ้น พี่นัดโทรมาถามทางแนนคุยบอกทางให้และปั่นไปรอที่ปากตรอก ลงสะพานมาจะได้เห็น สมาชิกครบแล้วไปต่อ 

  
จุดหมายอยู่ที่แบงค์ชาติ วันนี้วันเด็กผู้ใหญ่อย่างเราเลยได้โอกาสเข้าไปถ่ายมุมสวย ปกติ รปภ. ที่นี่ไม่อนุญาตให้ผ่าน พยายามตีเนียนหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ

  
บ่ายพอดีขอตัวไปอีกงาน ฝากพี่นัดนำทริปแทนต่อ ได้รับข้อความตอนบ่าย 3 โมงว่าจบทริปแล้วนะ จากที่อนนอยกมาก็ถ่ายรูปกันอย่างเดียว สาวๆบอกเหนื่อยแล้ว ปั่นกลับมา cafe’ velodome ดื่มน้ำให้ชื่นใจกว่า

จาก 10 โมง – บ่าย 3 ไปกลับได้ระยะทาง 2 กม. เอาไว้มาปั่นใหม่นะ ถ้าครบรอบเกาะอย่างที่ตั้งใจสงสัย 1 เดือนแน่เลย ปั่นสไตล์สาวโฟโต้ พี่เชื่อแล้วว่าน้องปั่นช้าจริงๆ

 
 พี่นัดวันนี้เป็นคนชวน เป็นคนนำทริป พี่คนนี้เมื่อปีก่อนแนนเพิ่งเริ่มชวนปั่นจักรยานเอง ติดใจ ทิ้งกลุ่มถ่ายภาพมาปั่นจักรยาน มาถึงวันนี้ชวนคนปั่นเยอะเลย  ^^

ยืดเส้นยามเช้าในทุกๆวัน

8 ม.ค.

เข้าสู่ปีที่ 8 ได้แล้วละ ของการปั่นจักรยาน เร็วมากๆเลยนะ สะสมระยะไมล์มาได้นานขนานนี้ 365 x 8 = 2920 วัน – วันไม่ปั่น มากสุดๆเลยนะ ไม่น่าจะเกิน 50 วัน แต่นับครั้งยืดเส้นได้เลยนะ !

เฮีย (พี่ชาย) ก็ทำให้ดูทุกครั้ง แต่เรากลับรู้สึกอายๆ แปลกจังทำไมตอนนั้นต้องอายเวลายืดเส้น ก่อนปั่นและหลังปั่น ดูเป็นเด็กอนามัย มองไปไม่เห็นมีใครทำ หรือเขายืดกันมาจากบ้านแล้วเราไม่รู้ จะทำก็ต่อเมื่อเกิดอาการแล้วจริงๆ แบบปั่นทางไกล จนปวด หรือตึงไปหมด 

ปัญหาอีกข้อ คือ ไม่รู้ว่าต้องทำท่าไหนบ้าง ทำแค่นี้มันช่วยได้จริงๆหรอ เราปั่นทุกวันก็แข็งแรงดี ไม่เป็นหวัดแล้วนิ กว่าจะรู้กว่าจะเข้าใจ ว่ายืดเส้นสำคัญไฉน ยืดเส้นอย่างมั่นใจ ไม่อายใครๆ มันเริ่มมาจากได้ไปเป็น นร. โรงเรียนต้นไม้ มีวิชายืดเส้นอยู่ในหลักสูตรด้วย อ.ที่สอนก็เป็นนักกายภาพของ รพ.สมเด็จเจ้าพระยา สอนทีละท่า ทำเอารู้หลัก 1-10 เป็นขั้นตอนแบบนี้ง่ายขึ้นเยอะ พร้อมทั้งตอบทุกข้อสงสัย เจ้าหนูจำไม ได้กระจ่างชัดเจน จนเข้าใจและอยากบอกต่อ “เราควรยืดเส้นทุกวัน ก่อนทำภารกิจประจำวัน ไม่ว่าจะทำหน้าที่การงานอะไรก็ตาม ไม่เฉพาะคนที่เล่นกีฬา” เพราะจะช่วยลดการปวดเมื่อยเอ็นและกล้ามเนื้ออักเสบได้เยอะเลย 

มันก็มีขี้เกียจบ้างในวันที่เร่งรีบออกจากบ้าน แต่ ก่อนขึ้นปีนต้นไม้ไปตัดแต่งกิ่งในวิชาเรียน จะมีการยืดเส้นพร้อมกันทุกคน นับเสียงดังด้วย ความอายหายไปเพราะคนทำ พอทำแล้วก็รู้สึกดี ตลอดการอบรมเกือบ 1 เดือน มันเลยการเป็นส่วนหนึ่งของในสารระบบ คล้ายๆทำครบ 21 วันจะติดเป็นนิสัย 

รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเยอะ ก็จะยืดเส้นก่อนปั่น หรือตื่นนอนตอนเช้าแบบไม่อายใคร ตรงไหนก็ทำได้ ใครจะมองว่าแปลก ก็ไม่สนใจ มันเป็นการป้องกันอุบัติเหตุของเอ็นและกล้ามเนื้อได้อีกทาง

ทุกๆท่า ต้องทำช้าๆ ค้างไว้ในตำแหน่งตึงสุด นับ 1-10 แล้วค่อยเปลี่ยนท่า ง่ายมากๆ มาเริ่มกันเลย

1. หมุนไหล่ หน้า 10 ที หลัง 10 ที

2. หมุนเอว ซ้าย 10 ที ขวา 10 ที

3. หมุนเข่า ซ้าย 10 ที ขวา 10 ที

4. ยกมือขึ้นสุดประสานเหนือหัว บิดตัวไปทาง ซ้าย ค้างไว้ 10 วิ บิดตัวมาทางขวา ค้างไว้ 10 วิ

5.  ยกมือขึ้นสุดประสานเหนือหัว เอียงตัวไปทาง ซ้าย ค้างไว้ 10 วิ เอียงตัวมาทางขวา ค้างไว้ 10 วิ

6.  ยกมือขึ้นสุดประสานเหนือหัว ก้มตัวลงมาข้างหน้า มือยืดให้ตึงสุด มือประสานกันอยู่นะ หัวเงยมองไปข้างหน้า ค้างไว้ 10 วิ

จากนี้สงสัยต้องมีภาพประกอบ อธิบายคงยากไปหน่อย

7. ยืดต้นแขน 

8. ยืดหลังแขน

9. ยืดต้นขา

10. ยืดน่อง

มีนัดพอดี เอาไว้แค่นี้ก่อนนะ ไว้มาลงภาพประกอบอีกที 

ไปปั่นกาญจน์กันเถอะ

27 มิ.ย.

ไปปั่นกาญจนบุรีกันเถอะ ถ้าชอบความเขียว ชอบธรรมชาติ ขอแนะนำนะคะ

ทริปนี้ที่ได้กลับไปกาญจน์อีกครั้งต้องขอบคุณอาศรมศิลป์ที่ชวนไปสำรวจทางค่ะ เหมือนได้กลับบ้านแบบนั้นเลย เพราะเริ่มหลงไหลกลับมาปั่นจักรยานอีกครั้งก็เพราะจังหวัดนี้แหละ

1

2

3

การเดินทางถ้าให้ได้รสชาติก็ต้องมาด้วยรถไฟนะคะ ช้าหน่อยแต่ได้บรรยากาศเมืองกาญจน์ดีค่ะ ตอนนี้ทางการรถไฟมีบริการตู้โดยสารจักรยานแล้วนะคะ ทริปนี้ก็เลยได้ลองใช้บริการตู้ขนจักรยานของการรถไฟ ข้อดีของการนั่งรถไฟ คือ เดินไปมาคุยกับเพื่อนๆได้ แค่นี้ก็สนุกแล้วค่ะ มีแค่นิดหน่อยเองค่ะที่การรถไฟต้องปรับปรุง คืออยากให้มีทางลาดเข็นจักรยานขึ้นลง และสายล็อกที่แน่นหนาเวลายกขึ้นแร็ควาง ส่วนเรื่องรถไฟเลท ถ้าแก้ได้ก็สุดยอดเลยค่ะ

เก็บของเข้าที่พักแล้วตามแนนกับแจนไปปั่นได้เลยค่ะ เส้นทางที่แนะนำเน้นสำหรับมือใหม่ ขาอ่อน ปั่นชิวล์ กินลม ชมเมืองกาญจน์นะคะ ส่วนขาแรงเปิด google map แล้วยิงเลยค่ะ จะเขื่อนหรือ สังขละ ก็ตามแต่กำลังขา

จุดที่นักท่องโลกแบกเป้ชอบมาพัก คือ โค้งปะปา เปรียบได้กับ ถ.ข้าวสาร ในกรุงเทพค่ะ บรรยากาศเดียวกันเลย ผับ บาร์ ร้านอาหาร เกสต์เฮาสต์เพียบ แค่ปั่นจากจุดเริ่มสะพานข้ามแม่น้ำแควนะคะ ซอยตามถนนเส้นนี้จะเป็นชื่อประเทศ น่าจะเพื่อรำลึกถึงทหารนานาชาติที่เคยมาสู้รบเมื่อครั้งสงคราม เราไม่ต้องเลี้ยวไปซอยไหนนะคะ ตรงอย่างเดียวจนเห็นโค้งประปา ปั่นไปตามทางถึงแยกแล้วเลี้ยวขวาค่ะ

12

13

9

10

11

ช่วงประมาณหลังสุสานสัมพันธมิตร เราจะเจอ Bicycle Cafe’ ค่ะ เป็นร้านที่จุดประกายวัยรุ่นเมืองกาญจน์ให้มาปั่นจักรยานกัน งานนี้ต้องขอบคุณพี่ไก่ เจ้าของร้านผู้ปลุกปั่นและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ แวะนั่งคุยเล่นดื่มน้ำ สอบถามเส้นทาง ช่วยดูจักรยาน หรือระหว่างทางต้องการช่างไป service พี่ไก่และทีมงานก็ยินดีค่ะ และที่นี่เราได้เจอน้องเป้ นักปั่นเจ้าถิ่นค่ะที่มารอร่วมทริป จากนั้นแนนก็เลยชวนเป้ไปด้วยกัน

23

a1

25

19

ตั้งใจไว้ว่าจุดหมายแรกต้องขอมาไหว้ศาลหลักเมืองฝากเนื้อฝากตัวให้ท่านช่วยคุ้มครองความปลอดภัยก่อนค่ะ แถวนี้ีมีมุมน่าถ่ายรูปเยอะเลย ตั้งแต่กำแพงเมืองเก่า ที่ทำการไปรษณีย์หลังเก่า

a2

5

6

และแล้วเส้นทางก็เปลี่ยนทันทีเมื่อแจนไปเจอป้าย “หาดทรายชุกโดน” แนนจะกะไปท่าเรือชุกโดน อยากรู้ว่าข้ามแล้วจะไปไหนต่อ สรุปแล้วไม่ไปต่อละคะ อยากโดดลงเล่นน้ำกับเด็กๆทีเดียว อ๊ายย มีสไลเดอร์ด้วย มีดึ๋งๆ ด้วย อยากเล่นจัง มองไปไกลๆก็เห็นภูเขา มองไปข้างๆ ก็มีเรือเป็ดในปั่นเหมือนในสวนลุม แต่ที่นี่แม่น้ำจริงๆ ที่ดูปลอดภัยมากๆ มีกั้นพื้นที่ไม่ให้เด็กๆว่ายไปลึกเกิน เห็นแล้วรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตดีจัง โดกับธรรมชาติไม่ใช่สระว่ายน้ำ อยากบอกว่าชีวิตเด็กๆดีกว่ากรุงเทพฯ อีกนะ อากาศก็ดี ที่เล่นก็เยอะ แนนกลัวจะเปียก แต่แจนนี่สิอดใจไม่ได้กางเกงก็ถกไม่ได้ แต่ใจไปแล้วเลยทิ้งจักรยานถอดรองเท้าถุงเท้าลุยน้ำไปเลยเข่า แจนบอกว่าปั่นไปเดี๋ยวก็แห้ง น้องเป้บอกว่าผมเคยเล่นตอนเด็กๆ สนุกดี แสดงว่ามีมานานมากๆแล้วสินะ

a3

a4

26

ต้องขอบอกว่าวัดเราก็แค่ปั่นผ่านจอดแวะถ่ายรูปนะ เพราะพวกเราถูกสีเขียวของธรรมชาติดึงดูด แบบว่าจอดดูต้นไม้ใหญ่ ดูทุ่งนา ดูสวน ดูชีวิตผู้คน สังเกตรายละเอียดรอบๆที่ปั่นผ่าน

29

21

a6

a7

เรามาปั่นต่อที่เส้นทางเลาะริมแม่น้ำ ผ่านสะพานสองแควที่สั้นมากๆ  มีร้านเหล้าบาร์เยอะมากและบริการแพก็เยอะ มองมุมสูงจากสะพานสมเด็จพระสังฆราชจะเห็นชัดเจนมากๆ ว่าเยอะขนาดสองฝั่งน้ำ ข้ามสะพานลงมาดีกว่ามาดูสวนสาธารณะที่คนกาญจน์ออกกำลังกายกัน กว้างใหญ่แบบเครื่องบินลงได้เลย แจนเห็นแม่น้ำกว้างใหญ่บอกว่าทำไมที่นี่ไม่ทำสนามบอลลอยน้ำเหมือนเกาะปันหยีนะ

a8

a5

รู้สึกชื่อสนามกีฬาที่นี่เท่กว่าที่ไหนๆ สนามกีฬาสมเด็จพระญาณสังวร เราจะไปไหนก็ต่อนะ อ๋อ เป้าหมายของเราไปวัดถ้ำเขาปูน ดูท่าทางไม่น่าไกลนะ ตลอดทางนึกถึงสนามเขียวสุวรรณภูมิเลย ถ้าได้ร่มรื่นแบบนี้ละก็สุดยอด ยังบอกน้องเป้ว่า ชาวกรุงคงอิจฉานะมีเส้นทางปั่นเรียบและร่มรื่นแบบนี้ เก็บรักษาดูแลต้นไม้ใหญ่ให้ดีนะ อย่ายอมให้ใครมาตัดทำลาย

a9

24

จะว่าไปไฮไลท์ที่ไม่ได้อยู่ในแผนก็ได้นะ เราเจอฝูงวัวกำลังกลับไร่ มอ มอ เสียง กรุบกรับๆ ดังมาจากกระดิ่งที่ห้อยคอ น่ารักจัง เป็นกระดิ่งไม้ น่าเอามาติดจักรยานบ้างจัง  มีกลัวที่ไหน แจนบอกว่ากล้าไปปั่นไปใกล้ๆ ถ่ายรูปให้สวยมาก ได้ๆ เริ่มจากปั่นไปใกล้ๆ เจ้าของวัวก่อน ทักทายสวัสดี เจ้าของบอกว่าตัวหน้าสุดนี้ไม่ยอมให้ใครในฝูงแซงนะ มีขวิด แล้วจักรยานสีแดงคันนี้มันจะแสบตาไล่มาขวิดไหม แนนลองชลอเพื่อจะขอถ่ายรูปใกล้ๆ ไม่ทันไรวัวก็วิ่งมาไล่ทัน เราแยกกันตรงแยกเข้าสวนพอดี คิดว่าจะไปด้วยกันถึงวัดซะอีก

22

ก่อนจะถึงวัดเราเจอเนินแล้ว ทางขึ้นวัดปรับเกียร์เบาๆ หมุนขาไปเบาๆ ไม่นานก็ถึง ตัววัดดูยังไม่น่าสนใจสำหรับเรา เพราะอยากรู้ว่าสุดทางมีอะไร ถึงจะเจ้าถิ่นจะว่าไม่มีอะไร แนนบอกแจนว่าขอไปดูจุดสูงสุดของทางก่อนว่าเห็นอะไร ถ้าไม่มีอะไรเราค่อยไปต่อ และแล้วก็พบความงามแบบว่าต้องบอกต่อ เป็นวิวโค้งน้ำที่สวยมาก ปั่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นคงจะฟินสุดๆ น้องเป้ยังบอกว่าผมเกินมายี่สิบกว่าปีเพิ่งรู้จักที่นี่วันนี้ ไว้ต้องพาเพื่อนมาดูบ้าง

30

28

18

 

c9

ขากลับไหลลงจากเนินที่ปั่นขึ้นไปชมวิว แล้วก็มาหยุดตรงนี้ดูน่าจะสนใจมาก เพราะชื่อวัดบอกว่ามันน่ามีอะไรมากกว่านี้ ใช่แล้ว เราจะไปเที่ยวถ้ำกันต่อ ค่าเข้าพระบอกว่าช่วยบำรุงวัด ยี่สิบบาท เดินเข้าไปหน่อยก็ลงบันได แค่นั้นก็ได้กลิ่นขี้ค้างคาวแล้ว เข้าไปก็ลงสัยว่าทางเข้าเล็กนิดเดียวเอง พระองค์ใหญ่มากมาตั้งประดิษฐานอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มีเด็กๆที่เป็นคนท้องที่บอกว่า มาสร้างในนี้พี่ นั่นสินะ น้องสองคนน่าจะอยู่ประถมแค่นั้น อาสานำทางให้ บอกว่าผมไม่คิดเงิน เราเลยได้ไกด์นำทาง ถ้ามั่วเองกับแจนอาจจะยังไม่ได้ออกมา ข้างในถ้ำเดินแล้วสนุกดี อาจเพราะเราชอบปั่นทางแคบๆ คราวนี้ได้เดินทางแคบๆ มุดบ้าง หัวหลบบ้าง แล้วก็คิดว่าใครนะช่างขุด แต่มันน่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้มากกว่า

b1

ที่จริงๆก็ิอยากไปต่อแต่เวลาไม่พอ ขากลับเราได้เจอวัดเจ้าแม่กวงอิมด้วย แจนขอแวะเพื่อไปสักการะให้ฐานะลูกศิษย์ โชคดีได้เป็นที่หลบฝนให้พวกเราไปด้วย

40

b2

b3

39

ได้เวลาที่เราต้องกลับไปที่พักตามนัดรายงานเส้นทางปั่นกับทีมงานแล้ว แนนบอกน้องเป้ว่าทางไม่ซ้ำกับที่เราปั่นมานะ น้องเป้จัดหัด ถนนสายเล็กๆ โล่งๆ สองข้างเป็นสวนผัก แนนเลยได้ลองทดสอบทรงตัวด้วยการปล่อยมือปั่น ได้ 5 วินาที ฟิ่วๆ ปั่นกันไปลมพัดกระทบหน้าเย็นสบาย แจนบอกว่านี่ปั่นมาจะจบทริปแล้วยังไม่มีเหงื่อเลยนะวันนี้ นั่นสิอากาศดีมากไม่เจอแต่โหดๆ เจอแค่ฟ้าครึ้ม

b7

b8

 

b9

b6

b5

และแล้วแจนก็หักเลี้ยวลงข้างทางแบบตั้งใจ เพราะโดนสีเขียวถึงดูดเท่านั้นเอง แนนก็สนุกตามเรื่องไปด้วยใจอยากจะปั่นไปใกล้ๆภูเขา ทุกทีทุกครั้งชอบมากตรงไหนแฉะฉันปั่นไปหา รู้ว่าเละก็จะลุย ลืมไปว่าคันนี้จักรยานพับนะ ไม่ทันแล้วละ ขากลับแจนบอกให้ยกแนนก็ยังเดินไปย้ำที่แฉะอีกจนได้ ฮ่า ฮ่า ได้ดินติดเต็มล้อและรองเท้า แจนบอกให้ขูดกับหญ้า คราวนี้เลยได้หญ้าติดมาด้วย พร้อมปลูกที่บันได ^^ สนุกให้เต็มที่เสร็จแล้วก็แค่เอาน้ำล้างก็ออก

17

b4

แล้วก็เราต้องจอดอีกครั้งเพราะบึงบัวสวยจัง คนแถวนั้นอาจมองว่าไม่มีอะไร แต่การปั่นจักรยานทำให้บึงบัวดูน่าสนใจขึ้นมาเลย

b10

16

มีคนออกกำลังกายบนสะพานด้วย แต่อยู่บนสะพานเก่านะ สวนสะพานใหม่ก็มีแต่พวกเรา ทำเอาต้องขอย้อนกลับไปใช้สะพานเก่าชมแสงตะวันอยู่พักใหญ่ กระโดดถ่ายรูปเล่นกับแสงเงา แล้วค่อยกลับเข้าไปรายงานตัว ใช้เวลาจนคุ้มนาทีสุดท้าย ได้เวลานัดหมายพอดี

คืนนี้เราจะออกไปปั่นกันอีก หลังจบการประชุมกลุ่ม เราออกปั่นเที่ยวตลาดโตรุ่ง แต่ด้วยความที่อิ่มท้องมากทำให้ได้แต่ดูๆ แล้วก็ปั่นกลับ พอใกล้จะถึงที่พักแนนก็บอกแจนว่าหิวจัง ในที่สุดเราก็มีมื้อมิดไนท์ ส้มตำทอด นมปั่น และ ขนมปังเนยช็อก กลับที่พักตัวกลมอีกแล้ว🙂

c1

c3

c2

43

เข้าวันรุ่งขึ้นเราตั้งใจจะไปดูต้นไม้ใหญ่ แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนแผนเพราะตื่นสาย เราเลยมาเก็บตกสถานที่ในเมืองที่ยังไม่ได้ปั่นไป เริ่มจากความสนุกของการปั่นข้ามสะพานข้ามแม้น้ำแคว หลายครั้งเคยเดินมาแล้ว ครั้งนี้ขอปั่นข้ามบ้าง ความน่ากลัวลดลงมากหลังจากมีเหล็กมาปิดบังระหว่างหมอนรถไฟไม่ให้มองลงไปตามล่อง ที่เห็นแม่น้ำสูงห่างจากสะพานตามลำดับน้ำขึ้นน้ำลงแล้วเสียว แต่ปลายทางมีไม่มีอะไรกั้นตอนปั่นก็ยังเสียวนะ ทั้งๆที่รู้ว่าเราก็แค่ปั่นตรงๆ พอมองลงเสียวแว๊บ แต่สนุกต้องลอง

45

44

42

38

สุดทางอีกฝั่งมองลงไปใต้ทางรถไฟเราเห็นต้นไม้ใหญ่สวยจัง ข้างๆดึงดูดความสนใจแจนมากเพราะมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่สง่าที่มองเห็นแต่ไกลตั้งแต่ฝั่งนู้น พวกเราขึ้นไปดูข้างบนกัน แจนบอกว่ายังไม่เบิกเนตรเลยนะ พระทั้งหมดยังห่อผ้าสีแดงไว้ และช่างก็ยังทำศิลปะกรรมปูนปั้นที่ฝาผนังอยู่ คาดว่าน่าจะเปิดให้ทันกินเจปีนี้นะ

32

จุดหมายต่อไปกล้วยปิ้งท่ารถ จัดไปเลย 5 ถุง รู้สึกมีความสุขกับการได้กล้วยปิ้งราดน้ำเชื่อมที่นี่มากๆ

31

จากนั้นเราจะปั่นไปสัมผัสบรรยากาศถนนคนเดินปากแพรก เราตั้งใจจะไปนั่งชิลกับร้านกาแฟ แต่ไปสั่งน้ำอ้อยปั่นแทนนะ เพราะรู้สึกว่าปั่นมาเห็นไร่อ้อยเยอะ น่าจะเป็นเครื่องดื่มขึ้นชื่อของที่นี่ แล้วก็ไปกินอาหารญี่ปุ่น เกี่ยวอะไรไม่รู้ แต่ตอนเช้าถึงกลางวันของกินเมืองกาญจน์ไม่ค่อยเปิดร้านกัน และเหมือนจะเป็นอาหารหลักของที่นี่เลย ปั่นไปเห็นแต่ร้านขายสเต็ก หรือเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบกัน แต่แจนไม่กินเนื้อสัตว์เลย ตัวเลือกมีแค่ปลา

c5

c6

แล้วปั่นไปเก็บตกวัดที่ผ่าน ไปถ่ายรูปกับมุมสวยๆ นะ

c7

34

เส้นทางรวมสองวันไม่ไกลนะอยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตร จากสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อนๆจะไปเช่าจักรยานที่นั่นปั่นเล่นก็ได้สบายๆ ทริปสองวันสำรวจกาญจน์ต้องของคุณอาศรมศิลป์ และน้องเป้ อีกครั้ง แจนแจนประทับใจจนอยากกลับมาปั่นอีก ส่วนแนนเองก็อยากไปสำรวจเส้นทางเมืองกาญจน์เส้นอื่นๆ อีก ไว้นั่งรถไฟมาใหม่

 

 

 

 

 

พักสูดหายใจที่เลียบทางด่วน

8 มิ.ย.

10437211_10152174663301243_1041986534_n

ความบังเอิญที่เจอจริงๆ ไม่ได้มีแผนมาสำรวจทาง แต่เพราะไม่ดู email ว่าเขาเปลี่ยนวันนัดประชุม ก็เลยรีบปั่นมา ไหนๆก็ปั่นมาถึงแล้ว ก็กะว่าจะหาร้านจักรยานแถวนี้นั่งพักและเก็บข้อมูล ยังปั่นได้ไม่ถึงที่หมาย สะดุดตากับวิวคลองข้างทางประดิษฐมนูธรรม มองจากสะพานลงไปเห็นทางปูนเล็กๆ ใจยังโลเล ลงไปสำรวจดีไหม จะเจออะไรไหมนะ มีคนอยู่ไหม หรือจะอันตรายไหมนะ ก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ สักพักเห็นสองคนชายหญิงเดินตามทางออกมาทางพุ่มไม้ แบบนี้ต้องลงไปถาม

แนน : พี่คะ ทางนี้ไปออกที่ไหนคะ จักรยานไปได้ไหมคะ

พี่ : ทางมันเล็กนะแต่จักรยานก็ไปได้แหละ แค่ระวังตกน้ำ

0

ขอบคุณแล้วก็ เย่ มุ่งหน้าเปลี่ยนเส้นทางในทันที อยากรู้จริงๆว่าไปออกที่ไหน พอลงไปก็เจอทางแยกซ้ายไปต่อตามทางที่เห็น ขวาลอดใต้สะพานไปไหนต่อนะ ด้วยความอยากรู้ว่าขวาไปไหนต่อ เพราะทางซ้ายยังลังเลว่าน่าไปแต่ยังไม่อุ่นใจเพราะรอบนี้มาไกลต่างถิ่นสำรวจทางคลอง กะว่าจะไปทางขวาให้สุดแล้วมาทางซ้ายต่อเพราะเวลากลับบ้านต้องวิ่งทางนี้ ปั่นไปก็ถึงบ้างอ๋อ สุดแค่ ศูนย์แพทย์พัฒนานี่เอง ไปต่อไม่ได้มีรั้วกั้น รปภ. เดินมาพอดี คงสงสัยว่ามาทำอะไรตรงนี้มันออกไม่ได้นะ

แนน : พี่คะ ทางริมคลองนี้ไปต่อได้ไหมคะ ที่เห็นนี่เหมือนมีทางจะไปต่อได้

รปภ. : ไปได้นะ แต่ต้องเข้ามาในศูนย์แพทย์ออกด้านหลังประตูเล็กๆนะ

10443720_10152174922976243_612956455_n

ได้ข้อมูลมาแล้วก็ทดไว้ในสมองก่อน กลับไปสำรวจทางซ้ายก่อนดีกว่า ก็ปั่นย้อนกลับไป เวลาผ่านลอดใต้สะพานต้องโน้มตัวหัวตั้งเหมือนปั่นหมอบจนกว่าจะเห็นแสงแดดหัวจะได้ไม่โป๊กโขกสะพาน เย่เย่ มีคนมานั่งเล่นบนสะพานด้วยได้โอกาสถามทางอีกครั้ง คำตอบที่ได้ดูน่าเชื่อมั่นมากเพราะน้องผู้ชายบอกว่าหมู่บ้านผมเองพี่ปั่นไปได้ สุดทางที่ สน.วังทองหลาง อุ่นใจทันทีมีตำรวจอยู่ปลายทาง ^^

10327109_10152174785581243_1147719046_n

โอ้โหที่ใครเนี่ยเหมือนกับป่าเลย คุณลุงที่เดินมาได้ยิน ตอบรับกลับมาที่ของทรัพย์สินนะหนู ได้บอกลุงไปว่าดีจังนะคะอยู่แถวนี้อากาศดีมากๆ เหมือนมีสวนป่าส่วนตัวเลย ลุงก็ยิ้มแล้วเดินจากไป ปั่นต่อไปเสียวใช่เล่นเลย เพราะปูเริ่มสึกต้องทรงตัวให้ดี ไม่งั้นได้ลงไปว่ายในน้ำคลองแทนแน่ๆเลย ปั่นไปเรื่อยๆ เจอแยกด้วย โอ้โห มีการบ้านให้สำรวจอีกทางแล้ว

10443922_10152174920001243_402240508_n

พอดีกับที่พี่อีกคนกำลังเดินข้ามแยกก็เลยถามพี่อีกทีว่าทางนี้มีมานานหรือยังคะ ไปไหนต่อได้บ้าง เพราะตอนนี้ดูเหมือนจะสุดที่ สน.วังทองหลางแล้ว แต่ดูทางแล้วไปต่อได้อีก ถือว่าซ่าซนเอามากเวลานี้เพราะทางไปต่อนี้ต้องปั่นเข้าเขตบ้านพัก ตร. ก่อน พี่ชายคนนี้บอกว่า ไปต่อได้แต่ทางลาดลงต้องระวัง ลงเข็นนะอย่าปั่นเดี๋ยวหัวคมำ ส่วนทางซ้ายไปต่อลาดพร้าว แต่ทางชำรุด คงไม่ได้ซ่อมแล้วละเพราะคนใช้เส้นทางนี้น้อยมาก ก่อนหน้ามีประมาณ 50 คน ใช้สัญจร ตอนนี้บ้านตำรวจที่เคยอยู่ริมคลองย้ายไปอยู่บนแฟลตหมดแล้ว ทางนี้เลยไม่มีใครใช้ ขอบคุณพี่ชายสำหรับข้อมูลค่ะ

10419660_10152174919156243_569209384_n

10423446_10152174791401243_1273668151_n

10438759_10152174789826243_1150245980_n

ปั่นต่อไปก็เสียวนิดหน่อย กลัวตกน้ำ ทางแคบใช้ได้เลย พื้นก็สึกด้วย ถึงขนาดไม่มั่นใจลงมาปรับความสูงของหลักอานให้ขาแตะถึงพื้นเพื่อความอุ่นใจ ถึงแยกที่พี่ชายคนนั้นบอกไว้ก็ลงเข็น ปั่นต่อไปเห็นบรรยากาศทางเริ่มมีรั้วเหล็กกั้น มีบ้านมุงสักกะสีชาวบ้านเดินไปมา สักช่วงหนึ่งปั่นตรงต่อไปอีกมีพุ่มไม้ขึ้นสูงประมาณเอวกั้นไม่ให้เข้าหมู่บ้าน ต้องเป็นที่น้องชายคนนั้นบอกแน่ๆเลย อ้าวมีท่อปล่อยน้ำมากั้นขวางทางแล้วจะไปต่อได้ไหมนะ ถามคุณป้าที่กำลังเดินผ่านมา ป้าบอกให้ลงข้างๆ ท่อระบายน้ำ แล้วลองหาทางขึ้นอีกทาง

10439627_10152174790221243_1211042861_n

10428903_10152174704301243_70967777_n

ทางขึ้นดูไม่น่ามีใครใช้เลยนะ เพราะต้องตะกุยดินขึ้นไป แล้วเบียดตัวเข้าข้างๆท่อระบายน้ำ มองตรงไปข้างหน้านี่ถ้าป้าไม่บอกว่าไปต่อได้คงเปลี่ยนใจ เพราะมีกิ่งไม้แห้งกองใหญ่ขวางทาง ดีจังทางโล่งสะอาดปราสจากอึน้องหมา ปั่นได้สบายใจมากเพราะมีราวกั้นไม่ต้องกลัวตกน้ำ ตามทางไปเห็นทางออกเหมือนเป็นซอยของหมู่บ้าน มองไปจนสุดทางก็เห็นถนนใหญ่ อ๋อ หายสงสัยแล้วว่ามาออกทางนี้นี่เอง ปากซอยมีป้ายใหญ่บอกทางมา สน. วังทองหลางได้

10428917_10152177426301243_1661767314_n

ปั่นกลับมาทางเดิมคลายความสงสัยว่าทางเป็นวงวนรอบได้ ^^          เย่ๆ เสร็จภาระกิจคาใจ ดูสิคลองชื่ออะไร เอาไว้ชวนเพื่อนมาปั่น คลองพลับพลา ตรงข้างศูนย์แพทย์พัฒนานี่เอง ใครจะตามมาต้องมีความชำนาญนิดหนึ่งนะ เพราะตกไปนี่ไม่มีใครช่วยเลย ปั่นกันต้องใช้ความระมัดระวังมากนะ ควรใช้จักรยานที่ยางเกาะถนนดี เสือหมอบไม่แนะนำทางนี้นะ เสือภูเขาดีกว่า รถพับก็เหมาะดี

 

 

 

ช่วยครูอ้อมทำการบ้าน

7 มิ.ย.

ครูอ้อมขอนักสัมภาษณ์ เป็นการบ้านส่ง ป.โท โปรเจคเรื่องแรงบันดาลใจ แจนกับครูอ้อมสนิทกันมานาน เพราะครูอ้อมสอนแจนมาตั้งแต่ ม. 1 เมื่อครูอ้อมมีการบ้านมีหรอศิษย์คนนี้จะไม่ช่วย ในเวลากระชั้นชิดที่ต้องส่งงานหลายชิ้นพร้อมกัน แจนเลยอาสาเรียบเรียงบทสัมภาษณ์ครั้งนี้

10443667_10152177256596243_1325118266_n

เราเปลี่ยนที่นัดหมายกันดีกว่าค่ะ ถ้าขับรถยนต์มาติดนานแน่ เดี๋ยวแนนกับแจนปั่นไปหาเอง เพราะจักรยานไม่เคยเจอปัญหารถติดอยู่แล้ว” ก่อนที่จะคุยกับ “แนน-แจน” สองสาวนักปั่นเรื่องจักรยานเปลี่ยนชีวิตตามที่ตั้งใจไว้ กลับได้เปลี่ยนความคิดและมุมมองของตัวเองตั้งแต่ยังไม่ทันได้นั่งพูดคุยอย่างเป็นทางการ เพียงแค่จักรยานได้แสดงความคล่องตัวให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อล้อจักรยานของทั้งสองแตะเบรค “แนน-นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล” (Nonlany Ungwiwakul) หนึ่งในตัวแทนผู้ใช้จักรยาน แอดมินเพจ Bangkok Bicycle Campaign และคนต้นเรื่องของพ็อกเก็ตบุค “แค่(ลา)ออกมาปั่น” ย้อนความถึงที่มาของชีวิตบนหลักอานว่า เมื่อก่อนก็ขับรถยนต์ไปทำงานเหมือนคนทั่วไป มีหน้าที่การงานที่มั่นคง แต่แล้วเมื่อวงจรชีวิตต้องติดอยู่บนถนนจนน้ำมันเกลี้ยงหมดถัง เห็นเพื่อนรอบข้างเริ่มมีปัญหากับสุขภาพ “จักรยาน” พาหนะที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็กๆก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง “ตั้งใจจะเกษียณอายุตัวเองตอนอายุ 40 ปี หลังจากนั้นก็จะทำตามที่ฝันไว้ อยากท่องเที่ยว อยากช่วยเหลือสังคม แต่มาถึงวันนี้ต้องบอกว่ามันเกินคาดเพราะแนนตัดสินใจลาออกมาปั่นจักรยานและทำเรื่องจักรยานเพื่อส่วนรวมอย่างเต็มที่มา 2 ปีแล้ว โดยมีเพจBangkok Bicycle Campaign เป็นเซ็นเตอร์ให้เพื่อนๆนักปั่นสามารถแชร์ประสบการณ์ ขณะที่เราก็ได้ขับเคลื่อนเรื่องราวต่างๆให้นักปั่นได้ติดตามตลอดเวลา” แนนเล่าต่อว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีคนสนใจจักรยานจนเลยคำว่า”กระแส”ไปแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมองว่า เส้นทางจักรยานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเกี่ยวกับจักรยานก็ยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะที่จอดรถจักรยาน ห้องอาบน้ำสำหรับนักปั่น เลนจักรยานภายใต้การ “แชร์ เดอะ โรด”และทุกสิ่งอย่างที่สามารถเอื้อเฟื้อกันและกันได้ เพื่อที่ว่าวันหนึ่ง รุ่นลูกรุ่นหลานอยากปั่นแบบเราบ้าง เราก็ไม่สามารถอ้างเหตุผลได้ว่า “มันอันตรายเกินที่จะปั่น อย่าปั่นเลย”

10372046_10152177257921243_8398378064949803054_n

ส่วนทางด้าน “แจนอุมาลักษม์ พันธุมสุต”(Umalux Bandhumasuta) อดีตผู้สื่อข่าวที่เสพติดจักรยานไม่ต่างกับแนนเผยว่า มีโอกาสได้สัมภาษณ์คู่รักนักปั่นอย่าง “พี่วรรณ-พี่หมู (อรวรรณ-เจริญ โอทอง)” ที่ทำตามฝัน ปั่นจักรยานรอบโลก นับเป็นเรื่องดีที่ได้ถามตัวเองว่า เรามีฝันอะไรบ้าง เหมือนได้กรองตัวเองอีกครั้ง จนในที่สุดก็ตอบตัวเองได้ว่า ปั่นจักรยานในกรุงเทพนี่ล่ะ ท้าท้ายน่าดู แจนจึงตัดสินใจซื้อจักรยานทันที “หลังจากที่ไปซื้อจักรยาน แจนก็ยังไม่ได้ปั่นทันที เหมือนยังไม่กล้าพอ แต่พอพี่เจ (พี่สาว) เริ่มปั่นจักรยานไปทำงาน เราเองก็เป็นห่วง กลัวเรื่องอุบัติเหตุ แต่ในขณะที่เรากังวลมาก พี่สาวเรากลับมีความสุขมาก เหมือนชีวิตอิสระมากขึ้น พี่เจปั่นไปทำงาน พอเลิกงานก็ปั่นไปสะพานพุทธกับเพื่อนๆที่ทำงาน ปั่นไปหาอะไรทานกัน วันนั้นล่ะที่ทำให้เห็นความแตกต่างเมื่อ พี่เจทำให้สะพานพุทธที่เราเคยไปดูสวยขึ้น ขนมที่เราเคยทานดูน่าอร่อยมากขึ้น เพราะพี่เจปั่นจักรยาน” เมื่อพี่วรรณ-พี่หมูเป็นผู้จุดประกาย ขณะที่พี่เจเป็นผู้สลัดความกลัวโดยการลงมือทำ ทำให้แจนไม่รีรออีกต่อไป ตัดสินใจไปซื้อจักรยานทันทีแล้ววันรุ่งขึ้นก็เริ่มปั่นไปทำงาน ความสนุกและชูรสในชีวิตก็มีเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่นั้นมาจนวันนี้ก็กว่า 4 ปีแล้ว ไม่มี”ความบังเอิญ”บนโลกใบนี้ (No coincidence Neither accident) จากการพูดคุยกันเบื้องต้นยังไม่รู้เลยว่าทั้งสองคนมาเจอกันได้ยังไง จนแจนบอกว่าเพราะจักรยานนี่ล่ะที่ทำให้เราสองคนโคจรมาเจอกัน หลายคนรู้จักกันเพราะจักรยาน อาจเป็นเพราะเคมีบางอย่างตรงกัน สนใจเรื่องเดียวกัน ปั่นจักรยานเหมือนกัน มันเลยไม่ยากที่จะรู้จักกันเร็วขึ้นกว่าคนทั่วไป “แนนไม่รู้จักแจนมาก่อนเลย แต่เห็นในเฟซบุคแล้วรู้สึกว่า ทำไมเหมือนเราเลย บ้ากว่าเราด้วยซ้ำ ผู้หญิงอะไรปั่นจักรยานจากดอนเมืองไปท่าพระคนเดียว กล้ามาก ที่สำคัญเขาทำเพจจักรยานที่โฟกัสแต่ผู้หญิงกับจักรยาน พามือใหม่ปั่นจักรยานจนเสพติดไปตามๆกัน” “แจนทำเพจ Likecycle ขึ้นมาเพราะอยากให้ทุกคนรู้ว่า ผู้หญิงก็ปั่นจักรยานได้นะ โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างเราๆนี่ล่ะ ที่อยากปั่นจักรยาน แต่ไม่กล้าสักที เพจนี้จึงเป็นพื้นที่ที่ให้ทุกคนก้าวข้ามความกลัวและกล้าที่จะปั่นจักรยาน หลังจากที่เราเสียเวลากับความวิตกที่ยังไม่ได้ลงมือทำมานานมากแล้ว” เมื่อแอดมินเพจจักรยานทั้งสองคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเป็นกระบอกเสียงให้อีกหลายคนได้ใกล้ชิดกับจักรยานมากขึ้น แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่รู้จักกัน จนวันที่ไปถ่ายรายการ Bicycle Diary ของ TPBS แจนเล่าว่า ใครๆก็รู้จักแนน จะบอกว่าเป็นเจ้าแม่ของวงการจักรยานก็ได้ แต่แจนไม่รู้จัก ยังไปถามเขาเลยว่า พี่ชื่ออะไรคะ มันน่าอายจริงๆ แต่เชื่อไหม นับตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้แจนรู้สึกว่า แจนโชคดีที่ได้รู้จักคนดี คนเก่งและชื่นชมเขามาก เพราะเห็นถึงความตั้งใจดีที่จะทำเรื่องจักรยาน ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้แจนเปลี่ยนความคิดจากประโยคคำถามที่เขาถามว่า “ปั่นจักรยานทำไม ปั่นเพื่ออะไร แล้วเราสร้างประโยชน์อะไรจากการที่เราปั่นจักรยานได้บ้าง” คำถามเหล่านี้ทำให้คอนเซ็ปต์ปั่นไปกิน ปั่นไปเที่ยวมันสลายลงในพริบตา และแจนก็ตัดสินใจว่า แจนจะช่วยแนนเท่าที่จะทำได้ “ทุกครั้งที่หน่วยงาน บริษัท องค์กรต่างๆติดต่อแนนมาให้ไปเป็นที่ปรึกษาเรื่องจักรยาน แนนก็จะปั่นจักรยานไปและขอนำจักรยานเข้าห้องประชุมไปด้วย เพราะจักรยานเปรียบเสมือนนามบัตรของแนนไปแล้ว” “แนนทำเพราะอยากทำ ตั้งใจลาออกเพื่อมาทำงานจักรยาน แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องให้เป็นไปในรูปแบบไหน เพราะถ้าหวังแล้วจะผิดหวัง แนนแค่เชื่อว่าไม่มีอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้นแค่เราลงมือทำ อย่างเช่นเรื่องฝาท่อที่เป็นสาเหตุหนึ่งของอุบัติเหตุชาวสองล้อ แนนและทีมงานก็เป็นกระบอกเสียงจนทางกทม.รับเรื่องและดำเนินการเปลี่ยนให้เรียบร้อย ซึ่งโครงการนี้ทางผู้ว่าฯกทม.เองก็รับทราบและยังคงทยอยเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยต่อไป” หนึ่งในโครงการที่แนนทำ ยังไม่รวมถึงการจัดทริปจักรยาน อย่างเช่น Lady on Bike ที่ตอบโจทย์ผู้หญิงให้ทลายกำแพงความกลัว ซึ่งหลายคนก็เสพติดจักรยานเพราะทริปนี้ หรือจะเป็นการสำรวจเส้นทางจักรยาน รวมไปถึงเป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการทำจุดจอดรถจักรยานตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ล้วนแล้วแต่ทำด้วยความเต็มใจและดีใจที่ได้ทำทั้งนั้น ยิ่งตอกย้ำประโยคที่ว่า “ชีวิตที่ดีคือการที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก แต่ชีวิตเราจะมีคุณค่าถ้าเราได้ทำให้สิ่งที่รักสิ่งนั้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม” ปั่นด้วยใจ ไปด้วยกัน (Let’s Ride together นั่นล่ะ ^^) หากใครเคยอ่าน The District ซึ่งเป็นฟรีแมกกาซีนก็คงคุ้นหน้าคุ้นตาสองสาวนักปั่นคู่นี่อยู่ไม่น้อย เพราะจักรยานกับแนนแจนได้พาผู้อ่านไปเที่ยวกับเธอทั้งสองผ่านตัวอักษรได้อย่างน่าติดตามจนหลายคนอยากปั่นจักรยานไปร่วมทริปด้วย อีกทั้งเส้นทางที่ทั้งสองไปนั้นก็เป็นล้วนเป็นเส้นทางที่ยินดีต้อนรับจักรยาน ขณะที่รถยนต์คงได้แต่จอดไว้ถ้าอยากไปกับคู่นี้ “จริงๆแล้วแนนตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสแนนอยากไปปั่นจักรยานที่ต่างประเทศบ้าง เห็นใครๆก็ไปแต่เมืองจักรยานอย่างเช่นอัมสเตอร์ดัม แต่พอมาขับเคลื่อนเรื่องจักรยานจริงๆก็เกิดคำถามว่า ทำไมเราไม่ทำให้บ้านเรากลายเป็นเมืองจักรยานบ้าง บวกกับมาเจอแจนที่เปลี่ยนความคิดแนนทันที เมื่อแจนถามว่า เที่ยวเมืองไทยครบแล้วเหรอ รู้จักเมืองไทยดีพอรึยัง จะไปทำไมเมืองนอก กรุงเทพเรายังเที่ยวไม่ครบเลย เจอคำถามนี้ไปเข็มทิศการเดินทางก็เปลี่ยนทันที “ ในเรื่องนี้ แจนเสริมต่อว่า ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต่างอยากมาเมืองไทย แล้วทำไมเราถึงต้องไปแสวงหาที่ท่องเที่ยวไกลๆอย่างเมืองนอกด้วย ในเมื่อเมืองไทยเราก็มีดีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังเที่ยวไม่หมด ไปไม่ทั่วเลย เพราะฉะนั้นก่อนจะไปปั่นที่เมืองนอก ขอปั่นในเมืองไทยก่อนดีกว่า “เราเป็นคนไทย แต่ไม่รู้จักเมืองไทย ไม่เที่ยวเมืองไทย กลับตรงกันข้าม คนที่หลงเสน่ห์เมืองไทยกลายเป็นชาวต่างชาตินี่มันน่าอายนะ เมืองไทยมีดีตั้งเยอะ การที่เราได้ปั่นจักรยานไปเที่ยวในแต่ละจังหวัด แต่ละสถานที่ อย่ามองแค่เราได้อะไรจากที่นั้นๆ แต่เราต้องมองด้วยว่า เราให้อะไรด้วยรึปล่าว” ทั้งนี้ เมื่อถามเรื่องทริปที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ทำให้ทราบว่า แนนมักจะเป็นคนนำ โดยที่มีแจนเป็นคนปั่นตาม และมีGPSนำทางอยู่เสมอ หากมีเวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ก็ปั่นใกล้ๆอย่างเช่น กรุงเทพ-แม่กลอง กรุงเทพ-นครปฐม หรือกรุงเทพ-ชลบุรีแต่หากมีเวลามากกว่านั้นเราก็จะจัดทริปทางไกล โดยกระจายรายได้ให้รถขนส่งสาธารณะ แล้วปั่นต่อไปเช่น ประจวบ-ชุมพร ตะกั่วป่า-คึกคัก จ.พังงา หรือปั่นใน อ.เบตง จ.ยะลา เป็นต้น “เราไม่เคยไปที่ไหนเราก็จะไป การที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะเราตั้งใจปั่นจักรยาน ดังนั้นมันต้องพอเพียงที่สุด สะดวกที่สุด และอีกมุมหนึ่งคือเราได้กระจายรายได้ในอีกหลายคน อุดหนุนคนไทยด้วยกัน บางจังหวัดที่เราปั่นกันไปก็ไปนอนค้างบ้านพี่ที่รู้จักกันก็มี มันสนุกแบบอิสระ ต้องขอบคุณที่มีจักรยานและขอบคุณตัวเองที่รู้ว่าต้องการอะไร” แจนเล่า “แนนไม่เคยเดินทางไปไหนคนเดียว เวลาไปเที่ยวก็เที่ยวกับครอบครัวตลอด แต่พอเจอแจน มันคลิกกันพอดี ลุยด้วยกันทั้งคู่ ทริปของเราจึงเกิดขึ้นไม่ยาก จนหลายคนอิจฉาว่าอยากไปปั่นกับเราด้วย ซึ่งจริงๆแล้วแนนว่าทุกคนก็สามารถทำได้ ปั่นไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก แต่ต้องดูเส้นทางบริหารเวลาเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางด้วย แล้วจะรู้ว่า การปั่นจักรยานทางไกลมันทำให้เราเห็นเมืองไทยที่สวยขึ้น เจอเพื่อนร่วมทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักปั่นต่างชาติหรือคนไทยตลอดทาง” จากการพูดคุยกว่า 2 ชม. ทั้งคู่เล่าเรื่องราวจักรยานจนสามารถสัมผัสถึงมวลความสุข( GDP =GROSS DOMESTIC HAPPINESS) ได้มากมายเหลือเกิน แม้ชีวิตของทั้งสองจะค่อนข้างแตกต่างกัน เมื่อคนหนึ่งตัดสินใจลาออกจากงานมาทำเรื่องจักรยานอย่างจริงจัง ขณะที่อีกคนยังคงทำงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจ แต่จักรยานก็ยังคงอยู่ในชีวิตประจำวันเพราะแจนเลือกที่จะปั่นจักรยานไปทำงาน อาจบอกได้ว่าเวลาที่อยู่บนหลักอานจักรยานของทั้งสองคนนี้ได้สะท้อนให้เห็นอีกมุมของชีวิตที่มีความสุขอย่างมีคุณภาพโดยที่ไม่ต้องลงทุน สรรหาสิ่งของราคาแพงได้เป็นอย่างดี อินสไปร์…อิน จะ ตาย (Learn from everyone, Follow no one) หากถามว่า “ความสุข” ของแนนแจนอยู่ที่ไหน ทั้งสองต่างตอบตรงกันว่า อยู่ที่ปัจจุบัน ขณะ เพราะวันนี้เรารู้จักตัวเองแล้วว่าเราต้องการอะไร ชอบอะไร และได้ลงมือทำอย่างเต็มที่ ต้องขอบคุณจักรยาน พาหนะมหัศจรรย์ที่ทำให้โลกกว้างขึ้น เมืองไทยสวยขึ้น มีเพื่อนมากขึ้น และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงมากขึ้น “แจนยังคงทำงานเหมือนคนทั่วไป แต่ที่ต่างกับหลายคน อาจเป็นเพราะมนุษย์เงินเดือนคนนี้ไม่เคยเครียดกับงาน ไม่เคยเบื่อหน่ายหรือล้าจนหมดพลังในชีวิต จักรยานช่วยแจนได้เยอะมาก ไปทำงานก็มีความสุขเพราะได้ปั่นจักรยานไป เลิกงานก็สุขยิ่งกว่าเพราะได้อยู่บนจักรยานไม่ต้องติดอยู่บนถนนเหมือนชีวิตคนในรถยนต์ ที่สำคัญคือได้ทำงานและได้ทำในสิ่งที่รักควบคู่กันไป นั่นคือการเขียนหนังสือ คอลัมน์ท่องเที่ยวใน The District” “หลายคนบอกว่า อ่านคอลัมน์ NanJanแล้วอยากปั่นจักรยานบ้าง ขณะที่อีกหลายคนบอกว่า เขาจะไปย้อนรอย ตามเส้นทางที่เราสองคนไป แจนว่าการที่เราพาคนอ่านไปเที่ยวกับเราผ่านตัวอักษรก็ทำให้พวกเขาได้กรองตัวเองไปในตัวว่า พวกเขาอยากทำให้อะไร แรงบันดาลใจที่ปิดตายมานานควรถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ก็รู้สึกดีที่เราสองคนทำให้อีกหลายคนเห็น มันมีค่ามากกว่าที่เราจะไปชวนพวกเขาปากเปล่าว่า ไปปั่นจักรยานกันเถอะ” ส่วนทางด้านแนนเผยว่า ตัวแนนเองก็จะยังคงสานเรื่องจักรยานต่อไป ใจจริงอยากให้มีกระทรวงจักรยานขึ้นมาโดยเฉพาะ อีกหลายคนได้รู้จักกับจักรยานแล้วจะรู้ว่า จริงๆแล้วจักรยานสามารถพาเราไปไหนก็ได้ ที่เราอยากจะไป และอยากพัฒนาเรื่องจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “แค่เชื่อมั่น เคารพ ศรัทธาในตัวเอง ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นและรู้จักตัวเองก่อน แนนจะลิสต์ไว้เลยว่า อยากทำอะไร ยังไม่ได้ทำอะไร แล้วก็ลงมือทำ ก้าวข้ามความกลัวไปให้ได้ อย่าให้ชีวิตอยู่กับการทำงาน ทุ่มเทกับงานจนลืมให้รางวัลตัวเอง มันน่าเสียดายเกินไป อะไหล่รถยนต์เปลี่ยนได้ แต่อะไหล่ของตัวเองเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าอยากเป็นคนแก่ที่แข็งแรง ต้องไม่ละเลยตัวเองเด็ดขาด“ แม้ว่าทั้งแนนและแจนจะมาจากต่างที่มา แต่จักรยานก็ทำให้เขาทั้งสองโคจรมาเจอกันและได้ทำตามฝันในแบบฉบับของตนเอง ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากทุกคนลุกออกจากโต๊ะทำงาน วางKey Performance Indicator (KPI) แล้วพูดคุยกับตัวเอง รู้จักตัวเองให้มากขึ้น ความสุขที่หลายคนโหยหาคงอยู่ไม่ไกล แรงบันดาลใจจากใครหลายคนคงไม่ใช่ประเด็น หากเห็น “ตัวเอง” แล้วก็คงเห็น “แรงบันดาลใจในตัวเรา”

10262223_10152177257731243_4944296900757154597_n

ขอบคุณครูอ้อมค่ะ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 591 other followers